"แล้วแกจะทำยังไงต่อ?"
"ก็กระโดดหน้าผาตายไป แค่เนี่ยะแหละ"
"คิดดีแล้วเหรอวะ"
"ไหนๆก็จะตายข้าขอเท่หน่อย"
"เท่?"
"คือข้าขี้เกียจรอความตาย เข้าใจป่ะ ไหนๆก็ตายอยู่แล้ว ตอนนี้ กับเดือนหน้ามันก็เหมือนกันแหละว่ะ"
"อืม...มาข้าไปส่งเอ็งให้ แต่แกต้องอยู่คุยกับข้าก่อนตายโอเคมะ"
"ช่วงเวลาแบบนั้น บางทีข้าอยากอยู่กับตัวเอง"
"แล้วไง อยู่กับเพื่อนในวาระสุดท้ายไม่ได้หรือไงวะ"
"เออ มึงอย่าห้ามข้าล่ะกัน"
***********
ลมทะเลพัดกระหน่ำมาทีกายของย้ง เขาปลดเสื้อเชิ้ตออกจากกัน ปล่อยให้ปลายเสื้อกระพือไหล ส่งเสียงกรอกกลับรับความแรงของลมไปเรื่อยๆ แสงอาทิตย์ฉายโด่งอยู่บนยอดหัว เผาผลาญทุกอย่างด้วยลิ้นสีทองที่เหยียดยาว มันไม่ได้หลบอยู่ตามปุยเมฆเลย มันลอยเด่น ประจันหน้ากับท้องฟ้าด้วยลำแสงร้อนระอุ ย้งมองขึ้นไปบนฟ้า แสงซ่านแยงตาจนปวดร้าว เขามองท้องฟ้าสะอาดนี้ได้ไม่นาน ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยใจไปกับ สายลมร้อนๆที่ผ่านพัดไปแฉ่มช้า
"ร้อนจังวะ ข้าถึงได้ชอบหน้าหนาว"ผมว่า ก่อนจะเดินถือเบียร์เย็นๆมาชะง่อนหินผาที่ย้งยืนจังก้าราวกับผู้ปลดปล่อย
"ก็เพราะมีหน้าร้อน มึงจึงชอบหน้าหนาว"ย้งพูดโดยไม่หันมามองผม ผมนั่งลงข้างขวาชะง่อนที่ยื่นออกไปกลางทะเลสดใสนั้น มองไปหยั่งขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้มอันเด่นแจ่มชัดซึ่งถูกแต้มด้วยเมฆประปราย และมุ่งไปสู่เส้นจรดฟ้า เสียงคลื่นระเรื่อยเฉื่อยกระแทกฝั่ง ราวกับเจาะจงเป็นจังหวะดนตรี ผมหันกลับมาใต้ฝ่าเท้าที่ห้อยต่องแต่ง ก็พบฉมวกสีเทาของธรรมชาติ ยื่นผุดตั้งตระหง่านราวกับเครื่องประหารอันแสนทรมาน ผมไม่กล้าคิดว่าย้งมันจะกระโดดลงไปในดงหนามแบบนี้หรอก
"แกจะอยู่ที่นี่กี่วัน?"ผมพูด แล้วจึงกระดกเบียร์ลื่นไหลราวกับน้ำเปล่า เมื่อไม่มีคำตอบ ผมจึงเปิดอีกกระป๋องแล้วยื่นให้ย้ง ซึ่งไม่มีทีท่าจะรับแต่อย่างใด
"เอาไปหน่อย ไม่แรงเท่าเหล้าหรอกนา"ผมกระเซ้า ก่อนจะยื่นไปถูกขาของย้ง ย้งหันกลับมาด้วยใบหน้าแปลกๆ เหมือนกับผมไปขัดจังหวะส่วนความเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของย้ง แต่ย้งก็รับเบียร์แต่โดยดี เขาดื่มมันอึกใหญ่ แล้วจึงนั่งลงด้านตรงข้ามผม ก่อนจะนอนหงายให้แผ่นหลังสัมผัส กับผืนดินซึ่งถูกแสงแดดอาบไล้มาทั้งวัน
"ไม่ร้อนหรือไงวะ"
"ร้อนซิ ข้าถึงได้นอน"ย้งหล่าวยิ้มๆพร้อมกับหลับตาลงไป ผมจึงมองไปหยั่งทะเลสีครามที่คลื่นกระทบฝั่งอย่างสงบเรียบอีกครั้ง เนิ่นนาน....ราวความเงียบของผมกับย้ง ค่อยๆสร้างวงขยายมากขึ้น และหัวใจของเราก็ผสานเป็นหนึ่งในลมหายใจของพระเจ้า ซึ่งสดับฟังเสียงใจเต้นของเราอย่างยินดี
ในเวลาแบบนี้ เหล้าเย็นๆกับชายอายุร่วมสามสิบสองคน คนหนึ่งกำลังจะตาย อีกคนคือสหาย ค่อยๆระลึกความทรงจำของตนไปเรื่อยเปื่อย
*************
"เห้ย กริช ข้ามีเรื่องจะแปลกๆจะบอก เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากเลยนะเว้ย" เสียงไอ้เก่งสิบหกปีก่อนยังผอม เกรียน และตัวเตี้ย มันเป็นหนึ่งในแก๊งนักเรียนดีเด่นเช่นเดียวกับผม เสียงมันดังสะท้อนก้องไปมาราวกับดนตรีจังหวะซ้ำซ้อน ผมเอื้อมไปหยั่งภาพนั้น ก่อนจะจมดิ่งไปในเหตุการณ์ที่ผมถูกบังคับกลับมามอง ทบทวน และยิ้มไปกับมัน
"ทำไมวะ จะบอกกับข้าว่า แกจำสูตรสถิติไม่ได้? เป็นไม่ได้น่าเก่ง ของแบบนี้เราก็ทำทุกวัน"ผมตอบแบบนั้นไป
"ไม่ใช่ว้อย ...แกก็รู้ว่าบ้านข้าอยู่ไกลริบโลก เวลามาก็เลยต้องมาเช้าผิดปกติ"
"แกมาเช้ากว่าทุกคน ใช่ข้อนั้นข้ารู้แล้ว"
"ที่นี้ วันนี้ข้าเจอใครตอนเช้ารู้ไหม"
"ใคร"
"ย้ง"
"คนที่บ้านใกล้ที่สุดในโรงเรียนใช่มะ"
"ย้งเพื่อนแกนั้นแหละ ปกติมันมาสายทุกวันนี่"
"สายโต่งแบบสุดๆ สิบโมงมามั้ง ปกติข้าไม่รู้ ไม่ได้สนใจมันแล้วล่ะ"
"ช่วยถามมันหน่อย แกก็รู้ว่ามันเป็นเด็กเกเร มันถูกพ่อสั่งให้มาเรียนโรงเรียนสอบเข้ายากอย่างเราแบบสบายๆ หลายๆคนเลยมองมันไม่ดี จากนั้นไม่นานมันก็ยอมคุยกับแกแค่คนเดียว"
"อืม ถามเองซิ"ผมคิดทบทวนเรื่องราวสมัยเด็กๆของเรา ที่ไม่ค่อยมีอะไรประทับใจนอกจาก การวิ่งเล่นไปวันๆ
"อันที่จริง....เพื่อนทั้งห้องพนันเงินไว้เยอะนะว้อย"
"่ห่ะ พนันเนี่ยนะ เรื่องแปลกขนาดนั้นเชียว"
"แปลกซิวะ แปลกเชี่ยนๆ แกไม่ได้ดูครูเมื่อเช้านี้เหรอวะ ครูขนาดมอบประกาศนียบัตรหน้าชั้นเรียนเลยนะเว้ย"เก่งนิ่งไปซักพักแล้วหันมากระซิบผมเบาๆต่อ"เอาแบบนี้ ข้าพนันว่ามันมาเช้าเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอน พอแกถามมันเสร็จปุ๊บ มาเฉลยตอนพักกลางวัน เพื่อนๆทั้งชั้นรออยู่นาเฟ้ย"เก่งตบบ่าผมก่อนหันกลับมารอครูวิชาต่อไปมาเข้าสอน ผมมองไปหยั่งทีนั่งริมหน้าต่าง นับจากข้างหลังไปสองตัว ย้งในวัยมัธยมปลาย มองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย เหมือนทุกๆวัน ช่างน่าขันบุคลิกนี้ของมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
ผมลุกขึ้น ค่อยเขยิบไปช้าๆ ก่อนจะนั่งลงบนที่ว่างข้างๆ ย้ง
"ทำไมแกมาเช้าวะ ย้ง"ผมพูดขึ้นทันทีทันใดราวกับรู้จักกันมานาน
"เป็นคนตรงๆเหมือนเคยเลยว่ะ แกเนี่ย เอาเถอะ ข้าชอบแกก็ตรงนี้แหละ"ย้งหันกลับมา กลอกตาไปรอบๆ เขาคงรู้สึกดีเมื่อมีคนแอบฟังบทสนทนานี้กันอยู่
"ข้าจะพูดเบาๆล่ะกัน มันเป็นความลับจากหนังสือเล่มหนึ่ง"
"เรื่องอะไร"
"ไม่ต้องสนหรอก หนังสือ How To ที่ไหนก็สอนเหมือนๆกัน"
"จริงเหรอวะ"
"ขอให้แกอ่านหนังสือ How To ดีๆซักเล่มพอ แล้วเดี๋ยวแกก็เข้าใจเองแหละ"
"สัด เข้าใจอะไร แกยังไม่บอกความลับอะไรเลย"
"แล้วซักวันแกจะไฝ่หาปรัชญา มันต่างกับ How to เยอะ"
"บอกมาดิวะ ว่าทำไมวันนี้แกมาเช้า"
ย้งนิ่งไปซักพักใหญ่ เขาก้มลงไปหยิบโน้ตของตนขึ้นมา แล้วยื่นมาหาผมแล้วจึงพูดด้วยเสียงเบาๆว่า "หน้าที่สาม"ผมรับสมุดสีดำเล่มนั้นมา พลิกหน้าไปหยั่งหน้าที่สามอย่างรวดเร็ว
"อืม หืม"ผมขมวดคิ้ว เพราะอ่านลายหมึกขะหยุกขุยอย่างยากลำบาก แต่มันก็ค่อยเป็นค่อยไป
ข้าพเจ้าตื่นเช้า ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ข้าพเจ้ากลับยินดีที่จะทำ กรอบของข้าพเจ้าอยู่ที่ใด แล้วข้าพเจ้าควรมีกรอบนั้นไหม ข้าพเจ้าทิ้งคำถามไร้เหตุผลไว้เสียแล้ว เพราะข้าพเจ้ากำลังทำสิ่งที่ตัวเองไม่ปราถนา นั้นคือการที่ข้าพเจ้าตื่นเช้า มันจะทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขไหม ข้าพเจ้าไม่รู้หรอก ทว่า มุมมองที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เข้าเหตุผลของอารมณ์ที่พลุกพล่านอยู่ในอก
ยามเช้า เมื่อก้าวเข้าสู่วันใหม่ คือสิ่งแรกที่เราสัมฝัส ข้าพเจ้าออกเดินย่ำไปตามวันเวลาอันเงียบสงบของการเริ่มต้น เหม่อมองท้องฟ้าเก่าๆอย่างเคย แต่เป็นท้องฟ้าให้บรรยากาศแปลกประหลาด มันอมชมพูราวกับรอยยิ้มของหญิงสาวที่ข้าพเจ้ารัก แต่มันคงเป็นอดีต อดีตที่ข้าพเจ้าทำได้แต่เพียงหลับฝัน ยิ้มแต่ไม่อาจออบกอด แม้กระทั่งจับต้องแค่ปลายเล็บ ทว่าโลกนี้มีสิ่งบริสุทธ์เสมอ และในความจำนั้น ข้าพเจ้าคิดว่ามันควรบริสุทธฺ์ เพราะข้าพเจ้าพึ่งคิดได้ว่า ข้าพเจ้าควรจะยิ้มเพื่อดำรงอยู่ มิใช่อยู่เพื่อร่ำไห้ ทั้งเรื่องของหญิงสาว และรอยอมชมพูของท้องฟ้า ล้วนควรจะทำให้ข้าพเจ้ายิ้ม
เสียงนกกระซิบเบาห่างไกล ดูอ่อนแรง คงเพราะเมืองใหญ่มีที่ให้มันพิงพักขับร้องไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอจะทำให้นกน้อยตัวจ้อยยังคงดำเนินชีวิตต่อไป ใช่แล้ว มันเพียงพอแล้วล่ะ.....
การเดินทางแสนยาวไกล ข้าพเจ้ายิ้มให้กับเช้าที่ไม่เคยสัมผัส มาถึงโรงเรียนก่อนภารโรงจะเปิดห้อง นั่งสงบระลึกเสียงการเริ่มต้นด้วยความเงียบเหงา อา...ใช่แล้วมันคือจุดเริ่มต้น...ของข้าพเจ้า
จุดเริ่มต้นของมุมที่ข้าพเจ้าลืมมอง...
ผมนิ่งงันเมื่ออ่านจนจบ เพราะรู้สึกเหมือนได้เห้นประกายฝันอะไรบางอย่างที่ผมไม่ควรหัวเราะออกมา มันคือสิ่งที่คุกกรุ่นอยู่ในอกที่ผมไม่เคยมี เหมือนกับแสงดาวที่พยายามจะสาดส่องสู้แสงอื่น แต่ก็ทำได้เพียงแค่...เริ่มต้น
"อยากเป็นนักเขียนเหรอวะ"
"ไม่รู้ว่ะ ข้าแค่รู้สึกแล้วก็เขียนออกมา"ย้งกล่าวก่อนนำโน้ตกลับไปเก็บแล้วพูดต่อว่า "เป็นไงความลับของข้า"
"ทำอะไรที่มันแปลกกว่าคนอื่นแบบนั้นดีเหรอวะ"
"อืม ข้ามันแปลก พอทำเรื่องที่เหมือนคนอื่นเขาก็เลยยิ่งแปลกกว่า...แต่มันก็สนุกดีนะ ลองคุยกับตัวเองดูซิ ลองถามว่าไอ้นี่มันเป็นแบบนี้ทำไม แล้วทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ฝึกวิเคราะห์ไว้เพื่อน อีกไม่นานถ้าแกหลงใหลโลกเดียวกับฉัน แกต้องใช้มันในการตีความอย่างหนักแน่ๆ"
วันนั้นผมจำได้ว่าผมบอกเพื่อนว่าไอ้ย้ง มันไม่ได้นอนอย่างที่เก่งเตรียมกันไว้ จากนั้นผมก็ได้รับการเลี้ยงกลางวันเป็นการตอบแทนจากไอ้เก่ง แล้วเย็นวันนั้นเอง ผมก็ลองนั่งจ้องท้องฟ้า แล้วเริ่มคุยกับตัวเองบ้าง....
วันรุ่งขึ้น ไอ้ย้งยังคงมาสายเช่นเดิม
แค่ผมกลับมาโรงเรียนสาย.....เป็นครั้งแรก
***
ผมตื่นขึ้นมาจากกลางฝัน มืออุ่นๆที่กร้านดำเพราะตากแดดมาทั้งบ่าย เขย่าตัวผมให้หลุดจากวงความคิดและการพูดคุยกับตัวเอง ผมมองย้งที่บัดนี้ที่ดูแก่กว่าในความทรงจำนั้นมาก ใบหน้าเค้าเดิมยังคงอยู่ แต่มีริ้วรอยประสบการณ์ และมีสภาพอดโรยซูบผอม เพราะโรคร้ายที่มันไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร ตอนที่พบกันเมื่อเย็นวานนี้
"หลับเพลินนะเอ็ง"ย้งนั่งลงข้างๆผม
"ข้ากำลังคุยกับตัวเองอยู่เว้ย"ผมดันตัวลุกขึ้นแล้วมองไปหยั่งสุดขอบดินจรดทะเล
"แล้วเป็นไงล่ะ นั่งคุยกับตัวเองสนุกไหม"
"มุมที่ลืมมอง...สนุกซิ มันทำให้ข้ารู้ว่าข้าควรมีความสุขได้อย่างไรบ้าง"
"เอ็งก็อย่าลืมจังหวะความคิดด้วยล่ะ อารมณ์ไหนควรปล่อยวาง อารมณ์ในควรเห็นแก่ตัว....แกก็รู้นี่"
"เออ...ในฐานะคนใกล้ชิด เพื่อน และคนที่เคยอ่านหนังสือเรื่องเดียว ข้าว่า ข้าควรห้ามเอ็ง ...แต่ในฐานะคนที่กำลังใกล้ตาย ข้าควรใช้อารมณ์ไหน ข้าไม่รู้หรอกว่ะ ตอนนี้แกมีความสุขไหมล่ะกับการที่จะตายโดยไม่รั้งรอ...."
"ไม่เชิงแบบนั้น แต่ข้าก็คิดให้มีความสุขได้ เอาเถอะ ถึงใครจะบอกว่าหลอกตัวเอง แต่ข้าอยากรู้จริงๆว่า ความจริงที่ทำให้ทุกข์ใจเนี่ย มันดีนักเหรอ"
"มันจะไม่ดีต่อเมื่อมันทำให้แกหยุดเดิน....ไม่รู้ว่ะ แล้วแต่คน"
"ข้าล่ะเกลียดคำนี้จริงๆ"
"ทำไมวะ"
"แม่ง...อ้างความแตกต่างโดยที่ไม่ทำความเข้าใจ เหมือนกับบอกข้าว่า ความรักคืออะไร แล้ว แกก็ตอบกับข้าว่าเราต่างกัน แค่นั้นจบ...เห้อ ข้าอึดอัด มันเหมือนกับว่า กลายเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลซะงั้น"ย้งหยุดลุกขึ้นมองแล้วเดินไปหยั่งปลายชะง่อน ผมเดินตามไปและนั่งลงข้างๆย้ง ย้งจึงพูดขึ้นมาว่า
"แกว่าเวลาเดือนหนึ่งนานไหมวะ แกคิดว่ารินจะรอข้าไหมเนี่ย....ข้ากลับมายังไม่ได้บอกเค้าเลย"
"อันที่จริง เขาแต่งงานแล้วนะ"
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าแคร์แค่เห็นหน้า ก็พอว่ะ ชีวิตน้อยๆของข้าไม่ได้ต้องการรักที่สมหวังหรอก ข้าเพียงต้องการรักที่จะให้ ดังนั้น ถ้าไม่มีใครแทนที่รินได้ ข้าก็ไม่มีวันรักใครอื่นหรอก ความดีของข้าก็เป็นเช่นนั้น ข้ารู้สึกมีความสุขกับมันนะ แม้จะมีบางวันที่เหงาไปหน่อยก็เหอะ"
"ชีวิตแกแปลกขึ้นเยอะเลยว่ะ"
"มันแปลกไปตั้งแต่ข้ามาเช้าแหละวะ"
"ยังไม่ได้ถามเลยว่าหนังสือHowto ของแกชื่ออะไร"
"จริงๆ มันไม่มีหรอกว่ะ"
".....ข้าก็คิดแบบนั้น....."
"ย้ง.... แกจะกระโดดไหม"
ย้งนั่งมองท้องฟ้าสีทองที่ย้อมความเศร้าให้กับบรรยากาศ ลมค่อยๆพัดแผ่วเบาลงจนเหมือนกับเสียงกระซิบของลมหายใจ คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าพัดเปลี่ยนเชื่องช้าราวกับสดุดีวันใหม่ที่กำลังจะจบลง ริ้วสีขาวต้องประแดดระยิบระยับสุดปลายฟ้า แม้จะดูเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงา อ้างว้างเจ็บปวด แต่ก็ดูสวยงามจนไม่อาจเบือนหน้าหนีไป
"สวยไหม..."ย้งกล่าวเรียบๆ
"สวยซิ"
"เพียงพอไหม"
ผมไม่ได้ตอบแต่ยิ้มเงียบๆ
"กริชแกจำคำพูดข้าไว้นะ"
"..หืม.."
"เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อลืมเลือน.... บางครั้งเราก็อยู่เพื่อจะจดจำ"
"ข้าไม่เข้าใจ"
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของความตายไงล่ะ เพื่อนรัก"พูดจบย้งก็มองกลับมาหาผม
สายลมสะบัดเลื้อยไปมา เสียงคลื่นกรีดฟองขาวกระทับซอกหินซ้ำๆ แสงอาทิตย์ยอกย้อนก้าวกลับไปสู่ขอบทะเล ย้อมผืนผ้าสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นม่วงเหงาเงียบ แสงทอส้มเข้มราวกับความความพิโรธของท้องทะเลค่อยๆผลุบหายไปเชื่องช้า ก่อนจะปล่อยให้แสงดาวอ่อนๆปรากฏกายมาพร้อมกับจันทร์สีเทาทะมึนทึน
ย้งนั่งยองๆ มองไปสุดจรดฟ้า ก่อนจะผลักเบียร์เย็นๆของตนลงไปในทะเลกว้าง เขาล้มลงนอนแผหลา หลับตาไปพร้อมกับผมอีกครั้งหนึ่ง....
+++++++++
รัตติกาลสีขาว
1/3/2551
(อ่านแล้วอาจเสียอรรถรสด้านการตีความไปนะครับ)
จริงๆผมชอบมากนะครับ การพูดคุยกันของสองตัวละคร มันเหมือนการพูดคุยกับตัวเองอย่างไงอย่างงั้น แล้วให้ความรูสึกเหมือนกำลังตอบคำถามของตัวไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราได้กระทำการข่มขืนตัวละครอยู่แล้วโดยตลอด ถ้ามีโอกาสผมก็อยากเขียนช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เหลือของไอ้ย้งไปเรื่อยๆ แต่คงอีกนานล่ะมั้งกว่าจะมีอารมณ์แนวพูดคุยในวาระสุดท้ายแบบนี้อีก
เรื่องนี้ ถ้าผมไม่แฝงสัญลักษณ์ก็คงไม่ได้ จะให้เป็นบทเรื่องสั้นyy แบบมิตรภาพกุรักเอ็ง ผมก็ไม่ถนัดแบบนั้นเสียแล้ว ผมเปรียบ กริชเป็นคนที่พยายามจะเข้าใจเพื่อนสนิทของตัวเอง เป็นคนอยากรู้อยากเห็น ต้องการรู้จักตัวตนอันแปลกประหลาด พยายามเปิดรับมุมมองใหม่ๆเพื่อจะได้มองเห็นให้ได้เข้าใจ และในระดับหนึ่งกริชมีความรับผิดชอบต่อสังคมค่อนข้างมาก ทำให้ดูเหมือนแตกแยกจากย้งด้วยสังคมอุดมคติอย่างการเรียนดี
แต่ตัวย้งนั้นเป็นคนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองอันหลากหลาย ราวกับว่าเขาผสานสนิทไปกับทุกธรรมชาติที่ได้มองเห็น พูดง่ายๆคือ ความเป็นตัวของตัวเองของเขาคือการได้มองเห็นความแตกต่าง ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุดมคติ แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขในอีกแง่มุมที่คนที่ใฝ่หาอุดมคติไม่เคยได้รับ และได้ลองแหย่ความสุขไปให้เพื่อนที่อยู่สังคมตรงข้ามกับเขาบ้าง เผื่อจะได้เห็นโฉมหน้าความสุขที่เขารู้จัก และบางทีกริชอาจเข้าใจความสุขที่ย้งเป็น ผลก็คือ มันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กริชในระดับมุมมองเลยทีเดียวเ พราะวันรุ่งขึ้นเขาก็ลองทำตามย้งบ้าง
รุ่งเช้าคือการเริ่มต้น การเริ่มต้นที่จะมองมุมใหม่ของคนทั้งสอง คนหนึ่งตื่นเช้า คนหนึ่งตื่นสาย ใช่ผมเขียนให้มันสวยงามมากมาย แต่จะมีใครเข้าใจถึงจุดจบของวัน ที่เรียกกันว่ายามเย็นบ้างไหมครับ กับคำถามง่ายๆอย่างคำว่าสวยไหมของย้ง มันทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า ถามว่าความตายสวยหรือเปล่า จุดจบสวยใช่ไหม และผมก็เลยลองคิดเสียว่า จุดจบแบบนี้น่ะ มันพอหรือเปล่า...มันพอเพียงไหมที่จะมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ
ในตอนท้ายเรื่อง ผมก็แค่ตบประเด็นให้มันเป็นหนึ่งเดียวกัน เรามีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อลืมเลือน บางที่อาจเพื่อจดจำ จดจำการเริ่มต้น จดจำจุดจบ แล้วเรื่องเหล่านั้นมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของความตาย
แล้วผมก็เว้นว่างตอนจบไว้ให้เติมคำตอบ เราอาจรู้ว่าย้งนั่นมาสายอีกครั้ง แต่เราไม่มีทางรู้ว่ากริชมันจะมาสายอีกไหม และผมก็จงใจให้คิดว่า ตัวย้งจะตัดสินใจกระโดดหรือเปล่า....แล้วกริชจะห้ามเขาอีกไหม...
ที่สุดแล้ว กริชก็ยังไม่เข้าใจย้งทั้งหมด แต่เขาก็ยังรู้จักย้ง เขารู้จักแง่มุมความสุขของย้งที่เคยหยิบยื่นให้ แล้วเลือกมาเป็นความสุขของตัวเอง ที่สุดแล้ว....พวกเขาทั้งสองยังยืนอยู่นะชะง่อนผาที่แบ่งแยกระหว่างความเป็นความตาย และยิ้มออกมาได้
ผมว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะจบจังหวะของเรื่องสั้นเรื่องนี้...
ปล.ยังรับความคิดเห็นหนังสั้นต่อไปเน้อ หนังสั้น "15:นาที"
ปล2.ยังมีสัญลักษณ์อีกมากที่ผมปล่อยให้เป็นเรื่องของการตีความส่วนตัว

บางครั้งต่อให้เราเรียนรู้ชีวิตคนอื่นแค่ไหน มันก็เท่านั้น กริชพยายามเข้าใจแต่สุดท้ายก็ยังงงๆ
มึนๆๆ ปรัชญาชะมัด กำลังมองหาไส้อยู่ กร๊ากกกกกกกกก
#1 By นางสาวความสุข on 2009-03-02 16:24