อันที่จริง มันก็แค่เรื่องตกค้างของอารมณ์ ที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำไหลนองอยู่ในหัวใจไม่ยอมแห้งระเหยหายไปเสียที แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก บางทีกลิ่นจางๆของความผูกพันซึ่งเหลือไว้แค่นั้น มันก็ทำให้ผมมีค่าพอในลมหายใจของตัวเอง
                ลมหนาวได้หมดไปแล้ว ในเดือนกุมพาพันธ์นี้ ถูกแทนที่ด้วยความร้อนที่คลอบครองเมืองไทยจนเป็นปกติ อากาศห่อหุ้มผู้คนเดินวนไปมา ร้อนรน เต็มไปความยุ่งเหยิง แต่อากาศเย็นเยียบไม่เคยหายไปไหน มันเพียงหลบซ่อน....อยู่ภายในดวงตา ผมไม่ได้เห็น แค่ผมรู้สึก เพราะว่าผมก็เป็นอีกคนที่ได้ยินเสียงแตกหักของก้อนน้ำแข็งเบาๆดังลึกไปในร่างกายของตัวเอง ผมก็ได้แต่หวังว่าจะรอหน้าหนาวได้โดยไม่เจ็บปวดมากนัก และคงพ้นฤดูหนาวได้อย่างเรียบเฉย
                ไม่ซิ ผมควรจะเขียนว่า  ผมมีความสุขให้กับหน้าหนาว? เมื่อผมคิดว่าเป็นความสุข ความหนาวมันก็ต้องสุข? อืม...มันไม่ได้ง่ายอย่างงั้นน่ะซิ 
                แผลของหัวใจมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แน่นอน มันก็ไม่สามารถที่จะจบลงง่ายๆด้วย

                อดีตทับถมเป็นปัจจุบัน ก่อนจะผ่านเรากลายเป็นอนาคต ...ผมไม่อาจพร่ำเพ้อเป็นคำบรรยาย ถึงความตาย และการกำเนิดภายใต้กรอบนิยามของเวลาได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นมันก็เหมือนรอยซ้ำกันที่แปลกประหลาดในอีกห้วงความหมายหนึ่งของเรื่องสั้นต่างๆที่ผมเขียน ซึ่งผมไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
                เพราะเดิมที มันก็แค่เรื่องบ้าๆที่ผมได้จากการพูดคุยกับตัวเอง

                ไม่ว่าใคร ก็คงมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่ใช้สำหรับพูดคุยกับตัวเอง เอาสาระทีได้รับมาจากปัจจุบัน มาปนเปกับประสบการณ์ในอดีต พูดคุยหัวเราะเคล้าน้ำตาเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งผลปรากฏออกมาว่าเรื่องราวเหล่านั้นมีแต่ตัวเองเข้าใจ และกลายเป็นอื่นโดยไม่รู้ตัว เนื้อหาจึงมักเป็นเรื่องง่ายๆตั้งแต่เราพบเจออะไรบ้างไปจนถึงขัดสีกันของปรัชญาการดำรงอยู่อย่างบ้าคลั่ง จนผมเองก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองเคยอ่านเรื่องราวเหล่านั้น และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
                อา...แต่มันก็เป็นไปแล้ว มันก็เหมือนๆเดิม ผมยังคงเดิน กิน มีชีวิตอยู่เพื่อผูกติดอำนาจ และการเห็นแก่ตัวเอง ทว่า มันก็น่าแปลกที่ผมรู้สึกลึกๆว่า ความสุขของผมสามารถมีมากกว่าความทุกข์ได้ ดั่งที่เคยเขียนไว้ใน ความสุขห้าสิบเอ็ด แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมรับมือกับการสูญเสียได้ไหม ผมยังออกเดินต่อไปบนทางที่ความฝันคือจุดหมาย มีค่าแค่เส้นทาง และปัจจุบันคือที่ๆเรารู้สึก มีค่าคือทุกๆอย่าง... ต่อไป

                ไม่มีใครสนใจว่าข้างในใครเป็นเช่นไร เพราะว่าหน้ากากนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไปเสียแล้ว เมื่อใครซักคนถามว่าเราเป็นอะไรไป ก็เหมือนกับว่าเขาพยายามเข้าใจเรา ทั้งๆที่เราเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย แล้วเราควรตอบเขาให้ตรงคำถามที่เขาคิด หรือตัวเองคิดกันแน่ หรือมันก็แค่เพียงความพยายามปกปิดบาดแผลของผมเอง? และแสร้งทำตัวเป็นปัจเจกชนที่เข้าถึงได้ยาก....
                มันคงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คนแปลกหน้า และคนรู้จักจะเข้าใจก็แค่เพียงหน้ากาก ซึ่งมันก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เราพูดคุยกันได้สนุกปาก แต่ว่ามันก็เหงาเหมือนกัน ทีขาดใครซักคนที่รับฟัง โต้ตอบเราได้ทุกเรื่องโดยเข้าใจทุกๆอย่าง เพราะแม้ผมจะพอใจกับการคุยกับผมเอง ผมก็ยังอยากรับรู้รูปลักษณ์ของบุคคลอื่นต่อตัวผมเช่นกัน
                ทว่า...ในโลกของผม มีคนเข้ามาน้อยมาก น้อยกว่าเพื่อน น้อยกว่าคนรัก....หรืออาจยังไม่มีใครเลยด้วยซ้ำ ควรจะเรียกว่า เคยมี แต่เมื่อมันเปลี่ยนไปมากๆเข้า มันก็น้อยลงเรื่อยๆ
                ณ ขณะที่คิด เขียน กลั่นกรองเป็นถ้อยคำ ผมยืนอยู่บนที่ใดในตัวเอง
                ผมก็ไม่รู้ว่า ผมกำลังเป็นอะไร หรือรู้สึกแบบไหน มันคล้ายกับยืนอยู่บนความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง กว้างขวางไปจนสุดปลายฟ้า ผมลอยคว้างไปตามแรงเหวี่ยงของอารมณ์ ถูกย่ำยีด้วยอะไรซักอย่างที่กำหนดขึ้นจากสังคม จนคิดเสียแล้วว่า อิสรภาพก็แค่กรงขังที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง หากถึงเป็นเช่นนั้นผมก็ยังอยู่ได้โดยมีรอยยิ้ม
                ดังนั้น ผมควรมีความสุขกับหน้าร้อนที่เริงระบำอยู่ข้างๆกายนี้ดีไหม? เมื่อผมคิดว่าเป็นความสุข ฤดูร้อนก็ต้องสุขด้วย? ผมไม่รู้หรอก ปัจจุบันกำลังเล่นละครไปตามกรอบของเวลา ทว่าความรู้สึกของผมกลับเป็นอะไรซักอย่างที่ๆอยู่ๆก็ตกวูบไหลรินไปกับก้อนน้ำแข็งตรงกลางอก ที่เต้นให้ผมมีชีวิตอยู่ สูบไออุ่นให้ผมมีลมหายใจ แม้ผมกำลังสับสนก็ตาม ราวกับร่างกายที่เต้นไปตามจิตใจอย่างตรงไปตรงมา มันเลยกลับไปหาสิ่งที่มนุษย์มักจะไร้เดียงสาอย่างคำว่า รัก
                ผมกำลังรัก? ไม่ใช่หรอก...ไม่มีทางเป็นไปได้
                ผมไม่อาจพูดได้ว่า ผมรักใครมาเป็นเวลาสิบปี ช่วงชีวิตแบบนั้น มันย่อมมีไขว้แขวเป็นธรรมดา ทว่าไมว่าจะเกิดอะไรขึ้น อะไรซักอย่างทำให้ผมนึกถึง รักครั้งเก่าเสมอ ใช่มันผ่านขั้นทุรนทุรายป้ายน้ำตาไปทุกแห่งหน ผ่านขั้นรอยร้าวที่ฉีกแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าไป มันผ่านไปเนิ่นนานแล้ว เหลือไว้แต่รอยบาดแผลเป็น...เป็นเสมือนรอยจางๆที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกเท่านั้น และเมื่อสัมผัสรอยลางเลือนก็พบว่ามันลึกเสียยิ่งกว่าก้นเหวของอะไรทั้งสิ้น มันดูดผมเข้าไป เผชิญความรู้สึกเก่าๆ ความหวั่นไหวง่ายๆ ความสุขลึกๆ รอยร่ำไห้ซ้ำๆ ความเจ็บปวดเดิมๆ ซึ่งปะทุขึ้นมาทุกครั้งที่ผมสัมผัส....น่าแปลกที่ทำให้ผมยิ้มได้
                มันเป็นเรื่องที่กระด้างกระเดื่องจะพูดว่า ผมรักเธออยู่หรือไม่
                เพราะมันมีบางสิ่งที่แปลเปลี่ยนเป็นคุณค่าเหนือกาลเวลา เปรียบได้ดั่งความร้อนของถ่านที่มอดลงไปติดตรึงไปในร่างกายอย่างไม่รู้ลืม เป็นเพียงความปราถนาที่ไม่ต้องการการตอบกลับ เหมือนความรู้สึกหวังดี ห่วงใย และความอ่อนโยนที่ไม่อาจมีพลังได้เทียมเท่าความรัก คุณปราย พันแสง เคยบอกสิ่งรวมของคำๆนี้ไว้ว่าคือความ นึกถึง  
                ดังนั้นผมนึกถึงแล้วผมจึงยิ้มได้...
                แต่มันก็ไม่ทั้งหมดเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงอดีต ก็ย่อมมีสุขทุกข์ ปนกันไป หากว่า ผมกลับหลงใหลรอยปื้นดำของอดีต วันเวลาที่เราหล่นจมไปในหุบเหวแห่งน้ำตา เรื่องราวที่ความรู้สึกของเราได้ทำร้ายตัวเราเอง เหมือนกับบทกวีเฝื่อนขมที่ขับกล่อมให้ผมหลับใหล และมีลมหายใจต่อไปในวันพรุ้งนี้ 
               
ผมจะไม่พูดว่าผมมีความสุขกับคราบน้ำตา เพราะมันไม่ใช่แบบนั้นโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจคืนกลับมาได้ เหมือนความตายที่พัดพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป ไม่เหลืออนาคตให้ผูกพัน  ผมก็คงไม่อาจสามารถเก็บความขื่นขมของมันไว้ในคราบน้ำตาลขมๆได้อีกต่อไป เพราะมันเกินกว่าที่ความสุขจะมีอำนาจเหนือความเจ็บปวด 
                แต่สำหรับรักนั้น ผมยังยิ้มได้ ไม่ใช่เพื่อหลอกตนเอง ไม่ใช่เพื่อรักษาอะไรซักอย่างให้คงอยู่ เพราะอย่างน้อยสำหรับความรัก แม้จะสะบั้นความหลงใหลด้วยกาลเวลา สูญสลายความสัมพันธ์ด้วยการไปไม่ถึงจุดหมาย ก็ยังหลงเหลือรอยกรีดสีจางให้เราผูกพัน แม้จะจาง เจื่อน เลือนหาย และไม่อาจเรียกว่ารักได้อีกต่อไป คงเหมือนกับเพลง ความทรงจำสีจาง และstay กระมังที่ว่า ก็ไม่ได้ขอให้เธอกลับมา แต่ก็ไม่ได้ผลักไสออกไป จะยังคงมีใครซักคนอยู่ตรงนั้น เป็นต้นไม้ที่ไม่มีกิ่งก้านใบ แต่หยั่งรากลึกลงในดิน หยั่งลึกลงในใจ มันมีความหมายที่มากมายตลอดมา

                ....แผลของหัวใจ ยิ่งผูกพันเท่าไรยิ่งชินชายากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อจิตใจของเรายอมให้หลงลืม เวลาก็จะเป็นคนช่วยเราเอง...

                และรูปลักษณ์ของนิยามก็คงเปลี่ยนไปตามความเติบโตของเรา ณ ตรงที่เคยมี รัก มันได้แปรเปลี่ยนเป็นอื่น กลายเป็นพื้นที่ทางผมยังยืนยิ้มอยู่แม้จะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม...
                ผมเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ารักคืออะไร และต่อจากนี้ไปมันก็จะดำรงค่าของมันอยู่แค่นั้น ผมไม่เชื่อรักแท้ กลับกลายเป็นว่าผมล้มเลิกการตาหา กระทั่งการเฝ้ารอ เหลือเพียงแต่รอยอดีตที่ทับซ้อนให้จดจำ ดำเนินไปอย่างเข้มแข็งด้วยคิดเสียว่า เราคงดำรงอยู่ในสังคมได้โดยปราศจากเหล้าแก้วนั้นได้ ยังมีน้ำเปล่าแก้วอื่นที่ไม่ใช่เหล้า...
                แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธตัวตนของมัน หากมีอีกซักครั้ง ที่หัวใจตกหลุมของเหล้าที่ถูกขุดขึ้น ผมจะยอมจมไปกับมันโดยดี....แต่มันจะมีคุณค่าพอไหม และมีคุณค่าสำหรับอะไร ผมก็คงไม่ตอบคำถามนั้นได้อยู่ดี...เพราะมันก็เหตุผลเล็กๆอย่างความสุขแค่นั้นแหละ

               

               

                ผมนั่งอยู่หน้าคอม พิมพ์เรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย ผมไม่อาจเขียนเรื่องสั้นที่มีอยู่ในหัวได้เลย เหมือนภารกิจการเรียนอันหนักอึ้งได้กดทับจิตนาการไปเสียหมด แต่ความรู้สึกเพ้อรำพันย่อมไม่อาจหยุดได้ง่ายนัก
                ความรู้สึกนั้นลึกลับ มันซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด ยิ่งเป็นเรื่องที่ไตร่ตรองและหลากหลายอารมณ์ในคราเดียว ก็ยิ่งลวงล่อให้ผู้อ่านตกหล่นไปตามความหมายได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราไม่รู้จะพูดว่ามันคืออะไรจริงๆ เสมือนนามธรรมที่รอให้ผู้คนสร้างความหมายขึ้นมาเอง ใช่...อย่างที่ผมเขียน ผมยังคงลอยอยู่ ณ ที่ใดซักแห่งที่เต็มไปด้วยความสุข แม้จะมืดหม่นสีดำจนมองไม่เห็น
                ฤดูร้อนนี้ กับฤดูหนาวที่แล้ว ผมกำลังคิดกับตัวเอง จริงๆแล้ว....ผมกำลังมีรู้สึกกับมันยังไง เพราะว่าเป็นฤดูแรกที่ผมไม่ได้คลุกคลีกับจอกเหล้าเลย ไม่ซิ  เป็นฤดูแรกที่ไม่ได้เชื่อถือมันอีกเลยต่างหาก จวบจนบัดนี้ ความทรนงตนในการดำเนินชีวิต เพื่อปัจจุบัน และการอยู่ได้โดยไม่มีความรัก ได้ก่อความรู้สึกแปลกประหลาดดังกล่าว และคาดว่ามันคงอยู่กับผมไปอีกนาน แต่อย่าห่วงเลยหน้ากาก
                ความเหงา ความสับสน ความสุขที่ปนเปกันอยู่ในฤดูกาลแบบนั้น มันผสานกันไปมาโดยที่ผมไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร และไม่รู้ว่าควรจะจัดการมันไหม ไอ้ร่องรอยความตกค้างของอารมณ์แบบนี้ มันชวนให้สับสนเสมอ

 

 

 

               

 

 

 

 

 

 

                หรือที่แท้แล้ว...มันอาจเป็นเรื่องง่ายๆแค่ว่า

 

 

 

 

 

 

                 ผมไม่รู้จะจัดการกับ พื้นที่ว่างในหัวใจยังไงดี

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบรอบสำรวจตัวเอง

ริตติกาลสีขาว 17/2/2552....วันที่อารมณ์ผวนผัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีบางอย่างในบทความนี้ ตอบตัวเองได้นะ ผมรู้สึกอย่างนั้นbig smile

#1 By redtear on 2009-02-17 21:31

ความไร้สาระและว่างเปล่าคือช่องว่างของความสัมพันธ์ของคนแต่ละคน เราต้องเรียนรู้มันbig smile

พี่สังเกตุมานานแล้วว่าแต่นพตัวจริงกับงานเขียนนี่.. คนละแนวเลย 555+confused smile
งานเขียนลึกลับ หลอนๆ ชวนงมหา แต่หน้าตานี่..



แกไปเป็นนายแบบดีมั้ย ฮ่าๆๆๆ confused smile
ความรู้สึก..

บางที..

ก็ไม่ต้องการความเข้าใจ...

Why so serious ?..

question
อ่านแล้วเดาอารมณ์ไม่ถูก..
ล่องลอย โหยหา หรือ ยิ้มเยาะ...

หรือบางที จขบเองก็อาจไม่เข้าใจตัวเอง...

#5 By นาย ช บ า on 2009-02-17 23:13

หาแฟน confused smile

#6 By Bluemoon on 2009-02-17 23:19

อาจเป็นเพราะฉันหายไปนาน...หรือบล็อกของคุณเปลี่ยนไป ฉันจึงแปลกใจนิดๆเมื่อเห็นคอมเมนท์ของคุณในบล็อกของฉัน และกดมันเข้ามาที่นี่...

...แผลของหัวใจ...รักษาได้ด้วยเวลา...
แต่จะรักษาได้ผลดีมาก ถ้าใช้หัวใจอีกดวงด้วย
คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม...
"ในเมื่อเป็นแผลของหัวใจ...ยาที่จะรักษาได้ ก็คือความอ่อนโยนของหัวใจ"
...ไม่คิดจะรักษาด้วยวิธีนี้บ้างเหรอ ^^

...ดีจังเลยนะbig smile อารมณ์ของคุณ เมื่อมันตกค้าง จะกลั่นเป็นหยดน้ำ
...แต่ของฉัน ถ้ามันตกค้างเมื่อไหร่ ลุกพรึบเป็นไฟเลยละ sad smile

คุณเชื่อฉันไหมว่า...รัก...อยู่ตรงหน้าจอคอมฯของคุณนี่แหละ
เลื่อนเมาส์ขึ้นไปอีกนิด...ทุกตัวอักษรของคุณ ฉันเชื่อว่าคุณถ่ายทอดมันออกมาด้วยความรักที่จะทำ เห็นไหมละ รักล่องลอยอยู่เต็มหน้าจอเลย double wink
(มันเป็นความเชื่อของฉันคนเดียวนะsad smile)

ปล. ถ้าหน้ากากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน ...งั้นทำหน้ากากแบบใสๆไว้สวมกันดีกว่า surprised smile