นิทาน:รอยยิ้มใต้ผ้าคลุมแห่งฝน
posted on 11 Sep 2009 18:25 by crozzaxmoon in Moon-Hill1
แอนนาเป็นเด็กหญิงที่ไม่มีที่มาที่ไป
เธอมีดวงตาประกายแสงสดใส
ผมยาวสลวยถึงกลางแผ่นหลัง
ในท่วงก้าวเดินของเธอมักจะมีรอยยิ้มเปื้อนแก้มเสมอ
จากนั้นไม่กี่อึดใจก็จะมีเสียงหัวเราะคิกคักตามมาเป็นเพลงประกอบ
ล้วนแล้วต่อเติมสิ่งที่หายไปในหมู่บ้านซ่อมซ่อที่แต้มแต่งด้วยฝุ่นสีเทา
ในวันที่อากาศชื้นก่อนวันเพาะปลูกไม่กี่วัน
หญิงตัวเล็กเดินมาจากป่าแบล๊คสกาที่มีแต่สัตว์ร้าย
เด็กน้อยเดินเข้ามาในหมู่บ้าน ชิลโลนี่
โดยไม่มีใครอื่นติดตาม
ใต้ดวงตาของคนแปลกหน้า แอนนาเที่ยวแนะนำชื่อของตัวเอง
เพื่อว่า เธอจะได้เป็น ‘คนรู้จัก'
แล้วคอยส่งเสียงเจื๊อยจ๊าวซักถามงานของคนในหมู่บ้าน
อยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าชาวไร่แถวนั้นจะรำคาญอยู่บ้าง
แต่เมื่อเห็นน่าปุ๊กลุ๊กกลมบล็อกที่เอียงคอสงสัย
หรือตอนที่เธอยิ้มร่า
วิ่งวนเป็นวงกลมเพื่อจับผีเสื้อตัวน้อย
หรือตอนที่พยายามปลุกลูกของพวกเขาให้มาเล่นด้วยกัน
ก็ไม่มีใครโกรธเคือง
ครั้นมีคนถามว่า
‘พ่อแม่หนูอยู่ที่ใด'
แอนนาจะส่ายหน้า หัวเราะละเลียดเสียง
แล้วค่อยๆชี้ไปยังท้องฟ้า
และพูดด้วยเสียงดังๆว่า
"ก็เหมือนพวกท่านนั่นแหละ"
เมื่อถามมากๆเข้า
แอนนาก็จะหายตัวไปเสียเฉยๆ
เพื่อรักษาเสียงหรรษาเพียงหนึ่งเดียวเอาไว้
ทางหมู่บ้านจึงเห็นว่าไม่ควรถามว่าเธอมีพ่อแม่หรือไม่อีก
2
ฤดูทำไร่แห่งผลสกรัมเริ่มขึ้นพร้อมการกลับมาของลมร้อน
พวกเขาไม่มีเวลาดูลูกของตน
และคอยพูดคุยกับแอนนาอีก
พวกเขาหว่านเมล็ดที่ถูกรากแทงออกมาลงไปบนผืนที่ที่ถูกเตรียมไว้
หย่อนลงไปเนื้อดินอย่างทะนุถนอม
ชาวไร่หลายคนที่หว่านเสร็จจะนั่งพักกันที่ชานเรือน
ภาวนาให้อีกไม่กี่วันข้างหน้าลำต้นสีเขียวจะแทงพ้นออกมาจากดินด้วยใจหวาดหวั่น
เพราะนั่นคือรายได้หนึ่งเดียวที่พวกเขามี
แอนนาไม่ได้พูดคุยกับใครอีกเธอนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่
เฝ้าดูผู้คนแลกเหงื่อกับชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ
3
ในเช้าอีกหลายวันต่อมา
ชาวไร่บางคนเริ่มบำรุงดินและใส่ปุ๋ยไปเรื่อยๆ
หมั่นเพาะต้นกล้าด้วยหัวใจ
เฝ้าดูการเติบโตราวกับเป็นลูกรักของตัวเอง
พวกเขาผัดกันขึ้นเกวียนที่ใช้วัวถึงสี่ตัวลาก
แล้วจึงเดินทางไปถึงบ่อน้ำที่หลายหมู่บ้านใช้ร่วมกัน
พวกเขามักจะใช้ถึงน้ำที่ทำจากหม้อดินขนาดใหญ่ไปกันทีล่ะมากๆ
แอนนาไม่ได้ตามไปกับเขาด้วย
เธอแค่นั่งจ้องมองแผ่นหลังของคนเก่าแก่
พูดคุยเอื้อนอ่อยกับเด็กคราวเดียวกัน
แล้วมองไปหยั่งท้องฟ้าที่ร้อนระอุขึ้นทุกทีๆ
บ่ายวันนั้น
ชาวบ้านกลับมาด้วยอาการตื่นตระหนก
ดวงตาของเขาส่อแววที่ผิดหวัง
แล้วบอกด้วยเสียงกระซิบว่า
"ปีนี้น้ำแล้งสาหัส"
4
ชาวบ้านเริ่มอดอยากลงเรื่อยๆ
ผลสกรัมเป็นผลสีทองคำที่อมน้ำหวานสนิทไว้
จำต้องเลี้ยงด้วยน้ำจำนวนมากค่อยๆเหี่ยวเฉาไปตามลำดับ
ไม่มีใครคอยประคบประหงมมันอีกแล้ว
เพราะขนาดตัวชาวไร่เองก็ยังเอาตัวไม่รอด
หมู่บ้าน ชิลโลนี่ พยายามที่จะขุดหาน้ำจากใต้ดิน
แต่ขุดลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งเจอแต่ทรายแห้งละเอียด
บางคนกระซิบว่า
ฤดูร้อนปีนี้เพราะพระเจ้าลงโทษ
แอนนายังคงยิ้มอย่างร่าเริง
แต่เธอไม่อาจเข้าไปวิ่งหัวร่อสนุกสนานได้อีกต่อไป
ดวงตาของคนรู้จักเหงาหงอยเศร้าซึม
จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว
"พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด"
"อะไรกันแอนนา
เจ้าไม่เห็นดวงตาทุกข์ทนของพวกเราหรอกหรือ"
"ข้าไม่เคยมีสายตาเหล่านั้น ข้าไม่รู้จักหรอก
...มาเล่นกันเถอะ"
"เอาไว้วันไหนฝนตกลงมา
วันนั้นเราจะเล่นกับเธอทั้งวันเลย"
5
ในวันต่อมา
ลมร้อนและแดดแรงกล้ายังคงสาดส่อง
ดวงตะวันยังคงยิ้มเบิกบาง
ไม่มีเมฆก้อนใดบดบัง
แอนนาโผล่ออกมาจากป่าลึกเหมือนเช่นทุกที
คราวนี้เธอเดินมาพร้อมกับผ้าคลุมแปลกประหลาด
เป็นผ้าคลุมหนังตัวยาว สีฟ้าเฝื่อนเทา
หมู่บ้านแห่งต้นสกรัมออกมาชุมนุมกันกลางลานใหญ่
"ข้าจะแสดงให้ท่านดู"
ว่าแล้วแอนนาก็คลุมผ้าไปที่ตัว
แล้วท้องฟ้าที่สว่างสดใสเมื่อครู่ก็หดดำมืด
เมฆสีเทากร้ำกรายทั่วท้องฟ้า
สายลมพัดชะโลมปะทะกับสรรพสิ่ง
แล้วกลิ่นชื้นก็กล่าวรำพันกับการสัมผัส
หยดน้ำเม็ดเล็กหล่นล่วงมาก่อน
จากนั้นฝนก็พร่ำรำพันมาหาผืนดิน
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องมีชัยของชาวบ้าน
แอนนายืนมองผู้คนผู้เริงร่าและออกวิ่งหัวเราะตามคนเหล่านั้น
6
หมู่บ้านระแวกเคียงข้างได้ข่าวถึง
'แอนนา ผ้าคลุมแห่งฝน'
ก็รีบส่งคนมาขอให้แอนนามาช่วยเหลือพวกตน
เธอออกท่องไปทั่วอาณาบริเวณ
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นผีเสื้อตัวใหญ่ยักษ์
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นพลอยกระจกสีสวย
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นเครื่องดนตรีส่งเสียงไพเราะงดงาม
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็น
ความทรงจำของผู้ที่แตะสัมผัส
เธอเดินทางช่วยเหลือผู้คน
แม้จะมีผู้ที่ทุกข์ทนเพราะสายฝนเทกระหน่ำ
ก็ยังมีเสียงหัวเราะสนุกสนานคละเคล้าด้วยอยู่ดี
เธอเห็นผู้คนเชิดชูตัวเธอ
รู้สึกสนุกสนานกับสิ่งที่พบ
การเติบใหญ่ของต้นกล้า
คือสิ่งที่แสนงดงาม
การกำเนิดถือว่าเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่ท้องฟ้าได้มอบให้กับพวกเขา
ไม่ว่าใครก็ร่วมยินดีกับมัน
7
ระหว่างที่แอนนาเดินอยู่แถวไร่ที่หมู่บ้านชิลโลนี่
มองดูผลสีเหลือสุกหง่อมของผลสกรัม
ก็มีชายหนุ่มปิดบังใบหน้าเดินทางมาหา
แล้วขอให้รีบไปช่วยหมู่บ้านของตน
หมู่บ้านนี่อยู่ไกลมาก ต้องรีบไปทันที
เด็กสาวจึงออกเดินทางโดยไม่กล่าวอำลากับใคร
แต่ระหว่างทางนั้นหนุ่มนักเดินทางก็พูดขึ้นว่า
เจ้าช่วยแสดงให้ข้าดูหน่อยได้ไหมถึงฝนที่เจ้านำมา
ข้าต้องดูด้วยตาตัวเอง"
"ได้เลย เจ้าดูเสียอย่ากระพริบตา"
ว่าแล้วแอนนาก็ทำอย่างที่เคยทำ
แต่ก่อนที่จะห่มคลุมสนิท
ความเจ็บปวดก็พุ่งกระชากออกมาจากหน้าอกของเธอ
เธอก้มมองไปตามความรู้สึกที่พุ่งสวนขึ้นมา
เลือดสีแดงฉานกำลังไหลทะลักออกมาจากผ้าคลุมสีฟ้า
บนบาดแผลมีมีดสีเงินแทงพุ่งออกมาจากหน้าอก
"เจ้า....เจ้า"
เสียงของเธอแหบพร่า ฝืนลมหายใจ
"เจ้า"
"ที่นี้ข้าก็จะรวยซักที
ลาก่อนความน่าสมเพซ"
ชายคนนั้นกระชากมีดเล่มยาวออกมา
ร่างของเด็กหญิงล่วงหล่นกองไปกับพื้นชื้นๆ
พร้อมกันนั้นผ้าคลุมใบหน้าก็ล่วงหล่น
เผยให้เห็นใบหน้าที่มีดวงตากลมโบ๋ข้างเดียวยิ้มเยาะด้วยความกระหาย
"ถ้ามันทำให้เจ้าหัวเราะได้ข้าก็ยินดี"
เสียงสั่นไหวใกล้หมดลมหายใจของเธอดังขึ้นเรียบๆ
หนุ่มนักเดินทางสะดุดกึก
หน้าของเขาเขม็งตรึง เบือนหน้าหันไปมองทางอื่น
เขากลั้นใจกระชากเอาผ้าคลุมเฝื่อนเทาออกมา
จากนั้นจึงรีบวิ่งหายลับไปกับเส้นทางที่พุ่งไปหาปลายฟ้า
สายฝนเทหล่นล่วงลงมาเหมือนวันเก่าๆ
หยาดน้ำตาจากฟากฟ้าปลิดปลิวสู่เบื้องล่างด้วยความเย็นเยียบ
แอนนานอนขดตัวจมคาวเลือดด้วยดวงตาสุกสกาว
และยังมีคงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนแก้มเสมอๆ
8
แม้จะมีคนพบศพของแอนนา
แต่ว่าร่างของแอนนาก็หายไปในวันรุ่งขึ้น
ชายตาข้างเดียวนำผ้าผืนนั้นไป
พยายามจะห่มคลุมเพื่อให้ท้องฟ้าร่ำไห้
แต่ก็ไม่เกิดผลอันไดมากไปกว่าเสียงขยับยู่ของฝ้าคลุมเปื้อนเลือด
ซึ่งตรงนั้นเองเขาถึงเข้าใจว่า
มันไม่เกี่ยวกับเสื้อคลุม
พลังแห่งฝนนั้นคือพลังของแอนนาต่างหาก
สุดท้ายเขาก็ถูกจับข้อหาต้มตุ๋น
จากนั้นก็จับได้ว่าฆ่าแอนนาไป
หนุ่มนักเดินทางจึงโดนขว้างหินจนตายและหายไปในซอกหลืบของความทรงจำทั้งมวล
หลังจากชำระแค้นของตน
ชาวบ้านพากันโศกเศร้าร้องไห้
ตระหนักถึงสิ่งที่เลวร้ายกว่าการกำเนิดมากนัก
คือความสูญเสียนั่นเอง
หัวหน้าหมู่บ้านแห่งผลสกรัมได้สร้างอนุสาวรีย์เอาไว้
บรรจงร้อยเรียงถ้อยคำที่ช่างสลักได้ยินมาจากสายลมว่า
"รอยยิ้ม"
.....
ไม่มีใครรู้ว่าแอนนากำเนิดมาจากอะไร
แล้วสูญเสียอะไรไปบ้างระหว่างที่กำเนิดมา
แต่ป่าละเมาะข้างหมู่บ้านอันเป็นที่ตายของเธอ
ตรงนั้นกลายเป็นจุดที่ท้องฟ้ารั่ว
มีฝนตกอยู่ร่ำไป
และภายหลังก็ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อป่าลืมตะวันในที่สุด
ปัจจุบันสถานที่นั้นหายไปแล้ว
แต่ว่ากันว่า
ยามใดที่ป่าลืมตะวันปรากฏโฉม
เราจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่ทั่วไป
...แล้วเราก็จะยิ้มออกมา...
+++++++++++++++
นิทานเรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย
จะว่ายากก็ยาก เพราะตอนแรกผมคิดจะทำให้เป็นนิทานเรียบง่ายที่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
ทว่ามันกลับกลายเป็นเรื่องที่หนักอึ้งซับซ้อนไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรไปมากกว่า
การที่คุณสนุกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมกับอ่านแล้วจับต้องประโยคว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้
ทุกข์และสุขคือสิ่งเดียวกัน การเกิดและการตาย คือสิ่งคล้ายคลึงกัน
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ...ทำใจไว้ซะ'
แต่ผมก็พอใจ แม้มันจะไม่ใช่ทั้งหมดทีเดียวของเรื่องก็ตามที
ผมเองก็ไม่อยากจะกำจัดความกระบวนความตีความเท่าไหร่นักหรอกครับ
เพราะว่าโลกของเรามันเป็นโลกที่อยู่ท่ามกลางความแตกต่างอยู่แล้ว หรือถ้าหากพูดจริงๆก็คือ
ผมยังมีความสามารถไม่พอที่จะนำพาให้ผู้อ่านทุกคนคิดตรงกันได้ในทุกเรื่องๆ
แต่ก็เอาเถอะครับ
ผมจะเฉลยให้หมดคงจะดูดีกว่า
และมันคงทำให้เอกภาพของทีมเรื่องมาอยู่จุดๆเดียวกันจนหมด
โดยปกติแล้วคนเรามักจะเปรียบ
กับท้องฟ้าหลังฝนว่าเป็นช่วงที่ความทุกข์กำลังจะหายไป แสงแดดจะผ่านมาแทนที่ ดังนั้นฝนตกก็คือยามที่เราทุกข์ทน
ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้บอกลักษณะนั้นตรงๆ เพราะผมใช้ความหมายกลับกันในตอนแรก ใช่...ผมใช้ให้ฝนเป็นความสุขของบุคคลอื่นนั่นก็คือ
ชาวไร่ที่ขาดน้ำสำหรับชีวิตของพวกเขา
แต่ก็ผมก็แง้มบอกเหมือนกันไม่ใช่หรือว่ามีบางคนก็เกลียดฝน
...จะเห็นได้ว่าเรื่องของผมมักจะวนเวียนอยู่แถวๆนี้ ความสุข
และความทุกข์ในเรื่องเดียวกัน..
หมู่บ้านแต่ล่ะบ้านคงเปรียบได้กับมนุษย์ พวกเรารู้ว่าตัวเองเกิดมาจากที่ไหน
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดมาทำไม อาจมีเหตุผลง่ายๆว่าพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่
แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ซึ่งแอนนานั้นกับตรงกันข้าม เธอไม่ได้บอกว่าเธอเกิดจากไหน
แต่เธอมองเห็นในสิ่งที่คนเหล่านั้นไม่มีวันมองเห็น
ตัวละครที่ชื่อว่าแอนนา
เป็นตัวละครที่ด้านดูแบนเรียบ คงไม่อาจมีอยู่จริงได้เลยในโลกของเรา เป็นตัวละครที่ผสมผสานระหว่างความไร้เดียงสากับรอยยิ้มที่เป็นเรื่องหลักของเรื่องได้อย่างลงตัว
ผมสร้างให้เด็กหญิงคนนี้เป็นตัวละครที่แปลกประหลาด
เธอมีความสุขและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเสียงหัวเราะของคนอื่น
ซึ่งในทางตรงกันข้าม เธอเองก็มีความทุกข์
ใช่ว่าเธอจะเป็นสิ่งลึกลับแล้วไม่มีความขัดแย้ง
ตัวเธอก็ไม่อาจยิ้มได้ระรื่นใจนักเมื่อมีคนที่เศร้าเสียใจ
อึดอัดและหาทางออกไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่จะทำอย่างไร
เธอก็คงไม่อาจให้โลกใบนี้เหมือนกับตัวเธอ แต่ในเมื่อเธอยังคงเห็นคนหัวเราะในยามฝนตกได้
มันก็เพียงพอต่อตัวแอนนาที่จะยังคงทำทุกอย่างให้มีเสียงหัวเราะต่อไป ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นจะทำร้ายเธอจนถึงแก่ความตายก็ตาม
ทำไมผมต้องสร้างตัวละครตัวนี่ให้ออกมาเป็นแบบนี้
เพราะผมต้องการคงความไร้เดียงสาเอาไว้ให้กับเด็กคนนี้
และให้ฝ่ายตรงข้ามตัวของเธอทุกคนคือมนุษย์ที่ไม่อาจไร้เดียงสาได้อีกต่อไป
มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับตัวเธอที่พวกเขาพากันคิดถึงตัวเอง
และการมีชีวิตมากกว่าความสนุกสนาน
พวกเขาต้องการน้ำฝนมากกว่าความสุขตัวของเธอเอง แต่ไม่เป็นไร
เธอไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดได้หรือไม่
เธอแค่ต้องการจะร่วมหัวเราะกับพวกเขาก็พอ...
คงไม่แปลกนักถ้าหากผมจะบอกว่า
แอนนา คือร้อยยิ้มที่จริงใจ ใสซื่อและบริสุทธิ์
คงไม่แปลกนัก
ที่เรื่องๆนี้จะพูดถึง การฆาตกรรมรอยยิ้ม(แอนนา) จากความเศร้าสร้อย(ชายในเสื่อคลุม)
และคงไม่แปลกนักที่ทีมของเรื่องนี้จะน้ำเน่า
ซ้ำซากเพราะพูดถึงเรื่องง่ายๆอย่าง
เผชิญความเป็นไปอย่างการกำเนิด ความตายด้วยกาีมีชีวิตด้วยรอยยิ้ม
การเผชิญหน้าชีวิตที่ขาดความหวัง(ป่าลืมตะวัน)ได้ด้วยเสียงหัวเราะ
หวังว่าแอนนาจะยังอยู่ข้างในตัวคุณนะครับ
จันทรกาล รัตติขาว
11/9/2552

มีความรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องดีขึ้นกว่าเดิม มีจังยิ้ม จังหวะเศร้า อยู่ถูกที่ถูกทาง เป็นเพราะทำหนังสั้นหรือเปล่า เรื่องเลยรัดกุมขึ้น สนุกขึ้น
#1 By นางสาวความสุข on 2009-09-11 20:50