* เนื่องจากจขบ.อยากเป็นนักเขียนบท บางครั้งอาจละเอียดอ่อนกับบทไปนิดหนึ่ง
**บทความนี้ไม่ใช่การวิจารณ์ แต่เป็นความคิดเห็นเท่านั้น
***บทความนี้อาจ "สปอย"



Blue Valentine (A)


ได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อเดือนก่อน แล้วรู้สึกประทับใจเอามากๆ เคยติดอยากจะลองเขียนถึงหนังเรื่องนี้ซักครั้ง
เพราะมันทำให้ผมเปิดโลกทัศน์ของผู้หญิง ครอบครัว และความรักขึ้นไปหลายเท่า แต่กว่าจะว่างพอ ก็นานพอดู
 
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวด กับ "อนาคต"
แต่ถ้าหากให้ลองเดาในฐานะของคนสูงวัยดู หนังเรื่องนี้อาจแสดงความเจ็บปวดกับ "ปัจจุบัน"
ยิ่งหากมีแฟนที่วางแผนจะแต่งงาน หรือแต่งงานอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเข้าใจความรู้สึก อินกับหนังจนน่าขนลุก
เพราะสิ่งที่ บลูวาเลนไทน์เสนอ คือความจริงที่น่าเจ็บปวดที่สุดของความรัก

หนังได้พยายามสร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบด้านความรัก และทางโลก เขารักตัวเอง มีชีวิตอยู่กับความสุขในปัจจุบัน คนที่ดูหนังเรื่องนี้ทุกคน คงรู้สึกว่าตัวละครพระเอกเท่ จิตใจดี เข้าใจโลก รักตัวละครตัวนี้มาก และอาจไม่เข้าใจว่าทำไมนางเอกถึงไม่พอใจกับสิ่งเหล่านี้ (แน่ล่ะผมเองก็เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่...ไม่เข้าใจผู้หญิงคนนี้ จนกระทั่งถามกับแฟน)

ในอีกด้านนางเอกเป็นผู้หญิงธรรมดา ที่ใฝ่ฝันในรัก และครอบครัวที่มีความสุข
(ครอบครัวของเธอแสดงออกถึงความประหลาดในจุดนี้ได้ดีมาก ยายของเธอบอกกับเธอว่า ไม่ได้รักตาเลยแม้จะอยู่กับเขาจนแก่เฒ่า หรือในจังหวะที่พ่อของเธอทะเลาะอย่างรุนแรงกับแม่แค่เรื่องรสชาติอาหาร) เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่าความรักในครอบครัวหายไปไหน และมุ่งมั่นที่จะไม่เป็นแบบแม่กับยายของเธอ
แต่สุดท้ายเธอก็ตระหนักถึงวัฒจักรอันน่าสังเวชของมนุษย์
 
"พระเอกเป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่ผู้นำครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ" นี่คือคำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากแฟนผมหลังดูหนังจบ และเมื่อถามว่าทำไมนางเอกต้องทะเลาะกับพระเอกในเรื่องเงินขนาดนั้น เธอก็ตอบว่า
"ยังไงซะผู้หญิงทุกคนก็ต้องการความมั่นคงในชีวิต" (เอาเถอะเธอไม่ค่้อยจะเป็นผู้หญิงธรรมดาเท่าไหร่หรอกนะครับ) และนั่นทำให้เข้าใกล้แก่นของเรื่องเข้าไปอีก
 
 
การเล่าเรื่องราวของหนังเรื่องนี้บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็น Realist เต็มเหนี่ยว แต่ถึงจะทำใจมาแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกหลุดๆอยู่บ้าง เพราะการเล่าเรื่องแบบ CU(Close up) ตลอดทั้งเรื่อง (นานๆครั้งจะมี MS (ภาพขนาดกลางลำตัว) มาให้เห็นบ้าง) ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอยู่เยอะพอสมควร แต่ที่เหลือสำหรับผมถือว่าเพอร์เฟ็ค หนังเลือกวิธีเล่าเลือกที่ตรงกับเรื่องที่ต้องการเล่า (ต้องยอมรับว่าผมดูหนังนิ่งได้แค่ระดับหนึ่งเท่าัน้น)
 
 
เพราะผมปฏิเสธไม่ได้ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเจ็บปวด ....มันจริงจนน่าเจ็บปวด
มีการตัดสลับระหว่าง เหตุการณ์ที่ดีที่สุด และเลวร้ายที่สุดในชีวิตความรัก ...นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดที่สุดของความรักหญิงชายหรือ

แม้ในตอนท้ายเรื่องจะทิ้งเอาไว้ให้คนดูคิดต่อ เองว่าพระเอกจะกลับมาไหม แต่มันไม่มีข้อสรุป ...เหตุสำคัญข้อหนึ่งคือชีวิตของมนุษย์อาจเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่มันไม่มีตอนจบ ตราบใดที่มีลมหายใจ ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในหนัง Realist จำนวนมาก และหนังเรื่องนี้ก็ปล่อยเอาไว้เช่นกัน
 
ที่สุดแล้วแม้หนังจะไม่ได้ให้คำตอบถึงชะตากรรมที่ตัวละครต้องเผชิญต่อไป แต่สิ่งที่เหลือเอาไว้ให้คนดู กลับให้ข้อคิดเห็นอันเต็มไปด้วยบาดแผล

ผมต้องยอมรับว่า ผมเป็นหนึ่งคนพยายามจะไม่มองอนาคต คิดเสียว่าเราอาจวางแผนให้มัน แต่เราไม่ควรจะยึดติดมันให้มากเกินไป สิ่งนี่้เองที่นางเอกเรื่องนี้ืพลาด เธอคิดว่าความมั่นคงคือสิ่งที่่ยอดเยี่ยม ยิ่งได้มองเห็นอนาคตที่เราไม่อยากมองแล่นบนแผ่นฟิลม์ ถ่ายทอดตัดสลับกับช่วงเวลาที่ดีที่สุด ยังไงผมก็รู้สึกเจ็บปวดกับความจริงข้อนี้อย่างมากมหาศาล

ความมั่นคงไม่เคยมีอยู่จริง เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

คนเราต้องก็มีรัก มีแก่เฒ่า มีหมดรัก นั่นเรื่องปกติ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรื่องนี้นำเสนอ ถ้ารวบรวมกับสิ่งที่นางเอกพบเจอมาตลอดชีวิต เราจะพบว่า....

"ครอบครับไม่ได้มีแค่เพียงความรักเท่านั้น"

 
 
 
 
*เกร็ดหนัง

- หนังเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำ 6 ปี โดยในตอนแรก ผู้กำกับเอานักแสดงมาเล่นตอนวัยเด็ก และเนื่องจากตอนนั้นนักแสดงยังไม่เข้าใจบทตอนแก่ ก็เลยพักกองไปเผชิญชีวิต 6 ปีแล้วเรียกมาเล่นต่อ

- ในการเล่นต่อนี้ หมายถึงบรีฟบทไปคร่าวๆ ให้เงินไปก้อนเล็กๆ 200 เหรียญต่อสัปดาห์ และอยู่ด้วยกัน 1 เดือน พร้อม พ่อ แม่ ลูก ในหนัง โดยเขาจะเก็บภาพทุกอริยาบท

- บทหนังมี 67 ร่าง (แค่ 5 ร่างผมก็จะตายแล้ว) สตอรี่บอร์ด 1200 ฉาก (โคตรบ้าพลัง)

- ฉากที่นางเอกบอกว่าตนเองท้องในเรื่อง ผู้กำกับบรีฟนางเอกก่อนว่า อย่าบอกเหตุผลที่ตัวเองเสียใจ และบรีฟให้พระเอกทำยังไงก็ได้ที่จะเอาความลับนั้นออกมา ดังนั้นฉากที่พระเอกทำื้่จะกระโดดจากสะพานเกิดขึ้นจริงระหว่างการแสดงหน้ากล้อง!

- ฉากทะเลาะกันในตอนท้ายเรื่องเกิดขึ้นจริงเช่นกัน เพราะเขาไม่สามารถหาเงินได้จริงๆตอนอยู่ด้วยกัน 1 เดือนนั้น!
 

Comment

Comment:

Tweet

#9 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-27 16:38

ใช่ครับ รู้สึกว่าคงไม่มีใครทำผลงานแบบนี้ได้อีกแล้ว 55+

#7 By Crozzax on 2011-04-05 23:57

ยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ ขอทำใจสักพักแล้วจะหามาดู. เกร็ดหนังน่าสนใจกว่าตัวหนังเสียอีก. คิดว่าเหมือนงานศิลปะที่บางครั้งไม่ชอบตัวเนื้องานที่อยู่ตรงหน้าแต่พอทราบ วัตถุประสงค์ เรื่องราวเบื้องหลังและแรงบันดาลใจกลับทำให้เข้าใจงานนั้นมากขึ้นจนสามารถเปลี่ยนแนวคิดแต่แรกไปได้. เขียนอะไรก็น่าสนใจทั้งนั้น เขียนมาเหอะquestion

#6 By wonderboy on 2011-04-05 22:40

ยังไม่ได้ดู

หนังแบบนี้นานๆ ดูที พี่ชอบหนังจิตๆ อ่ะ แหะๆๆๆsad smile
ไม่รู้จะว่าไงดี

http://keaaaa.exteen.com/20110213/blue-valentine

#4 By keaaaa on 2011-04-01 18:37

เราก็ชอบพระเอก...
ไม่อยากเชื่อว่านางเอกหมดรัก...
การเป็นคนรักกัน ความรักคงได้..
แต่เมื่อขยับมาเป็นครอบครัว...
คงมีปัจจัยอะไรหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง..
หวังว่าตัวเองจะเข้าใจจุดนี้ในอนาคตเหมือนกัน...

big smile
เป็นหนังธรรมดา เล่าเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรกระตุ้นให้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่สำหรับเรามันเป็นหนังอีกเรื่องที่ฝังใจ มันหวานๆขมๆดี
ไม่ได้เป็นนักวิจารณ์เลยตัดสินไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ควรไปหามาดูไหม แต่สำหรับเราแล้ว เรารักหนังเรื่องนี้เลยว่ะ

ปล.ชอบภาพเรื่องนี้มากมาย มันโรแมนติคแบบเรียบๆดี

#2 By pakrada (113.53.26.220) on 2011-04-01 00:45

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้ว่า เราไม่เข้าใจเพศตรงข้ามกันมากแค่ไหน

#1 By Crozzax on 2011-04-01 00:36