The Ash of Black Case : บทที่ 0

posted on 04 Jul 2011 21:52 by crozzaxmoon in ABC-Series

        
 
                

                 The Ash of Black Case : บทที่ 0
               
                 เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องเล่าจากเพื่อนผมอีกทีหนึ่ง ตอนมันเล่า มันยืนยันแบบสุดตัววว่า เรื่องทั้งหมดเป็นจริง ไม่มีการแต่งเติมใดๆทั้งสิ้น ผมเองก็คลางแคลงใจในเรื่องของมันอยู่บ้าง แต่ก็เพราะของมันสนุกเสียจนอดจิตนาการตามไม่ได้ สุดท้ายผมจึงขออนุญาตเพื่อนคนนั้น นำมาถ่ายทอดให้เป็นตัวอักษร
                เรื่องนี้เป็นเรื่องของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ โดยมีเด็กวัยรุ่นเป็นตัวละครหลัก คอยเล่นกับบทบาททางอำนาจอยู่ลับๆ ผ่านทางมินิมอลยาเสพติดไฟฟ้า กับถ่านเฉพาะทาง ที่ทุกคนจะต้องหาซื้อจากตัวแทนจำหน่ายแบบผิดกฏหมาย
                เมื่อความไร้เดียงสา มาพบกับยาเสพติด และเงินทองจำนวนมาก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทำให้ผมพาลนึกถึงหนัง Lilly Chou Chou หรือไม่ก็ Confession
                บางครั้งเด็กก็ไม่ได้บริสุทธิ์อย่างที่เราคิด...

                เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจะเริ่มเล่าในแบบของผมให้พวกคุณฟัง โดยผมจะแบ่งเล่าเป็นฉากๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ
                เรื่องราวของเราเกิดขึ้นในโรงเรียนขนาดใหญ่ ชื่อ วิทยาจิตโชติ ตั้งอยู่กลางกรุงเทพ นามสมุมติของเพื่อนผมคือ เดช เด็กหนุ่มผิวสีน้ำตาลอ่อน เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ตัวค่อนข้างสูง ชอบสูบบุหรี่อยู่เป็นนิช ส่วนมากแล้วเดชจะอยู่กับกลุ่มเพื่อน อีก 4 คนคือ เมธ วิวัฒน์ นพ และ กำแพง เมธเป็นเพื่อนสนิทวัยเด็กของเดช ส่วนอีก 2 คนมาเจอกันตอน ม.1
                กำแพงเป็น นักกีฬาบาส ตัวสูงใหญ่ ผิวขาว เรียนเก่ง เพอร์เฟ็คแมนที่เพื่อนๆทุกคนต้องอิจฉา แต่เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิงเลย และติดการ์ดเกมอย่างบ้าคลั่ง เขาได้เป็นหัวหน้าห้องตั้งแต่ ม.1 เป็นหนึ่งในนักเรียนที่มีบทบาทอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
                แต่นอกจาก กำแพงแล้วเพื่อนๆของเดช รวมถึงตัวเดชเอง ก็เป็นแค่เด็กธรรมดา ที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์อันซับซ้อน เต็มไปด้วยเล่ห์กล และการเอาตัวรอดแบบนี้ พวกเขากลายเป็นกุญแจสำคัญของการอยู่หรือไปของทั้งโรงเรียน ทั้งหมดกำลังเดินไปสุดทางหมิ่นเหม่ระหว่างคนดีกับคนชั่ว
                 เรื่องราวเหล่านั้นคงไว้เล่าในวรโอกาสต่อไป เพราะก่อนจะเริ่มเรื่องต้องย้อนไปกลับไปราว 8 ปีก่อนเดชจะเข้าโรงเรียนแห่งนี้

 
 

                บทที่ 0(1) ความรุ่งเรืองของเอกสิทธิ์

                เอกสิทธ์เป็นตัวละครที่แทบจะไม่ปรากฏในเนื้อเรื่องส่วนหลักเลย
                ปัจจุบัน เอกสิทธิ์ เป็นสถาปนิกชื่อดัง เปิดตัวบริษัทตั้งแต่ยังหนุ่ม ความโดดเด่นฉายแววตั้งแต่มัธยมต้น เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้า ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ จนได้เป็นเด็กมัธยมต้นคนแรกที่เป็นประธานโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 ควบไป 4 สมัยซ้อนถึง ม.6 และด้วยความอุตสาหะ กับการผลักดันกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น ละครเวที ภาพยนตร์สั้น ประกวดวาดรูป เรียนพิเศษตัวต่อตัว กีฬาประจำโรงเรียน และการแข่งขันระดับประเทศต่างๆ ทำให้โรงเรียน วิทยาจิตโชติ ที่ดังอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ก็เฟื่องฟูขึ้นมาเป็น 1 ในแนวหน้าของเอเชียทันที ส่งผลให้เกิดการเซ่นกันครึ่งต่อครึ่งเพื่อจะเข้ามาโรงเรียนแห่งนี้ 
                มินิมอลเริ่มระบาดในปีดังกล่าว เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องนี้สำหรับทดลองรักษาคนไข้ในประเทศไทย และเริ่มแพร่กระจายอย่างช้าๆผ่านทางมาเฟียหลายๆคน
                 ผู้ผลิตคนแรกคือ ไมนอฟ โคลเซอร์ เดิมทีเดียว มินิมอลมีหน้าที่บำบัดคนไข้โรคจิตที่แพ้สารกระตุ้นบางตัวเท่านั้น  
                แต่ปัจจุบัน มินิมอลถูกบัญญัติให้เป็นยาเสพติดไฟฟ้า มีขนาดเท่าเครื่องพกพาเพจเจอร์เล็กๆ วิธีเสพก็แค่มองหน้าจอระหว่างที่เครื่องทำงาน เพราะสัญลักษณ์ที่เครื่องสร้างขึ้นจะทำให้สมองสร้างสารคัดหลั่งความสุขออกมา เครื่องนี้เปลืองไฟมากๆ แต่ทุกคนที่ติดยาเสพติดไฟฟ้านี้งอมแงม ต้องขวนขวายหาแบตเตอรี่ราคาแพงมาใช้ อาจเพราะคนสร้างต้องการเอาเงินจากผู้บริโภคนั่นเอง

                ตอน ม.4 เอกสิทธิ์ ต่อต้านมินิมอลอย่างหนัก เนื่องจากมันทำให้เด็กมัวเมา งมงายไร้สาระ เขาพยายามแบนมันออกจากโรงเรียน และตั้งหน่วยงานขึ้นชื่อ หน่วยสอดส่งความสงบในโรงเรียน มีชื่อเล่นว่า แบล็คอาย ก่อนจะตั้งหน่วยลับที่โรงเรียนไม่มีทางรู้อีกอันคือ หน่วยรักษาความสงบเบื้องหลัง มีชื่อเล่นว่า ทหารม้า เนื่องด้วยความรวดเร็วในการทำงาน พร้อมกับการลงมืออันสอดคล้องกับระบบแบล๊คอายนั่นเอง
                หน่วยแบล๊คอายนั้นต่างก็ไม่รู้จักหน้าค่าตากัน เป็นสปายในหมู่เพื่อนแตกกระจายไปตามกลุ่ม มีอำนาจระดับหนึ่ง ถ้าใครถูกเปิดเผยตำแหน่งก็จะต้องลาออกไปทำหน้าที่อื่น
                ส่วนทหารม้า หรือที่เพื่อนของผมกระแดะเรียกมันว่า ดรากูน เป็นหน่วยงานขนาด 5 - 6 คน สูงใหญ่ เก่งกาจในการต่อสู้ เป็นคนวิ่งโร่จัดการปัญหาอยู่เบื้องหลัง
                หน่วยงานทั้ง 2 รวมถึงพรรคเป็นเอก ของเอกสิทธิ์ ได้รับสืบทอดจากรุ่นต่อรุ่น ความสงบสุขนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี หน่วยงานการปกครองแต่ล่ะหน่วยค่อยๆเพิ่มอำนาจขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าห้อง หัวหน้าชั้นเรียน ประธานนักเรียน
                ในขณะเดียวเด็กเซ่นใหม่ๆจากประถม ที่ขณะนั้นมินิมอลได้ขยายตัวไปอย่างหนัก ไม่พอใจกับการจัดการของเป็นเอกมากๆ เนื่องจากช่องทำมาหากินและการเสพสารที่ตนต้องการถูกทำลาย อีกทั้งอำนาจของพวกเขาถูกริดรอนด้วยหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีหลายคนคิดว่าระบบแบล๊คอายทำให้พวกเขาแตกคอกันเอง และไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย
                 พวกเขาเก็บมันไว้เงียบๆ รอคอยการระเบิดออกมา เมื่อคนที่เก่งที่สุดจางหายไปจากโรงเรียน รอจังหวะเหมือนงูเห่าฉกระชาก ล่าเหยื่อเหมือนเสือตัวอ้วนในเงามืด
                ...แล้ววันนั้นก็มาถึง

 

                บทที่ 0(2)  การรบกันของ 3 พรรค

                หลังจากเอกสิทธิ์จบการศึกษาไปแล้ว ก็ส่งมอบพรรคเป็นเอกให้กับ อภิวัฒน์ หรือ ออน เด็กหัวก้าวหน้า ม.5 ที่มีความฝันอยากเป็นทนาย มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง มีความยุติธรรมอยู่ในสายเลือด เขาก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคด้วยการรับเลือกจากเอกสิทธิ์ ทั้งยังคอยปรึกษาเอกสิทธิ์ตลอดเวลา แต่คนส่วนใหญ่เองก็ไม่ไว้ใจอภิวัฒน์ซักเท่าไหร่นัก เพราะสายตาของเขา และความเป็นคนเลือดร้อน
                ก่อนหน้านี้ ก็มีพรรคของนักเรียนอีกพรรคที่เป็นคู่แข่งกับเป็นเอกมาตลอด แต่ก็ต่อสู้กันมาด้วยดี มีการแลกทีมงานไปมาเสมอ นั่นคือพรรคสายชล
                ในตอนนั้นสิริรัตน์ หรือ น้ำหวาน เด็ก ม.4ผู้เพียบพร้อม เป็นประธานพรรคหญิงคนแรกในโรงเรียนแห่งนี้ จากความเด็ดเดี่ยว มาดมั่น ฉลาด ยิ้มง่าย และจริงใจทั้งหลาย
                ส่วนคู่แข่งต่อมาคือพรรคโฮลีย์บรายน์ พรรคกระแดะตั้งชื่อภาษาอังกฤษ มีความหมาย คนตาบอดศักดิ์สิทธ์ จริงๆก็เพื่อความเท่เท่านั้นนั่นแหละ หัวหน้าพรรคคือ บี เด็กม.5 ใส่แว่น ตัวผอม สูง รวยมากๆ ส่วนลูกพรรคครึ่งหนึ่งเป็นคนดีมีความรับผิดชอบสูง อีกครึ่งหนึ่งเป็นแก๊งค์ลับๆของนายบี เรียกตัวเองว่า เงือก พรรคของบีพึ่งเริ่มต้นมา 2 ปีเท่านั้น แต่ก็มีข่าวลือแย่ๆเต็มไปหมด
                มาถึงตรงนี้คุณอาจเดาออกแล้วว่าทำไม ทหารม้า ถึงกลายเป็นมาเป็น ดรากูน

                ฤดูกาลหาเสียงมาถึง พร้อมกับโศกนาฎกรรมของประชาธิปไตย ป้ายของพรรคเป็นเอกถูกทำลายทิ้งเป็นว่าเล่น หน่วยทหารม้าเก่าเองก็ถูกทำให้ลดบทบาทลงเพราะการเลือกตั้ง ส่วนแบล็คอายเองก็กำลังสลายตัวไปเนื่องจากกำลังจัดตั้งใหม่(ประกอบด้วยเอกสิทธิ์ไม่ได้มาบัญชาเองอีกด้วย) ทำให้พวกเขาไม่สามารถหาคนลงมือได้เหมือนปีก่อนๆ
                พวกเขาได้แต่สันนิษฐานว่า คนที่อาศัยการจู่โจมต้องเคยอยู่ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งมาก่อนแน่ๆ เพราะรู้ช่วงเวลาที่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้อยู่
                กลุ่มทหารม้านั้นรู้จักกันดี ดังนั้นผู้ต้องสงสัยจะต้องอยู่ในกลุ่มแบล๊คอายชัวร์ๆ
                จากนั้นก็มีข่าวลือว่า น้ำหวานเคยอยู่ใหน่วยงานนี้ เป้าสายตาจึงตกไปที่ สิริรัตน์ ระหว่างที่ทหารม้า และกลุ่มแบล๊คอายม.6 พยายามจับตาดูพรรคสายชลอยู่นั้น มินิมอล ยาเสพติดไฟฟ้าก็เริ่มระบาดขึ้นอย่างเงียบๆ
                น้ำหวานค่อยๆถูกแบนออกสังคมอย่างช้าๆ พรรคสายชลเริ่มไม่ไว้ใจกันมากขึ้นทุกที ลูกพรรคไม่เชื่อรอยยิ้มอันจริงใจของน้ำหวานอีกต่อไป มนุษย์ย่อมมีวันทำผิดพลาด เมื่อสิริรัตน์พลาด คนที่จับตาดูก็จะกระจายข่าวนั้นไปให้ไกลสุดฟ้า จนถึงขนาดโรงเรียนพิเศษในสยามยังซุบซิบนินทา
                 ในที่สุด เธอก็ยอมถอนตัวออกจากประธานพรรค ลาออกไปอยู่กับเพื่อนสนิทเงียบๆ โดยไม่พยายามแก้ต่างกับเรื่องหนังโป๊ของเธอ หรือการที่เธอสั่งให้ลูกน้องเลียรองเท้า มีเรื่องเล่าว่าเธอถูกประธานคนก่อนของสายชลที่จบไปแล้วยกพวกมาด่าซ้ำด้วย แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน
                จากนั้นเธอก็ดรอปเรียนไปปี 1
                พอน้ำหวานลงจากหัวหน้าพรรค ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นเป็นหัวหน้าอีก ดังนั้นกรรมการพรรคจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากการแข่งขัน จึงเหลือแค่ บีกับออนเท่านั้น
                อภิวัฒน์เรียก ทหารม้าเก่ามา กล่าวหาบีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายน้ำหวาน จากนั้นก็วางแผนถล่มบีด้วยตนเอง มีคนจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย และลาออกจากการเป็นทหารม้าทันที แต่ออนไม่สนใจ เขาค่อยๆกล่อมทหารม้าที่เหลือจนสำเร็จ พวกเขาเรียกแผนการนี้ว่า "ความถูกต้อง"
                ในทางกลับกันผู้ที่การลาออกมานั้น ก็ริเริ่มทฤษฏีใหม่ขึ้นมา นั่นคือ การทำลายป้ายของตัวเอง และการปล่อยข่าวลือทำลายน้ำหวานด้วยป้ายเหล่านั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ มันไม่มีหลักฐานยืนยันอะไรเลย
 
                ดังนั้นเมื่อข้อกล่าวหาไม่สามารถทำอะไรได้ หัวเป้าหมายจึงชี้มาที่บี
                จริงๆแล้วพรรคโฮลีย์บรายน์ นั้นถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานเสียงของเด็กที่ถูกประนามจากสังคมในโรงเรียน ถือเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลัง เพราะบีเองก็เคยช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งจากการถูกหาว่าเป็นแม่มด หรือคอยประคับประคองเด็กด้อยโอกาสบางคนให้กลับมาโรงเรียนได้อย่างสบายใจ(โดยอาศัยพรรคพวกของตนให้ไปเป็นเพื่อนแบบปลอมๆนั่นเอง) จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ทั้งโรงเรียนจะมองว่า พรรคนี้เต็มไปด้วยคนไม่ดี มีพวกแปลกๆชอบมาอาศัย แต่ในทางกลับกันก็มีคนที่รู้เรื่องดังกล่าวและนับหน้าถือตาเป็นจำนวนมาก
                แต่บี กับพรรคพวกเองก็ใช่ย่อย พวกเขานี่แหละที่เป็นคนปล่อยมินิมอลออกมา ทั้งหมดก็เพื่อที่จะหาเงินมาสนับสนุนพรรคของตนในการช่วยเหลือเพื่อนๆ  พวกเขาใช้วิธีเดียวกับแบล็คอาย จัดตั้งหน่วยเบื้องหลังแบบเดียวกัน เรียกว่าแบล็คเมอร์แมด หรือชื่อเล่นลับๆคือ เงือกดำ โดยรับมินิมอลและถ่านของมามาจากทางลิลโด้ที่สยาม ส่งผ่านรถขนส่งของร้านขายเครื่องดื่มในโรงเรียน เป็นองกรณ์ที่ดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ มีแค่ระดับหัวหน้าหน่วยเท่านั้นที่รู้จักกัน
                คุณอาจเริ่มเข้าใจแล้วว่า บีเองก็เคยอยู่หน่วย แบล๊คอายมาก่อน
                อภิวัฒน์ใช้เวลา 1 สัปดาห์เพื่อที่จะคาดคั้น และเรียนรู้วิธีการขายมินิมอล จัดการกับคนขายที่ติดยาเสพติดไฟฟ้าด้วยกำปั้นของทหารม้า บีรู้ตัวทันที เขาจึงใช้อำนาจทุกวิถีทางในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น
                 พรรคเป็นเอกขู่จะใช้เรื่องนี้ให้บีลาออก แต่บีก็แก้เผ็ดโดยส่งจดหมายให้อภิวัฒน์โดยตรง บอกกับเขาว่าจะให้พ่อของออนออกจากงานซะ ด้วยอำนาจจากคนที่บีเคยช่วยเหลือ
                สงครามเย็นดำเนินไป 5 วันในที่สุดพรรคเป็นเอกก็ยอมจำนนต่อบี พวกเขาถอนตัวออกจากการแข่งขัน ซึ่งบีไม่เคยคาดฝันว่าจะคำขู่ของเขาจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ เขาเพียงต้องการให้เก็บมินิมอลเป็นความลับต่อไปก็แค่นั้นเอง
                สิ่งเหล่านั้นทำให้พรรคโฮลีย์บรายน์ ที่จัดตั้งขึ้นเพียง 2 ปีกลายเป็นพรรคเดียวที่ลงเลือกตั้ง แล้วบีก็ได้เป็นประธานอย่างงงๆ  
                ตัวบีเองก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะได้เป็นประธานนักเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่มีทั้งนโยบาย และทีมงานที่เพรียบพร้อมสำหรับการบริหารงานโรงเรียนด้วยพรรคๆเดียว
                แต่เพราะเขาเป็นคนเก่ง ไม่นานบีก็กลายเป็นที่นับหน้าถือตาแทนพรรคเป็นเอก
                การขึ้นเป็นประธานของบี ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นเริ่มต้นในโรงเรียนวิทยาจิตโชติ พร้อมกับใช้ระบบที่วางมาดีในอีกรูปแบบหนึ่งจนคนคิดไม่ถึง
                ในระยะเวลาที่ บีได้รับการคัดเลือก ช่วงปลายเทอม นั้น เดชกำลังสนุกสนานอยู่ใน ประถม 6 โดยไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียวว่าจะเจออะไรกับโรงเรียนที่พ่อเซ่นเข้าไปให้

 

                ...โปรดติดตามตอนต่อไป

                ++++++++++++++++++

                จันทรลักษณ์ สีดำ,3/6/2554

Comment

Comment:

Tweet

สนุกดีนะคะ เขียนแนวนี้บ้าง question

#2 By wonderboy on 2011-08-25 21:10

ตัวละครเยอะจัง 55+ แต่สนุกดี ลงต่อเร็วๆ

#1 By pakrada (182.52.131.7) on 2011-07-04 22:33