โลกอันแสนคุ้นเคย
posted on 02 Apr 2009 00:01 by crozzaxmoon in Moon-Hill
ไม่ว่ามองไปทางใดก็ล้วนเต็มไปด้วยท้องฟ้าซึ่งกวาดกว้างไปสุดปลายตา
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ลูบไล้โลกของท้องฟ้านี้เอาไว้
ม้วนปุยเมฆก้อนแล้วก้อนเล่าลอยเอื่อยอ้อยอิงตามทางเดินของกระแสลม
ซึ่งพัดเงียบเหงา เบาและเย็นเยียบ
วีโน่ นั่งอย่างสงบอยู่บนพื้นว่างเปล่า เหมือนกับว่ากำแพงอันมองไม่เห็นของจิตสำนึกได้สร้างผืนเท้าให้เหยียบเดิน เขาลูบหัวของตัวเองที่เคยปวดแปร่บเพราะแรงระเบิดของลูกตะกั่ว ความเจ็บปวดนั้นแล่นโถมกระหน่ำเพียงชั่ววินาที แล้วก็พลันดับวูบลงราวกับกระแสน้ำขาดช่วงลง
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนจากโลกที่คุ้นเคยไปเสียแล้ว
ไม่นานนัก เทวทูตสีขาวประทับองค์ลงมาเบื้องหน้า แสงสีเหลือบาดตาพุ่งทะลวงมาจากข้างหลัง บดบังทัศนียภาพของทุกสิ่ง
เงาของเทวทูตปรากฏตัวขึ้น วีโน่ใช้มือบังลำแสงมอง ปรับสายตาให้ชินกับความว่าง จ้องมองไปหยั่งร่างสีเทาอันสะพรั่งสะพรึง
"เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น"
"อืม ครับผม แล้วตอนนี้ก็ถึงการตัดสินผมแล้วใช่ไหม"
"ใครตัดสินใคร ?"
"ก็ท่านไง ตัดสินผมให้ตกนรกหรือสวรรค์"
"...แล้วเจ้าอยากไปไหนหรือ"
"โอแน่นอน ยังไงผมก็อยากไปสวรรค์ ที่ผมทำความดีมา เสียสละทุกอย่างมามากมายก็เพื่อจะพบจุดจบบนมาตุภูมิอันสงบนิ่งนี้"
"ที่เจ้าทำความดีมาทั้งชีวิตก็เพื่อไปสวรรค์?"
วีโน่ ยิ้มแล้วพยักหน้าช้าๆ
"เจ้าก็หวังแต่เพียงสิ่งนี้...แหละนะ"
เทวทูตพูดขึ้นอย่างเรียบนิ่ง แล้วหันไปมองท้องฟ้าด้วยกริยาท่าทางที่อ่อนแรง วีโน่หันไปตามเส้นทางของดวงตานั้น เมฆสีขาวก้อนใหญ่ที่เคลื่อนคล้อยเชื่องช้าเป็นกลุ่มๆ เปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามตา และเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเสียงของพิณที่กรวดกรายดังทะเลไล่สัมผัสทรายก็ดังขึ้นไกลๆ ชวนให้หลงใหล วูบไปกับฝันที่แฝงมากับตัวโน๊ตหลากหลาย
ทันใดนั้นเอง เมฆสีทองก็แยกออกจากกัน เด็กอิ่มอวบคู่กับปีกสีทองอันเล็กๆ บินฉวัดเฉวียนเพลิดเพลินตัดหน้าเขาไปมา บนก้อนเมฆก้อนใหญ่ มีคนมากหน้าหลายตายิ้มละไมพูดคุยอย่างเป็นใจสุข เคล้าด้วยสุรา เต็มไปด้วยหญิงสาวที่แสงตะวันยอมแพ้ให้กับความงดงามของพวกหล่อน สิ่งก่อสร้างบนเมฆก็ดูยิ่งใหญ่อ่อนช้อยและปราณีต
อาณาจักรเทพที่วีโน่เฝ้าฝันถึงก็ปรากฏเป็นจริงตรงหน้า ทุกๆอย่างดูหฤหรรษ์จนวีโน่ไม่อาจหยุดโห่ร้องในความปลื้มใจข้างหน้าไม่ได้
"ผมรู้ ผมรู้ ที่ผมทำมาซักวันจะได้รับการตอบแทน อา.... แต่ว่าผมมีคำถามนรกมันเป็นอย่างไรเหรอ"
"ก็ที่ที่เจ้าจากมานั่นแหละนรก"
"อย่างงั้นรึ แปลว่าทุกคนอยู่ในนรกใช่ไหมซึ่งตอนนี้ผมก็หลุดพ้นมันมาจนได้"
"เปล่าหรอกพ่อหนุ่ม สำหรับพวกเจ้าน่ะ มันก็นรกหมดนั่นแหละ"
"หืม ผมไม่เข้าใจ แล้วที่นั่นคืออะไรหรือ"วีโน่ชี้ไปหยั่งเมือสวรรค์
"เจ้าเห็นอะไรใน สวรรค์หรือ เจ้าเห็นแค่ความสุขอันเป็นนิรันดิ์หรือไร"
"มันควรเป็นเช่นนั้นนี่"
"เจ้าไม่ควรตัดสินอะไรด้วยบรรทัดฐานของตัวเองรู้ไหม"
"บรรทัดฐานของผมก็เหมือนกับคนทั่วไปนั่นแหละ"
"มันมีส่วนต่างกันอยู่พ่อหนุ่ม ...แต่มันก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก รู้ไหมเพราะอะไร"
วีโน่ส่ายหน้า
"ก็บรรทัดฐานของคนทั่วไป ทำความดีก็เพื่อตัวเอง"
"แต่ผมว่า ความดีก็คือความดี..."
"และความเห็นแก่ตัวก็คือความเห็นแก่ตัว"เทวทูตขัดขึ้นแล้วพูดต่อว่า
"ที่สุดแล้ว เจ้าเห็นอะไรในสวรรค์พ่อหนุ่ม เหล้า สุรา นารี ความไม่วุ่นวาย ซึ่งพูดติดกับตัณหาพิกลพิกาลของเจ้างั้นหรือ"
"ผม ..ผมไม่รู้"
"เจ้าทำงานก็เพื่อเงิน เพื่ออาหาร เพื่อความสุข แล้วทำความดีก็เพื่อสวรรค์ซึ่งก็คือความสุขสูงสุดใช่ไหม.... สัตว์ก็่ฆ่าสัตว์เพื่ออาหาร เพื่อชีวิต เพื่อความสุข ...ต่อให้มีความคิดล้ำลึกถึงคำตอบในชีวิตมากมายแค่ไหม พวกเจ้าทั้งหลายดูเหมือนจะไม่พัฒนาระหว่างกันเลยนะ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่า ความคิด กับการไม่มีความคิดน่ะ มันต่างกันเท่าไหร่...."
"เห้อ มันอาจมีอยู่แค่นั้นก็ได้ ทำเพื่อการตอบแทนต่างๆ...."
"เจ้าเชื่อในพระเจ้าไหม"
"เพราะผมไม่อาจเป็นศาสนิกชนที่จริงจังได้ ก็เลยได้แต่ตั้งคำถามจากมุมที่มันไม่น่าเชื่อถือเท่านั้นแหละ" วีโน่ตะแคงหันไปทางซ้ายแล้วพึมพำเบาๆต่อว่า "ในเรื่องพระเจ้าน่ะ.... ไม่ว่าจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ บางทีมันก็เหมือนกันนั่นแหละ"
"บางคนก็ปราถนาแค่ความสงบเท่านั้น"เทวทูตนั่งลงข้างๆวีโน่ โบกมือ ซึ่งทำให้เสียงเพลง และก้อนเมฆสีทองกลับมาเป็นเหมือนปุยสีขาวปกติธรรมดา
"บางคนก็ปราถนาอะไรที่มากกว่านั้น"วีโน่นอนลงบนกำแพงที่มองไม่เห็น
"เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่าข้าจะมาให้อะไรแก่เจ้า"
"ผมพอเดาออกแหละน่า"
"เอาล่ะเจ้าจะเลือกเกิดเป็นสัตว์ หรือ มนุษย์ดี"
"ที่ไหนๆก็สวรรค์ทั้งนั้นแหละครับ"
วีโน่หลับตาลง เขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองหมุนวนกลับกลอกสูญสลายไป ความทรงจำต่างๆถูกดึงย้อนออกมาพรั่งพรูก่อนจะลับหายไปอย่างรวดเร็วราวกับแห้งเหือดระเหยไปกับกาลเวลา จนกระทั่งเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม จิตสำนึกของเขาเองบ่งบอกว่าเขากำลังจะกลับไปลืมตาบนโลกที่เขาอยู่มาตลอดการกำเนิดของวิญญาณ
กลับไปสู่โลกอันแสนคุ้นเคยอีกครั้ง....
+++++++++++++++++
กาล รัตติขาว
25/3/2552
เรื่องนี้ไม่ค่อยจะซับซ้อนอะไร ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านบทความ ที่ต้องใช้การตีความมาช่วยนิดหน่อยแล้วก็ออกจะไม่ค่อยมีมิติของตัวละครเสียด้วย แต่ผมกลับชอบความเรียบง่ายของมันน่ะครับ ...ไว้ซักวันผมอยากจะเขียนเรื่องสั้นๆ ให้ได้แบบ คุณอัศริ ธรรมโชติบ้าง
ช่วงนี้มีโปรเจ็คเยอะแยะเลยครับ เพราะไม่ได้เรียนซัมเมอร์ ก็เลยได้ออกไปนู่นนี่บ่อยๆ ตอนนี้กำลังทำหนังสือภาพกับเพื่อนอยู่น่ะครับอยู่ในขั้นตอนการวาดซะด้วย อาจเสร็จปลายๆเมษา(ถ้าผู้ร่วมทีมไม่ขี้เกียจเสียก่อน) ซึ่งตอนปลายๆเมษานั้นยังมีทำหนังสั้นอีกต่างหาก
...ดูเหมือนจะยุ่งนะครับ แต่ส่วนมากเที่ยวเล่นไปวันๆมากกว่า เหอๆ
อันที่จริง เดือนที่ผ่านมา ผมพบกับประสบการณ์ความว่างของแรงบันดาลใจเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่มีอารมณ์อยากเขียนเรื่องสั้น แต่ก็คั้นเรื่องเก่าๆ พล๊อตเรื่องใหม่ออกมาไม่ได้เลย ถึงได้ก็เรียบเรียงคำพูดไม่คงเส้นคงวา ผลงานที่ลงบล็อกเลยออกเป็นแนว สะเปะสะปะดูเรื่อยๆเปื่อยๆ ปกติช่วงนั้นได้แต่นั่งจ้องความขาวโพลนของกระดาษa4 ที่ขาวพอๆกับสมองเราไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิมคือเกม เกม และเกม
สำหรับบล๊อกครั้งหน้า ถ้าผมไม่ขี้เกียจซะก่อน อาจเขียนหนังสือที่ได้มาจาก งานหนังสือล่ะครับ
แล้วเจอกันอีกทีในวาระโอกาสหน้าครับผม
กาล รัตติขาว
1/4/2552
#1 By tiew@fine on 2009-04-02 00:55