การสังเกตุ สาระของมนุษย์ บริเวณตึก CAT

               1

                รอบตึก CAT  มีการเคลื่อนไหวของอาชีพเล็กๆตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น พนักงานบริษัท พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด พ่อครัว แม่ครัว พ่อค้าเพชร พระ โรงเรียนวัด ตลอดกระทั่งชนชาติแขกที่อาศัยอยู่ในที่แถบนั้น หากมีเวลาสังเกตเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่เราไม่เคยสังเกตุเห็นก็จะปรากฎตัวขึ้นและประทับลงอยู่ในใจของเราได้เป็นแน่ แต่สิ่งที่เล่าต่อไปนี้เป็นการสังเกตุที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมมากกว่าจะหาความแปลกใหม่ของชีวิต เมื่อผสมกับการตกตะกอนของความคิด สิ่งที่ได้มีมากกว่าเรื่องประหลาดใจ มันเป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถนน ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแต่ใครจะเลือกหยิบมุมมองเหล่านั้นมาใช้ต่อเติมความจริงของรายละเอียดให้สมบูรณ์ขึ้น
                ในคราวแรกที่ได้รับค่ำสั่ง เป็นวันที่ค่ำคืนแห่งฝนผ่านพ้นไป พื้นถนนเก่ายวบยาบเก็บกักน้ำไว้ เป็นบ่อเจิ่งนองท่วมเท้า รถเคลื่อนบดถนนกรีดสายน้ำแตกกระเซ็น กริยาท่าทางของคนส่วนใหญ่จะกระโดดหลบ หากไม่อาจเลี่ยงพ้น หรือกระโดดไม่ทันจริงๆ กริยาต่อมาคือเสียงเกรี้ยวกราดที่ด่าไปถึงบุพาการี น่าคิดเหมือนกันว่า หากคนในรถได้ยินจะเป็นเช่นไร เขาจะจอดเดินออกมาหาไหม ถ้าเกิดเขาเป็นโรคจิตที่ไม่อาจทนฟังคำด่ากราดได้ล่ะ
                เขาคว้ามีดขึ้นมา แฟลชแบ๊คไปหาปูมหลังตอนที่พ่อแม่ของตนสำรอกภาษาเสนียดใส่ตัวเขา
                ในที่สุดมันก็เกิดฆาตกรรมขึ้นกลางถนน ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก ฉับพลันตึก CAT วุ่นวาย รถตำรวจวิ่งวุ่น ชายโรคจิตหายวับดังฝุ่นกลางพายุใหญ่ เรื่องราวเล่าต่อไปถึงคนข้างหลังจากการเสียชีวิต พวกเขาจะเป็นเช่นไร ตกอยู่ในน้ำตาอีกสักกี่วัน หนังอาจลองย้อนอดีตกลับไปหาสิ่งที่คนตายเคยทำ สิ่งที่คั่งค้างคงปวดร้าวหนัก จากนั้นก็หันกลับไปมองหาปัจจุบัน ฆาตรจะหนีจากความผิดของตัวเองอย่างไร ทุรนทุรายกับความเศร้าโศกเพียงใด
                หากเป็นนิยาย หรือภาพยนตร์สั้นๆสักเรื่องก็คงสนุกไม่น้อย คนดูคงจะสะเทือนใจกับฆาตกรที่ไม่อาจทนรับฟังคำด่าได้ ขบขันให้กับความผิดพลาดของสถาณการณ์สิ้นหวัง ในที่สุดพวกเขาอาจคิดถึงนัยยะของเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ อาจมองไปเห็นถึงความสำคัญแห่งการเลี้ยงดู ล่วงเลยจนเกิดเป็นคำถามว่า เราเกิดมาดีแล้วใช่ไหม
                ที่แน่ๆต้องมีบางคนหาแก่นสารกับเรื่องราวที่แต่งขึ้นไม่ได้
                ...ก็แล้วแล้วแต่เลือกเอง

 

                2

                กลับมาหาบ่อตรงหน้า เมื่อน้ำนิ่ง ทุกฉากเบื้องหน้าจึงนิ่ง เสียงพูดคุยเงียบหาย สายลมหยุดพัด คล้ายกับภาพเครื่องเล่นวิดีโอถูกหยุด แรงกระเพื่อมจากรถจางหายไป นัยทัศน์ของผมเปลี่ยนแปลง มุมประหลาดเผยโฉม หากมองผิวน้ำซึ่งพับเลื้อยตามทางลมก็ดูเลื่อนไหล หากดูลึกไปที่ก้นก็จะเห็นถนนโคลนตมที่นอนไม่ไหวติง หากมองแบบกึ่งกลางครึ่งหนึ่งระหว่างผิวกับสิ่งที่อยู่ค้างอยู่ข้างใน ก็จะพบกับภาพสะท้อนของริ้วเมฆ ตึกกระฟ้า และรอยย่ำของผู้คน
                มีมุมมองให้เลือกมากเหลือ แล้วแต่ใครจะมองจับจองไว้กับห้วงคำความคิด ชีวิตเหมือนหนัง ราโชมอน  ใครเล่าจะรู้จักมุมมองของคนอื่น
                ปัญหาคือ มุมมองไหนที่ถูกต้องที่สุด หรือมันก็แค่เรื่องของ ‘แอ่งน้ำ' ซึ่งควรจะผ่านเลยไปเหมือนกับลมหายใจยามตื่นนอน



                3

                ซ่า... เสียงกระแทกเท้าดังขึ้น รอยปื้นดวงใหญ่ปรากฏที่ร่าง ผมสบถด่า เงยหน้าขึ้นกระทบแสงกลางวัน ซึ่งเร่งความร้อนตามเวลาบ่ายโมง ผมจึงจ้ำอ้าวเข้าหาตึก
                ไม่ว่าจะผจญฤดูใด แดดเมืองไทยไม่เคยหยุดพัก
                ระหว่างทาง เหงื่อโทรมไหลหยดออกตามผิวหนัง หน้าเคร่งเครียดเดินเร่งหาจุดหมาย เห็นหลายคนหลบเลี่ยงหาเงา หลายคนพยายามเดินไปให้เร็วที่สุด เมื่อถึงที่หมาย ผมเปิดประตูกระจกเข้าไป แอร์เย็นฉ่ำออบกอดราวกับผ้าห่มเย็นยะเยือก คนจำนวนหนึ่งเดินตามมา พวกเขาถอนหายใจเหือกใหญ่เมื่อสัมผัสอุณหภูมิใหม่ พร้อมกับบ่นให้ฟังถึงแดดแรงจัด ‘อา เย็นจัง ข้างนอกโคตรร้อน'
                หน้าแปลกใจที่ลืมแนวความคิดอนุรักษ์นิยมไปเสียสิ้น
                หากจะมีผู้คนมากมายที่จริงใจต่อการช่วยโลก ก็ต้องมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่ง(ซึ่งคิดว่าอาจมีเยอะ) ไหลตามกระแสเชี่ยวกรากของสมัยนิยม ไม่ได้มีใจคำนึงถึงสังคมแม้แต่น้อย
                ...ตัวเองสำคัญเช่นใด
                ใครๆก็รู้ ...
                เราต่างหาทางบำรุงสุขของใจไม่ใช่หรือ?
                ลองคิดเป็นหนังสั้นหักหน้าคน สะท้อนสังคมแบบทุนนิยม ปักหมุดแนวคิดของเรื่องที่เกี่ยงเนื่องกับการนึกถึงแต่ตัวเอง เกี่ยวกับการทรยศหักหลัง คนโกงเอาเงินจากการบริจาคเพื่อกองทุนโลกร้อนไปเป็นเงินของตน ผันตัวเอกเป็นนักการเมือง ออกหาเสียงเลือกตั้งอย่างขมักเขม่น
                ‘จะดูแลทุกสุขให้ประชาชน' เขาบอกกับทุกคนแบบนี้ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ และในทุกๆตอน ตัวละครจะบ่นออกมาว่า ‘ทำไมอากาศมันร้อนแบบนี้วะ'
                เมื่อถึงท้ายเรื่อง หลังจากเถียงสุดใจกับพรรคฝั่งตรงข้ามซึ่งจบลงด้วยการต่อสู้ เขากลับที่พัก สูบบุหรี่ เร่งแอร์พัดเต็มที่ ภาพตัดไปหาชุมนุมประท้วงเรื่องโลกร้อนในทีวี ตัวเอกไม่ทุกข์ร้อนอะไร เขาหลับตาพร้อมกับกรนเสียงดัง ขณะที่ช่องดังกล่าวเปลี่ยนไปนำเสนอเรื่องคอรรัปชั่น
                กัดจิกได้ดี แต่กำลังทรัพย์คนทำอาจไม่ถึง และความน่าสนใจน้อยไปนิดหนึ่ง
                ลองเปลี่ยนแนวเป็นหนังวิทยศาสตร์ น่าจะเป็นเรื่องสัก สิบยี่สิบปีข้างหน้า เรื่องแสงพระอาทิตย์ที่ดับมอด ...รู้สึกเหมือนโครงเรื่องจะซ้ำกับหนังเรื่องอื่น เติมให้เป็นเรื่องราวหลังดับสูญของโลกเข้าไป แล้วให้สภาพของสังคมเป็นการต่อสู้เพื่อดินรนในสภาพธรรมชาติที่โหดร้าย ต้องกักเก็บพลังแสงอาทิตย์น้อยนิดทุกวัน ผจญอยู่ในสมรภูมิรบกองโจร
                ตัวเอกโผล่มาพร้อมกับครอบครัวยากไร้ อยู่ในระบบสังคมแบบปิดที่ใช้การปกครองแบบเผด็จการ การต่อสู้ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขเพื่อการเอาตัวรอด พวกเขาพยายามจะหาที่ดีกว่าให้กับคนที่เขารัก
                มีตัวละครตัวหนึ่ง โรคจิตชอบอาบแสงอาทิตย์คอยย้ำเตือนเรื่องโลกเก่าว่า ‘โสมม' คนยุคนั้นไม่เคยคิดเผื่อยุคนี้ พวกมันเห็นแก่ตัว เป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้จักให้ ทุกคนต่างก็เห็นพ้อง สาปแช่งพวกเราอย่างสนุกปาก
                แต่ในทางกลับกัน เมื่อดำเนินไปกลางเรื่อง นครแห่งป่าปรากฏโฉม ทุกคนรับรู้ว่ามันเป็นที่ๆซึ่งสามารถสร้างพลังงานได้ ตัวเอกและทุกคนต่างมุ่งหน้าไปหาสถานที่นั้น เข่นฆ่ากันเพื่อหาความสะดวกสบายให้กับเผ่าพันธุ์ของตน
                พวกเขากลืนน้ำลายตัวเอง... ไม่ต่างจากเรา ใช่หรือไม่?
                ตอนจบของเรื่อง พวกเขาถูกหลอก รัฐผู้ปกครองปล่อยข่าวลือ เพื่อจะกำจัดคนให้น้อยลง จะได้ปกครองสบายขึ้น ไม่ต้องรับผิดชอบให้มากนัก และทำไปเพื่อจะให้มนุษย์คงอยู่
                ตลกไหมแบบโหดร้าย หรือ ทำเพื่อความอยู่รอดของมนุษศยชาติ น่าขบคิดนัก



                4

                กาลเวลาล่วงผ่านไป ผมตัดสินใจขึ้นไปแช่ตัวเองอยู่ในความคิด ซึ่งกั้นกลางระหว่างลมกระชากและความจริง สถานที่ใฝ่หาอยู่ ณ ชั้นจอดรถ แปด เก้า สิบ  นับว่าสูง ทำให้สังเกตสิ่งเล็กๆได้ดี เมื่อไปถึงผมวางแขนไว้บนกำแพง เก็กท่ายืนรับลมเหมือนกับพระเอกหนังโบราณ ผมไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ได้กลิ่นบุหรี่อ่อนๆโชยเอื่อยอ่อย ควันสีเงินพวยพุ่งจากยามด้านล่าง ชะโงกหน้าไปดูเห็นยามสองสามคนเดินไปมา ทั้งหมดดูง่วงงุน บ้างนั่งคุย บ้างเดินวนไปมา ใบหน้าดูเคร่งๆ ฟังวิทยุจากวอกกี้ท๊อกกี้ เมื่อรถมาก็รีบแข็งขันทำงาน เมื่อรถจากทุกอย่างกลับมาเอื่อยอ่อย
                ไม่มีอะไรน่าสนใจ ผมจ้องไปข้างหน้า วัดม่วงแคตั้งตระหง่านข้างกับโรงเรียนวัด เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังรอดผ่านลูกกรงไม่ขาดสาย ชั้นล่างสุดคนแก่ผิวหนังเหี่ยวย่นในเสื้อเหลืองนวล นั่งกึ่งกลางเสื่อสีน้ำเงินสด ข้างกันนั้นมีเก้าอี้สีแดงแสบตาจำนวนมากตั้งอยู่ ชายหนุ่มผิวกร้านแดดกำลังกางมันออก เขาทำงานที่ใครบางคนสั่ง ไม่รู้ว่าเต็มใจหรือไม่แต่กำลังทำอย่างไร้อารมณ์สุดๆ เบื้องซ้ายเป็นที่ตั้งของอุโบสถ และที่จำวัดของพระ ผนังสีขาวถูกลบด้วยสีส้มแห่งธรรม
                เมื่อประกอบเป็นภาพขนาดใหญ่ ดูหลากสีเหมือนยืนกลางสายรุ้ง แต่ก็ดูมืดหม่นไม่ต่างจากฟ้ายามฝนตก
                เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือประโยคแรกที่พุ่งขึ้นมา เสียงหัวเราะใต้รั้วเหล็กตอกย้ำประเด็นการกักขังปีกวัยเด็กได้ดี พวกเขาถูกจองจำด้วยสังคมแต่เกิด ไม่เคยได้มองเห็นจิตนาการสดใสของคน เมื่อโตขึ้นก็ต้องทำงานงกๆหาเลี้ยงตนเอง หาความสุขให้ตนเอง หาความเห็นแก่ตัวให้ตนเอง ก่อนจะนั่งหน้าเศร้าใจในวัยชรา เพื่อจะค้นพบว่าชีวิตไม่เคยมีอะไรไปมากกว่า กิน อยู่ และตายจาก
                วัดเคียงข้างไม่ได้ทำให้บุคคลธรรมดาละกิเลสได้ พวกเขายังจมเปล่าอยู่ในโลกที่แสนวิเวก
                เมื่อเห็นภาพตรงหน้ามีพลัง  ก็อยากจะลองคิดเป็นหนังสั้นซักเรื่อง เป็นเรื่องของเด็กวัดสี่คน พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมาก แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ออกวิ่งไปตามเส้นทางชีวิตสี่เส้น
                เมื่อเจ้าอาวาสที่คอยเลี้ยงดูมรณภาพลง พวกเขาก็อายุล่วงเข้า 30 และกลับมาพบในงานศพแสนเศร้า
                หลังเลิกงาน น้ำตาแห้งหาย ต่างก็นัดกันในบาร์แห่งหนึ่ง พูดคุยแลกเปลี่ยนสารทุกสุขดิบ บ้างเล่าฟุ้งถึงวิถีฝันของนักดนตรีที่เขาใฝ่หา บ้างก็เล่าถึงการตอบแทนของพนักงานบัญชี บ้างก็เล่าถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ ตลอดเวลาแห่งการพูดคุยพวกเขาจะทะเลาะกันเพราะแนวความคิดที่แตกต่างเสมอ ในหนังสั้นเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะมีแต่เพื่อนคนสุดท้ายคอยห้ามปรามคนอื่นเวลาขึ้นเสียง เขาเป็นคนที่ปล่อยวางให้กับชีวิต ซึ่งไม่นานก็โดนเพื่อนถากถางว่าเป็นพวกที่แบมือขอเงินคนอื่น พวกขี้แพ้ และเป็นการปรับตัวเหือกสุดท้ายของทุนนิยม
                ไม่มีใครถูกต้อง และแน่นอนไม่มีใครมีความสุข
                เรื่องนี้จบอย่างไร
                ชายคนสุดท้ายฟาดเหล้าราคาแพงใส่โต๊ะ ในร้านเงียบกริบ เพื่อนคนหนึ่งลุกขึ้นยืนกล่าวว่า ‘เอ็งจะทำแบบนั้นทำไมเปลืองตังค์' ชายคนสุดท้ายบอกว่า ‘เดี๋ยวก็หาใหม่ได้' ฉากนั้นจบไป วันรุ่งขึ้นเพื่อนทุกคนยังดำเนินชีวิตแบบเดิม ทุกอย่างดูเป็นปกติ ภาพย้อนกลับตอนก่อนเลิกงาน พวกเขาทั้งสี่หัวเราะร่าให้กับกล้อง พวกเขามีความสุขดี
                หากยอมรับความจริงที่แสนโหดร้ายได้ รอยยิ้มอาจอยู่ไม่ไกล...
                ผมคงคิดในฐานะอัตถาวะนิยมกระมั้ง ถึงผมจะมองโลกในแง่ร้ายผมก็ยังยิ้มได้ และผมมีความรับผิดชอบกับหน้าที่ของตัวเอง ข้อแตกต่างระหว่างการฆ่าตัวตายของคนไร้ค่า กับคนไร้ค่าที่อยากมีชีวิตมันอยู่ตรงนี้

 

               5

                วันวานจบสิ้นไป การสังเกตการณ์หาความประหลาดหยุดอยู่กับที่ ผมกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อน เดินระหกระเหินไปตามทาง
                สอง สามวันต่อมาทุกอย่างดำเนินอย่างเหนื่อยหน่าย ชีวิตจริงจำต้องรับผิดชอบกับหน้าที่ หวนหาสิ่งประหลาดใจไม่ได้
                เมื่อการเขียนครั้งนี้ใกล้จบ เกิดคำถามใหญ่หลวงอีกข้อ  พวกเราสมควรเกิดมาไหม หากไม่จำเป็นจริงๆ แล้วเราเกิดมาให้รกโลกทำไม
                ประชากรพุ่งทะยานแตะพันล้านเข้าไปแล้ว แต่เพื่ออะไรล่ะ
                คนจำนวนมากยังอดตายในขณะที่คนอีกจำพวกกินทิ้งกินขว้างโลกโดยไม่ทุกข์ใจ
                โลกยังคงร้อนต่อไป สภาพแวดล้อมยังถูกเผาผลาญอย่างไม่ลดละ
                มนุษย์สมมุติอัตตา สร้างตัวตนขึ้นมาต่างกับสัตว์ จากนั้นก็ตอบสนองต่อตัวเองไปเรื่อยเปื่อย
                วัดม่วงแคข้างตึก CAT หายจากสายตา เสียงเจี๊ยวจ้าวของเด็กติดกรงค่อยๆเบาลง นัยน์ตาของชายชราฉายแววเศร้า หนุ่มกร้านแดดผู้กำลังทำงานเหนื่อยหน่ายพักแล้วเริ่มสูบบุหรี่ ยามทั้งหลายนั่งลงพูดคุยกันสนุกปาก น้ำเจิ่งนองลดหล่นและคงระเหยไปไม่ช้า สายลมโกรกพัดเสื้อเรียบร้อยหลุดลุ่ยปลิวไสว แสงแดดจะเลือนหายไปยามพระจันทร์แขวนตัวอยู่บนฟ้า ตึก CAT ในยามนั้นคงน่ากลัวพิลึก เหมือนตึกร้างไร้ชีวิต หลับไหลเหมือนสิ้นลมหายใจ
                แต่เมื่อยามรุ่งก้าวเข้าหา ทุกชีวิตจะต้องตื่นขึ้นเพื่อดิ้นรนให้กับตัวเองอีกครั้ง

 

                ถ้าหากวันหนึ่งศีลธรรมล้มครืน
                ผมจะฝันว่าได้กลายเป็นดร.สติเฟื่อง

                ...แน่นอนเขาอยากทำลายล้างโลก...

 

                +++++++++++++++++++++++++
                จันทรฆาตร สีขาว
                13510316

                เป็นบทความจากวิชา การกำกับเพื่อการสื่อสาร ที่สายฟิลม์ต้องเรียนกับอาจารย์เต้ ซึ่งทำงานอยู่ไบโอโสคร์ป
                ในสัปดาห์ที่สอง อาจารย์สั่งให้เดินรอบตึก CAT เป็นเวลา 1 ชม. แล้วผลัดกันเล่าสิ่งที่สังเกตมา ไม่ว่าจะเป็นความแปลกประหลาดของมนุษย์ หรือรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป หลังจากนั้นก็ให้งาน(ที่ลืมไปว่าสั่งไว้ ก็เลยไม่ได้ส่ง)
                เขียนเรื่องราวที่ได้รับจากการค้นหาสิ่งเหล่านั้น
                บทความนี้จึงออกมาในรูปแบบค่อนข้างจริงจัง แต่ก็ยังแฝงตัวผมเต็มเปี่ยม เพราะเป็นอีกครั้งที่ผมวนเวียนอยู่กับทำลายโลก เหยียดหยามมนุษย์ ให้ความถูกต้องกับความเห็นแก่ตัว แล้วก็ดึงเอาพล๊อตเรื่องสั้นมาใช้ แต่งให้เข้ากับบท (ถ้าตามมาจากงานก่อนหน้านี้ ก็จะรู้ว่า ตรงหนังสั้นเรื่องชีวิตเด็กวัดสี่คน มันเหมือนกับไอ้เรื่องสั้นที่ล้มเหลวยังไง)
                พักหลังๆผมรู้สึกว่า ที่ผมคิดแบบนี้ก็เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกผิดของตัวเองเป็นแน่ ผมเป็นคนชั่วร้ายเหลือเกิน
                แต่เอาเถอะครับ ตลอดเวลาผมยังรู้สึกว่า ผมไม่อยากรบกวนใคร ผมชอบการเสียสละ ชอบสังคมแห่งความเงียบ ไม่มีอำนาจพอจะขับเคลื่อนให้โลกซักครึ่งหนึ่งแตกสลาย และต้องการดูแลความรู้สึกของตัวเองไปตามยภากรรมมากกว่ากอบกู้โลกนี้

 

                ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าบล๊อกเท่าไหร่ งานเยอะมากเลยครับ แต่จะพยายามอัพให้ได้อย่างน้อยเดือนล่ะ 2 ครั้ง ไว้พบกันใหม่นะครับ

 

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆquestion

#5 By `นู๋แบ๊ว` on 2010-07-11 15:10

ท่านเติบโตไปมากทีเดียว....

การที่ข้าหายไปนานก็เป็นข้อดีนะ

ไม่งั้นข้าคงไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง(ที่ดี)ของท่าน....

ไฟศิลปินในตัวข้ากำลังหมดลงเรื่อยๆ ...ท่านคงสบายดีนะ
พรุ่งนี้ตื่นมา ดิ้นรนใหม่!

เฮ้ออออ angry smile

#3 By BO (125.26.46.16) on 2010-07-07 22:42

เห็นงานนี้แล้วแสลงใจว่ะ นั่งทำทำไมสุดท้ายอาจารย์ลืมไม่ต้องส่ง

อันนี้อ่านแล้วสนุกดีนะ ดูมันล้นๆดี55+


#2 By ติสชิท (180.180.1.28) on 2010-06-17 23:45

เครียดน่าดู

big smile big smile big smile

#1 By Dhammasarokikku on 2010-06-17 23:44