1

แอนนาเป็นเด็กหญิงที่ไม่มีที่มาที่ไป
เธอมีดวงตาประกายแสงสดใส ผมยาวสลวยถึงกลางแผ่นหลัง
ในท่วงก้าวเดินของเธอมักจะมีรอยยิ้มเปื้อนแก้มเสมอ
จากนั้นไม่กี่อึดใจก็จะมีเสียงหัวเราะคิกคักตามมาเป็นเพลงประกอบ
ล้วนแล้วต่อเติมสิ่งที่หายไปในหมู่บ้านซ่อมซ่อที่แต้มแต่งด้วยฝุ่นสีเทา

 

ในวันที่อากาศชื้นก่อนวันเพาะปลูกไม่กี่วัน
หญิงตัวเล็กเดินมาจากป่าแบล๊คสกาที่มีแต่สัตว์ร้าย
เด็กน้อยเดินเข้ามาในหมู่บ้าน ชิลโลนี่ โดยไม่มีใครอื่นติดตาม
ใต้ดวงตาของคนแปลกหน้า แอนนาเที่ยวแนะนำชื่อของตัวเอง
เพื่อว่า เธอจะได้เป็น ‘คนรู้จัก'
แล้วคอยส่งเสียงเจื๊อยจ๊าวซักถามงานของคนในหมู่บ้าน อยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าชาวไร่แถวนั้นจะรำคาญอยู่บ้าง
แต่เมื่อเห็นน่าปุ๊กลุ๊กกลมบล็อกที่เอียงคอสงสัย
หรือตอนที่เธอยิ้มร่า วิ่งวนเป็นวงกลมเพื่อจับผีเสื้อตัวน้อย
หรือตอนที่พยายามปลุกลูกของพวกเขาให้มาเล่นด้วยกัน
ก็ไม่มีใครโกรธเคือง

 

ครั้นมีคนถามว่า
‘พ่อแม่หนูอยู่ที่ใด'
แอนนาจะส่ายหน้า หัวเราะละเลียดเสียง
แล้วค่อยๆชี้ไปยังท้องฟ้า และพูดด้วยเสียงดังๆว่า
"ก็เหมือนพวกท่านนั่นแหละ"
เมื่อถามมากๆเข้า
แอนนาก็จะหายตัวไปเสียเฉยๆ
เพื่อรักษาเสียงหรรษาเพียงหนึ่งเดียวเอาไว้
ทางหมู่บ้านจึงเห็นว่าไม่ควรถามว่าเธอมีพ่อแม่หรือไม่อีก

 

2

ฤดูทำไร่แห่งผลสกรัมเริ่มขึ้นพร้อมการกลับมาของลมร้อน
พวกเขาไม่มีเวลาดูลูกของตน และคอยพูดคุยกับแอนนาอีก
พวกเขาหว่านเมล็ดที่ถูกรากแทงออกมาลงไปบนผืนที่ที่ถูกเตรียมไว้
หย่อนลงไปเนื้อดินอย่างทะนุถนอม
ชาวไร่หลายคนที่หว่านเสร็จจะนั่งพักกันที่ชานเรือน
ภาวนาให้อีกไม่กี่วันข้างหน้าลำต้นสีเขียวจะแทงพ้นออกมาจากดินด้วยใจหวาดหวั่น
เพราะนั่นคือรายได้หนึ่งเดียวที่พวกเขามี

 

แอนนาไม่ได้พูดคุยกับใครอีกเธอนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่
เฝ้าดูผู้คนแลกเหงื่อกับชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ

 

3

ในเช้าอีกหลายวันต่อมา
ชาวไร่บางคนเริ่มบำรุงดินและใส่ปุ๋ยไปเรื่อยๆ
หมั่นเพาะต้นกล้าด้วยหัวใจ
เฝ้าดูการเติบโตราวกับเป็นลูกรักของตัวเอง
พวกเขาผัดกันขึ้นเกวียนที่ใช้วัวถึงสี่ตัวลาก
แล้วจึงเดินทางไปถึงบ่อน้ำที่หลายหมู่บ้านใช้ร่วมกัน
พวกเขามักจะใช้ถึงน้ำที่ทำจากหม้อดินขนาดใหญ่ไปกันทีล่ะมากๆ
แอนนาไม่ได้ตามไปกับเขาด้วย
เธอแค่นั่งจ้องมองแผ่นหลังของคนเก่าแก่
พูดคุยเอื้อนอ่อยกับเด็กคราวเดียวกัน
แล้วมองไปหยั่งท้องฟ้าที่ร้อนระอุขึ้นทุกทีๆ



บ่ายวันนั้น
ชาวบ้านกลับมาด้วยอาการตื่นตระหนก
ดวงตาของเขาส่อแววที่ผิดหวัง
แล้วบอกด้วยเสียงกระซิบว่า
"ปีนี้น้ำแล้งสาหัส"

 

4

ชาวบ้านเริ่มอดอยากลงเรื่อยๆ
ผลสกรัมเป็นผลสีทองคำที่อมน้ำหวานสนิทไว้
จำต้องเลี้ยงด้วยน้ำจำนวนมากค่อยๆเหี่ยวเฉาไปตามลำดับ
ไม่มีใครคอยประคบประหงมมันอีกแล้ว
เพราะขนาดตัวชาวไร่เองก็ยังเอาตัวไม่รอด
หมู่บ้าน ชิลโลนี่ พยายามที่จะขุดหาน้ำจากใต้ดิน
แต่ขุดลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งเจอแต่ทรายแห้งละเอียด
บางคนกระซิบว่า ฤดูร้อนปีนี้เพราะพระเจ้าลงโทษ

 

แอนนายังคงยิ้มอย่างร่าเริง
แต่เธอไม่อาจเข้าไปวิ่งหัวร่อสนุกสนานได้อีกต่อไป
ดวงตาของคนรู้จักเหงาหงอยเศร้าซึม
จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว


"พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด"
"อะไรกันแอนนา เจ้าไม่เห็นดวงตาทุกข์ทนของพวกเราหรอกหรือ"
"ข้าไม่เคยมีสายตาเหล่านั้น ข้าไม่รู้จักหรอก ...มาเล่นกันเถอะ"
"เอาไว้วันไหนฝนตกลงมา วันนั้นเราจะเล่นกับเธอทั้งวันเลย"

 

5

ในวันต่อมา ลมร้อนและแดดแรงกล้ายังคงสาดส่อง
ดวงตะวันยังคงยิ้มเบิกบาง ไม่มีเมฆก้อนใดบดบัง
แอนนาโผล่ออกมาจากป่าลึกเหมือนเช่นทุกที
คราวนี้เธอเดินมาพร้อมกับผ้าคลุมแปลกประหลาด
เป็นผ้าคลุมหนังตัวยาว สีฟ้าเฝื่อนเทา

 

หมู่บ้านแห่งต้นสกรัมออกมาชุมนุมกันกลางลานใหญ่
"ข้าจะแสดงให้ท่านดู"
ว่าแล้วแอนนาก็คลุมผ้าไปที่ตัว
แล้วท้องฟ้าที่สว่างสดใสเมื่อครู่ก็หดดำมืด
เมฆสีเทากร้ำกรายทั่วท้องฟ้า
สายลมพัดชะโลมปะทะกับสรรพสิ่ง
แล้วกลิ่นชื้นก็กล่าวรำพันกับการสัมผัส
หยดน้ำเม็ดเล็กหล่นล่วงมาก่อน
จากนั้นฝนก็พร่ำรำพันมาหาผืนดิน

 

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องมีชัยของชาวบ้าน
แอนนายืนมองผู้คนผู้เริงร่าและออกวิ่งหัวเราะตามคนเหล่านั้น

 

6

หมู่บ้านระแวกเคียงข้างได้ข่าวถึง
'แอนนา ผ้าคลุมแห่งฝน'
ก็รีบส่งคนมาขอให้แอนนามาช่วยเหลือพวกตน
เธอออกท่องไปทั่วอาณาบริเวณ

 

เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นผีเสื้อตัวใหญ่ยักษ์
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นพลอยกระจกสีสวย
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็นเครื่องดนตรีส่งเสียงไพเราะงดงาม
เดินทางไปหาไร่ที่ออกผลเป็น ความทรงจำของผู้ที่แตะสัมผัส

 

เธอเดินทางช่วยเหลือผู้คน
แม้จะมีผู้ที่ทุกข์ทนเพราะสายฝนเทกระหน่ำ
ก็ยังมีเสียงหัวเราะสนุกสนานคละเคล้าด้วยอยู่ดี
เธอเห็นผู้คนเชิดชูตัวเธอ รู้สึกสนุกสนานกับสิ่งที่พบ

 

การเติบใหญ่ของต้นกล้า คือสิ่งที่แสนงดงาม
การกำเนิดถือว่าเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่ท้องฟ้าได้มอบให้กับพวกเขา
ไม่ว่าใครก็ร่วมยินดีกับมัน

 

7

ระหว่างที่แอนนาเดินอยู่แถวไร่ที่หมู่บ้านชิลโลนี่
มองดูผลสีเหลือสุกหง่อมของผลสกรัม
ก็มีชายหนุ่มปิดบังใบหน้าเดินทางมาหา
แล้วขอให้รีบไปช่วยหมู่บ้านของตน
หมู่บ้านนี่อยู่ไกลมาก ต้องรีบไปทันที
เด็กสาวจึงออกเดินทางโดยไม่กล่าวอำลากับใคร
แต่ระหว่างทางนั้นหนุ่มนักเดินทางก็พูดขึ้นว่า
เจ้าช่วยแสดงให้ข้าดูหน่อยได้ไหมถึงฝนที่เจ้านำมา

ข้าต้องดูด้วยตาตัวเอง"
"ได้เลย เจ้าดูเสียอย่ากระพริบตา"


ว่าแล้วแอนนาก็ทำอย่างที่เคยทำ
แต่ก่อนที่จะห่มคลุมสนิท
ความเจ็บปวดก็พุ่งกระชากออกมาจากหน้าอกของเธอ
เธอก้มมองไปตามความรู้สึกที่พุ่งสวนขึ้นมา
เลือดสีแดงฉานกำลังไหลทะลักออกมาจากผ้าคลุมสีฟ้า
บนบาดแผลมีมีดสีเงินแทงพุ่งออกมาจากหน้าอก

 

"เจ้า....เจ้า"
เสียงของเธอแหบพร่า ฝืนลมหายใจ
"เจ้า"
"ที่นี้ข้าก็จะรวยซักที
ลาก่อนความน่าสมเพซ"

 

ชายคนนั้นกระชากมีดเล่มยาวออกมา
ร่างของเด็กหญิงล่วงหล่นกองไปกับพื้นชื้นๆ
พร้อมกันนั้นผ้าคลุมใบหน้าก็ล่วงหล่น
เผยให้เห็นใบหน้าที่มีดวงตากลมโบ๋ข้างเดียวยิ้มเยาะด้วยความกระหาย

 

 

 

"ถ้ามันทำให้เจ้าหัวเราะได้ข้าก็ยินดี"

 

เสียงสั่นไหวใกล้หมดลมหายใจของเธอดังขึ้นเรียบๆ
หนุ่มนักเดินทางสะดุดกึก หน้าของเขาเขม็งตรึง เบือนหน้าหันไปมองทางอื่น
เขากลั้นใจกระชากเอาผ้าคลุมเฝื่อนเทาออกมา
จากนั้นจึงรีบวิ่งหายลับไปกับเส้นทางที่พุ่งไปหาปลายฟ้า

 

สายฝนเทหล่นล่วงลงมาเหมือนวันเก่าๆ
หยาดน้ำตาจากฟากฟ้าปลิดปลิวสู่เบื้องล่างด้วยความเย็นเยียบ
แอนนานอนขดตัวจมคาวเลือดด้วยดวงตาสุกสกาว
และยังมีคงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนแก้มเสมอๆ

 

8

แม้จะมีคนพบศพของแอนนา
แต่ว่าร่างของแอนนาก็หายไปในวันรุ่งขึ้น

 

ชายตาข้างเดียวนำผ้าผืนนั้นไป
พยายามจะห่มคลุมเพื่อให้ท้องฟ้าร่ำไห้
แต่ก็ไม่เกิดผลอันไดมากไปกว่าเสียงขยับยู่ของฝ้าคลุมเปื้อนเลือด
ซึ่งตรงนั้นเองเขาถึงเข้าใจว่า มันไม่เกี่ยวกับเสื้อคลุม
พลังแห่งฝนนั้นคือพลังของแอนนาต่างหาก
สุดท้ายเขาก็ถูกจับข้อหาต้มตุ๋น จากนั้นก็จับได้ว่าฆ่าแอนนาไป
หนุ่มนักเดินทางจึงโดนขว้างหินจนตายและหายไปในซอกหลืบของความทรงจำทั้งมวล
หลังจากชำระแค้นของตน
ชาวบ้านพากันโศกเศร้าร้องไห้


ตระหนักถึงสิ่งที่เลวร้ายกว่าการกำเนิดมากนัก
คือความสูญเสียนั่นเอง

 

 

 

 

 

หัวหน้าหมู่บ้านแห่งผลสกรัมได้สร้างอนุสาวรีย์เอาไว้
บรรจงร้อยเรียงถ้อยคำที่ช่างสลักได้ยินมาจากสายลมว่า

 

"รอยยิ้ม"

 

.....

ไม่มีใครรู้ว่าแอนนากำเนิดมาจากอะไร
แล้วสูญเสียอะไรไปบ้างระหว่างที่กำเนิดมา

 

แต่ป่าละเมาะข้างหมู่บ้านอันเป็นที่ตายของเธอ
ตรงนั้นกลายเป็นจุดที่ท้องฟ้ารั่ว มีฝนตกอยู่ร่ำไป
และภายหลังก็ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อป่าลืมตะวันในที่สุด

 

ปัจจุบันสถานที่นั้นหายไปแล้ว
แต่ว่ากันว่า
ยามใดที่ป่าลืมตะวันปรากฏโฉม
เราจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่ทั่วไป

 

...แล้วเราก็จะยิ้มออกมา...

 

 

+++++++++++++++

 

            นิทานเรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะตอนแรกผมคิดจะทำให้เป็นนิทานเรียบง่ายที่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทว่ามันกลับกลายเป็นเรื่องที่หนักอึ้งซับซ้อนไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรไปมากกว่า การที่คุณสนุกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมกับอ่านแล้วจับต้องประโยคว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ ทุกข์และสุขคือสิ่งเดียวกัน การเกิดและการตาย คือสิ่งคล้ายคลึงกัน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ...ทำใจไว้ซะ'
                แต่ผมก็พอใจ แม้มันจะไม่ใช่ทั้งหมดทีเดียวของเรื่องก็ตามที
                ผมเองก็ไม่อยากจะกำจัดความกระบวนความตีความเท่าไหร่นักหรอกครับ เพราะว่าโลกของเรามันเป็นโลกที่อยู่ท่ามกลางความแตกต่างอยู่แล้ว หรือถ้าหากพูดจริงๆก็คือ ผมยังมีความสามารถไม่พอที่จะนำพาให้ผู้อ่านทุกคนคิดตรงกันได้ในทุกเรื่องๆ
               แต่ก็เอาเถอะครับ ผมจะเฉลยให้หมดคงจะดูดีกว่า และมันคงทำให้เอกภาพของทีมเรื่องมาอยู่จุดๆเดียวกันจนหมด

                 โดยปกติแล้วคนเรามักจะเปรียบ กับท้องฟ้าหลังฝนว่าเป็นช่วงที่ความทุกข์กำลังจะหายไป แสงแดดจะผ่านมาแทนที่ ดังนั้นฝนตกก็คือยามที่เราทุกข์ทน ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้บอกลักษณะนั้นตรงๆ เพราะผมใช้ความหมายกลับกันในตอนแรก ใช่...ผมใช้ให้ฝนเป็นความสุขของบุคคลอื่นนั่นก็คือ ชาวไร่ที่ขาดน้ำสำหรับชีวิตของพวกเขา
                  แต่ก็ผมก็แง้มบอกเหมือนกันไม่ใช่หรือว่ามีบางคนก็เกลียดฝน
                 ...จะเห็นได้ว่าเรื่องของผมมักจะวนเวียนอยู่แถวๆนี้ ความสุข และความทุกข์ในเรื่องเดียวกัน..
                 หมู่บ้านแต่ล่ะบ้านคงเปรียบได้กับมนุษย์  พวกเรารู้ว่าตัวเองเกิดมาจากที่ไหน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดมาทำไม อาจมีเหตุผลง่ายๆว่าพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ซึ่งแอนนานั้นกับตรงกันข้าม เธอไม่ได้บอกว่าเธอเกิดจากไหน แต่เธอมองเห็นในสิ่งที่คนเหล่านั้นไม่มีวันมองเห็น
                ตัวละครที่ชื่อว่าแอนนา เป็นตัวละครที่ด้านดูแบนเรียบ คงไม่อาจมีอยู่จริงได้เลยในโลกของเรา เป็นตัวละครที่ผสมผสานระหว่างความไร้เดียงสากับรอยยิ้มที่เป็นเรื่องหลักของเรื่องได้อย่างลงตัว  ผมสร้างให้เด็กหญิงคนนี้เป็นตัวละครที่แปลกประหลาด เธอมีความสุขและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเสียงหัวเราะของคนอื่น
                ซึ่งในทางตรงกันข้าม เธอเองก็มีความทุกข์ ใช่ว่าเธอจะเป็นสิ่งลึกลับแล้วไม่มีความขัดแย้ง ตัวเธอก็ไม่อาจยิ้มได้ระรื่นใจนักเมื่อมีคนที่เศร้าเสียใจ อึดอัดและหาทางออกไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่จะทำอย่างไร เธอก็คงไม่อาจให้โลกใบนี้เหมือนกับตัวเธอ แต่ในเมื่อเธอยังคงเห็นคนหัวเราะในยามฝนตกได้ มันก็เพียงพอต่อตัวแอนนาที่จะยังคงทำทุกอย่างให้มีเสียงหัวเราะต่อไป ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นจะทำร้ายเธอจนถึงแก่ความตายก็ตาม
                ทำไมผมต้องสร้างตัวละครตัวนี่ให้ออกมาเป็นแบบนี้  เพราะผมต้องการคงความไร้เดียงสาเอาไว้ให้กับเด็กคนนี้ และให้ฝ่ายตรงข้ามตัวของเธอทุกคนคือมนุษย์ที่ไม่อาจไร้เดียงสาได้อีกต่อไป
               มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับตัวเธอที่พวกเขาพากันคิดถึงตัวเอง และการมีชีวิตมากกว่าความสนุกสนาน
                พวกเขาต้องการน้ำฝนมากกว่าความสุขตัวของเธอเอง แต่ไม่เป็นไร เธอไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดได้หรือไม่ เธอแค่ต้องการจะร่วมหัวเราะกับพวกเขาก็พอ...


                คงไม่แปลกนักถ้าหากผมจะบอกว่า แอนนา คือร้อยยิ้มที่จริงใจ ใสซื่อและบริสุทธิ์
                คงไม่แปลกนัก ที่เรื่องๆนี้จะพูดถึง การฆาตกรรมรอยยิ้ม(แอนนา)  จากความเศร้าสร้อย(ชายในเสื่อคลุม)

               

                 และคงไม่แปลกนักที่ทีมของเรื่องนี้จะน้ำเน่า ซ้ำซากเพราะพูดถึงเรื่องง่ายๆอย่าง
                 เผชิญความเป็นไปอย่างการกำเนิด ความตายด้วยกาีมีชีวิตด้วยรอยยิ้ม
                 การเผชิญหน้าชีวิตที่ขาดความหวัง(ป่าลืมตะวัน)ได้ด้วยเสียงหัวเราะ

 

 

                หวังว่าแอนนาจะยังอยู่ข้างในตัวคุณนะครับ

 

                 จันทรกาล รัตติขาว
                 11/9/2552

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น้ำตาคลอ.. ความรู้สึกหลังจากอ่านจบ..

มีความรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องดีขึ้นกว่าเดิม มีจังยิ้ม จังหวะเศร้า อยู่ถูกที่ถูกทาง เป็นเพราะทำหนังสั้นหรือเปล่า เรื่องเลยรัดกุมขึ้น สนุกขึ้น

big smile big smile big smile
การสูญเสียเจ็บปวดเสมอ
แต่นั่นก็เป็นการตอกย้ำความสุขของการพบเจอเช่นกัน
ความสุขของคนหนึ่ง...
อาจเป็นความสุของอีกคน...

ความทุกข์ของคนหนึ่ง...
อาจเป็นความทุกข์ของอีกคน..


ความสุขของคนหนึ่ง..
อาจเป็นความทุกข์ของอีกคน...

...

ความสุขของคนหนึ่ง...
อาจเป็นความทุกข์ของอีกคน...

big smile
ดูเป็นการจากไปที่สงบสุขดีนะคะ
ถึงเเม้จะเจ็บปวด
แต่ก็ยังสุขที่ได้เห้นรอยยิ้มของคนอื่น

ความจริงวินว่าคนเราพอเห็นคนอื่นมีความสุข
มันก็มีความสุขตามไปด้วยนะ
เหมือนแบบว่า เค้าได้แผ่รังสีความร่าเริงออกมาให้เรา

ปล.
ซินอยากกลับไปไร้เดียงสามั่งอะ 555

#4 By ซินนนน นนน* (58.8.205.38) on 2009-09-13 01:02

แอนนา
เธอช่างสวยงาม

แต่ทว่า
ความสวยงาม
ช่างรวดเร็ว

ผู้คนชื่นชอบความสวยงาม
ไม่เคยรักษา

แอนนาไม่ได้อยู่ในตัวผมหรอกครับ

ผมต่างหากที่ต้องหาแอนนามาเติมเต็ม

อย่างแรกคือต้องยิ้ม
เช่นแอนนา
อย่างบริสุทธิ์
big smile
เห้ยเจ๋งหวะ

หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มให้ผู้คน แม้ในยามที่เธอจากไป

ก็ยังสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่ฆ่า จะน่ารักไปไหน


#6 By บุ้ม (124.122.181.231) on 2009-09-22 01:52

ชอบเรื่องนี้อ่ะ
อยากได้ต้นไม้ที่ออกผลเป็นเครื่องดนตรี(?)จัง
หวังว่าแอนนาจะอยู่กับแกเสมอนะ

ปล.อาทิตย์ที่แล้วเจอนางเอกหนังเรื่องก่อนหน้านี้ แต่เราก็ไม่กล้าทักเค้าแฮะ

คิดถึงนะเว้ย

#7 By whanii (124.120.222.25) on 2009-11-01 17:21

ปล.2 รู้จักน้องกุ๊กที่อยุ่ictปี1รึปล่าว?? น้องสาวชั้นเอง ฝากดูแลด้วยน่อ

#8 By whanii (124.120.222.25) on 2009-11-01 17:21

big smile ห่างหายจากบล็อคไปนาน ,, แวะมาทักทายนะค่ะ ^^