เหตุผล-ความดี มีหรือไม่?
posted on 15 Feb 2009 19:14 by crozzaxmoon in my-Hill
ทำไมเราต้องนิยาม ความดี? ทำดีแล้วได้ดี จริงหรือ?
มันเป็นคำถามสั้นๆง่ายๆจากเพื่อนของผม ที่ดูมีสาระที่สุดแล้วเท่าที่เคยคุยกับมันมา ผมลองย้อนกลับไปในความทรงจำ ตอนที่ยังอยู่มัธยมปลาย หลายครั้งที่ผมพยายามหาคำตอบให้การกระทำอันเป็นปริศนา และหนึ่งในคำถามอันฉงนฉงายที่สุดในเวลานั้นคือ ความดีคืออะไร แต่ดังที่กล่าวมา เมื่อผมรู้จุดยืนทาง จิตนิยม(Idealism)ของตัวเองที่เป็น อัตถิภาวะนิยม ทำให้ผมกลายเป็นพวกที่นิยามทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองซึ่งก็คือปฏิเสธความจริงที่เราไม่เชื่อ หรือ การดำรงอยู่เกิดขึ้นจากการคิดในการดำรงอยู่(to think in Existence) ด้วยทางเลือกเฉพาะตน(personal choices) แล้วก็ปล่อยให้คำนิยามนั้นมีบทบาททางพฤติกรรมของผมไปเรื่อยๆ แต่ว่าสำหรับการเขียนครั้งนี้ผมคงไม่นิยามความดี แต่ผมอยากตอบโจทย์ว่า ทำไมเราต้องนิยามความดี...
ข้ามเรื่องยากๆที่เกริ่นมาเถอะครับ ตั้งแต่บรรทัดนี้ไปผมจะพยายามเขียนให้ง่ายๆเข้าไว้ (ที่ต้องเขียนเรื่องแบบนั้นไว้ตอนแรกก็เพราะ ว่าเป็นการประกาศจุดยืนทางความคิดของตน สำหรับคนที่พึ่งอ่านครั้งแรกน่ะครับ แล้วก็เพื่อชี้แจงความเป็นพลังงานปัจเจกอันมหาศาลของผมเอง)
กลับมาเข้าเรื่อง ...ทำไมเราต้องนิยามความดี? ผมควรจะเริ่มตรงไหนดี...?
ความดีถูกผูกมัดไว้จาก อรรถกถาธิบาย(Mata narrative) ของสังคม ซึ่งถ้าอธิบายคำๆนี้ก็คงไกลอีกโขหนึ่ง เอาเป็นว่าเป็นคำที่พบบ่อยใน Postmodern น่ะครับถ้าให้พูดเทียบเคียงก็คงคล้ายกับ บรรทัดฐานของสังคม แต่มันมีพลังกว่านั้นมาก มากพอที่จะมีอิทธิพลต่อทุกพฤติกรรมในสังคมนั้นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทย มีอรรถกถาธิบายเป็นของตัวเอง ซึ่งมีส่วนประกอบใหญ่คือศาสนาพุทธ
ความดีถูกกำหนดด้วยศาสนา...สำหรับผม ตอนแรกก็คิดเช่นนั้น
แต่ไปๆมา ผมได้มีโอกาสอ่านงาน อาร์มาเกดอน (ชัชรินทร์ ไซยวัฒน์) เลยได้ลองเปิดใจเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนของศาสนา ไต่ไปตามรูปที่ถูกตีขึ้นใหม่ภายใต้ความเชื่อแบบวิทยศาสตร์และทางจิตวิทยาเกี่ยวอำนาจ (อาณาธิปไตย) ซึ่งถูกอธิบายอย่างแยบคาย และหากใครไม่ได้เตรียมเปิดใจไว้ อาจเกิดความโมโหได้เพราะ ผู้เขียนได้ ใส่สิ่งที่ทำให้ศาสนาเกิดมา จุดประสงค์ไว้ในรูปแบบการปกครอง (ศาสนาของรัฐ) ได้อย่างเด็ดขาด
ไม่ว่าศาสนาใดที่เกิดมา เมื่อขาดศาสดาแล้ว ก็ล้วนออกนอกทางไปเสียหมด นับวันแก่นกลางดีๆก็ยิ่งหายไป ผมอ่านแล้วคิดอย่างงั้นจริงๆนะครับ เพราะว่าถ้าดูจากปัจจุบันนี้ ส่วนดำรงอยู่ค่อยถูกกะเทาะไปทีล่ะน้อยๆ ทีล่ะน้อย ความดีก็เริ่มจางหายไป ผสมปนเปเป็นอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้จัก แต่เราก็ยังนับถือโดยไม่สนใจความสงสัย เพราะเราต่างทิ้งคำถามที่ทำให้เราทุกข์ใจจนหมด
บางคนเคยให้คำตอบผมว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจเลยไอ้นิยามความดี หรือความดีคืออะไร ...แค่เราให้ แค่เราปรารถนา แค่หวังดี ทำบุญ ตักบาตร กตัญญู ก็พอแล้ว ผมอยากจะแย้งเสียจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นล้วนแต่เป็น รูปลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้นจากนิยามความดีของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพียงแต่เมื่อไม่รู้จัก และไม่อาจอธิบายนามธรรมแบบนี้ได้อย่างไร ก็พาลเขวี้ยงปรัชญานั้นเสีย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยากเกินกว่าตัวเอง เหมือนกับว่า เรารู้ว่า 4+5 = 9 (รูปลักษณ์ใหม่)โดยไม่รู้จัก 1+1=2 (นิยาม) แล้วพอพยายามคิดว่า 4+5 เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็ไม่ได้ค้นไปถึง 1+1 แต่ดันไปติดว่า 4+5 คืออะไรแทน
ตั้งแต่เด็ก เราถูกสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งนับจากจุดนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิยามด้านพฤติกรรมของเราครับ ถามว่าเป็นยังไง ก็เหมือนกับว่า พ่อแม่สอนเราการไหว้กับผู้ใหญ่นั้นเป็นสิ่งดี การช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นสิ่งดีงาม แล้วก็เริ่มยัดเยียด การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไว้ในหัวสมองเรา เมื่อเราทำไม่ดีก็โดนบทลงโทษ เมื่อทำดีก็ได้รางวัล(อย่างกับฝึกสุนัขแน่ะ) แต่ต่อให้คำสอนนั้นดียังไง ความเป็นนักสงสัยก็ยังจะทำให้เราตั้งคำถามว่า เรื่องพวกนี้ทำแล้วได้ดีจริงๆหรือ แล้วพอเราถามพ่อแม่ ก็อาจได้คำตอบมาว่า เขาสอนมาแบบนั้น(ซึ่งไม่เคยช่วยอะไรได้เลย) ซึ่งเมื่อเราโตขึ้นคำถามแบบนี้ก็มักกองสุมกัน กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่เราต้องไม่สนใจไปโดยปริยาย เพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะทุกข์กับคำถามที่ไร้คำตอบ เหมือนกับเพื่อนผมนั่นเอง ซึ่งคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีนนิยามของความดี ทั้งๆที่ความรู้สึกที่เกิดจากความสับสนในความดีความชั่วก็ครุกกรุ่นอยู่ข้างใน
ถ้าลองยกตัวอย่างสับสนกับทำความดีที่ทำให้เห็นแกตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เช่น การโกหกด้วยความหวังดี เช่น ทวดเอมีอายุมากแล้ว หลานบีไม่รู้จะบอกยังไงว่าแม่ซีตายไปแล้ว เพราะกลัวว่าท่านจะเสียใจและกระทบกับโรคหัวใจของท่าน....ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นข้อถกเถียงที่แทบจะตัดสินกันด้วยความเห็นของแต่ล่ะบุคคลมากกว่า ตกลงแล้วการโกหกแบบนั้นถือว่าเป็นการกระทำบาปหรือไม่ หรือที่แท้แล้วเป็นสิ่งดีๆที่ทำเพราะอยากให้เขารู้สึกดี
...หรือลองยกอีกตัวอย่าง เช่น ขอทานและการค้ามนุษย์ เราให้เงินก็เท่ากับการส่งเสริมการค้าแบบนี้ หรือในอีกแง่หนึ่งเราอาจคิดว่า ให้แล้วเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจริง... ... คำตอบคือไม่มีใครรู้ ผลของการกระทำหรอกครับ ในความชั่วอาจแฝงไว้ด้วยความดี บางความดีอาจแฝงไว้ด้วยความชั่ว เราแค่รับรู้เพียงบางด้านแล้วเรียกมันเท่านั้นเอง
และเป็นความจริงเสมอว่า เมื่อเราเห็นความดีที่ไม่ได้ดี หรือความชั่วที่ได้ดี ก็จะเกิดกิเลสขึ้นในตนเอง ประจวบกับคำถามที่ไม่เคยได้รอบตอบจริงๆจัง มันก็ทำให้เราออกนอกลู่นอกทางในที่สุด ซึ่งก็ส่งผลมาจาก ความไม่เข้าใจของนิยาม และความต้องการกระทำที่เท่าเทียม(ระบบการตอบแทน) ประมาณว่า แกทำผิดได้ ผมก็ทำได้ แกฝ่าไฟแดงได้ ผมก็ฝ่าได้(ซึ่ง ณ จุดนี้เรายังไม่ได้พูดถึง ความต้องการส่วนบุคคลที่สร้างความแปลกแยกจากสังคมอีก)
พระพุทธศาสนสุภาษิต เคยบอกไว้ว่า หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น สำหรับผมแล้วมันไม่ได้ความว่าทำดีย่อมได้ดี แต่การกระทำใดๆย่อมมีผลกระทบเสมอ เมล็ดทุเรียนย่อมให้ผลเป็นทุเรียน แต่ทุเรียนนั้นเป็นสิ่ง ดีหรือไม่ ผลสวยงามพอใจเราไหม เราไม่มีทางรู้ สิ่งที่เรารู้ก็แค่เพียง ทุเรียนตนนั้นเกิดจากเมล็ดของเรา ซึ่งสำหรับผมแล้ว แนวคิดแบบนี้ทำให้ การทำความดี การทำความชั่ว คือพฤติกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น แล้วเราเป็นคนเรียกความดีความชั่วให้กับพฤติกรรมเอง
ไม่ว่าใครเมื่อรู้ว่าเราโกหก ย่อมโกรธเป็นธรรมดา ไม่ว่าเหตุผลของการโกหกจะดีเท่าไรก็ตาม
แต่ว่า...การกล่าวกฎแห่งกรรม ด้วยความดีแบบนั้นเพื่ออะไร? ก็เพื่อเป็นกุศโลบายให้คนทำดีเข้าไว้น่ะซิครับ โดยใช้รางวัลเป็นเหยื่อล่อ เช่นเดียวกับการฝึกสอนเด็กๆ หรือสุนัขยังไงหยั่งงั้น แล้วถ้าลองคิดเล่นๆว่าแนวคิดแบบนี้เกิดมาทำไม? ก็คงเพื่อสร้างสรรค์อุดมคติขึ้นมา หรือไม่ก็เพื่อให้คนทำดีมากที่สุดเท่าที่ทำได้
ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าตอนแรกเราไม่มีค่านิยมทางสังคมเกี่ยวกับการกตัญญูเลย เกิดมีคนไม่ชอบใจว่าทำไมลูกของตัวเองที่ถือว่าเป็นลงทุน(ยกตัวอย่างนะครับ) ทำไมไม่เห็นได้กำไรหรือดีอย่างไรเลย เอาแบบนี้ดีกว่า สอนให้มันกลับมาตอบแทนเรา แล้วบอกว่าเป็นความดีซะ ซึ่งถ้าสำเร็จผล คนลูกก็อาจสอนหลานต่อว่า การตอบแทนเป็นสิ่งดี การกตัญญูเป็นสิ่งดี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็เกิดความเชื่อใหม่ขึ้น...เกี่ยวกับการตอบแทน...
ซึ่งเมื่อเป็นกุศโลบาย ก็ย่อมเหมือนมัดมือชก นั่นแหละครับ เมื่อคนลืมสิ่งเก่าๆ ไป สิ่งใหม่ๆก็มาแทน และกลายเป็นว่า เราไม่รู้อะไรเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรารู้แต่เพียงว่า ความกตัญญูเป็นบุญกุศลอันสูงส่ง หรือ การทำดีย่อมได้รับผลตอบแทน(ผมค่อนข้างจะไม่ชอบระบบตอบแทนเท่าไรเลย...แต่มันก้ขึ้นอยู่กับบุคคลน่ะครับ ผมคิดว่าความรับผิดชอบที่มีในสังคม ก็คงเพียงพอแล้วที่ทำให้เรารู้จักการตอบแทนในมุมดีๆ แม้ว่าผมจะยกตัวอย่างความกตัญญู แต่นั่นเป็นแค่เรื่องยกตัวอย่าง สำหรับผมที่ฝังตัวในสังคมนี้ ผมก็รักพ่อแม่เหมือนกับทุกๆคน ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ความอยากตอบแทนไม่ว่าจะปลูกฝังหรือไม่ เราต่างหากที่เป็นคนตัดสิน แต่อิทธิพลการตัดสินใจนั้นก็มาจากแหล่งเดียวกัน)
เมื่อผู้อ่านอ่านมาจนถึงจุดนี้ก็อาจตั้งคำถามใหม่ว่า ในเมื่อมันเป็นพฤติกรรมธรรมดา แล้วทำไมเราต้องนิยามมันให้ยุ่งยากขึ้นมา อีก รูปลักษณ์เก่าๆมันไม่ดี แล้วเราควรจะนิยามมันยังไงเหรอ? ทำไมจะเชื่อถือรูปลักษณ์เก่าๆไม่ได้ล่ะ...
ลองยก ตัวอย่าง ความเชื่ออันพิกลพิการที่มีอยู่จริงบนโลกนะครับ เช่น ชนเผ่ามายัน ที่บูชายัญมนุษย์เพื่อบวงสวงเทพเจ้า ด้วยวิธีการต่างๆนาๆ ซึ่งดังที่สุดก็คงไม่พ้นการควักหัวใจนั่นเอง สำหรับฝรั่งที่เข้าไปพบก็คงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าป่าเถื่อน แต่สำหรับคนในสังคม กลับไม่ใช่ พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่าการทำความดี และเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนความดีกลับคืนมา(แนวคิดเดียวกับการทำดีได้ดีเลย)
ยกอีกตัวอย่าง เอาเป็นนิทานตอนสมัยเด็กของผมดีกว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่ง ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ได้ทำบุญทำทานมาตลอด พบเด็กหิวก็พาเด็กไปเลี้ยงข้าว พบพระสงฆ์ก็หาทางถวายปัจจัย4 จนสุดท้ายไปพบจระเข้ติดกำดักนายพราน ก็เข้าไปช่วย แต่สุดท้ายจระเข้กลับกินชายคนนั้นเสีย เรื่องนั้นสอนให้รู้ทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาป หากมองจากบริบทของเรา จระเข้คือบุคคลที่ไม่ได้รับการสั่งสอน หรืออีกนัยหนึ่งคือตัวแปรอิสระที่ไมได้ถูกควบคุมโดยศาสนาหรือนิยามดีชั่ว แต่เป็นสัชาตญาณล้วนๆที่ขับเคลื่อนความนึกคิด เปรียบได้กับเด็กไร้เดียงสา หากทว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ เพราะเราต่างก็มีกฎหมาย และนั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เด็กที่แม้ไม่มีคนสั่งสอน เรียนรู้ว่าสิ่งไหนดีไม่ดีในสังคม
ดังนั้นการให้คำนิยามความดีที่ถูกต้องแก่ตัวเอง แก่ผู้อื่น ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของสังคมดีๆ เพราะไม่งั้นเราจะเป็นฝรั่งที่เข้าไปเมืองมายัน แล้วหากทำผิดก็คงถูกจับบูชายัญโดยที่เราไม่รู้ว่าเราทำผิดอะไร จะพูดให้ถูกก็คือ ความดีอันเหมาะสมนั้นมันประกอบจากหลายๆอย่าง โดยเฉพาะตัวอรรถกถาธิบาย(Mata narrative)ของสังคมนั้นๆ หากเรามีการกระทำที่ผิดกฎ ก็ย่อมถูกมองเป็นคนชั่ว ซึ่งมันก็ปลูกฝังกันมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดหลายศตวรรษด้วยซ้ำ
ที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะหาพบนิยามนั้นหรือไม่ เราก็มีรูปลักษณ์ของความดีที่พัฒนามาตั้งแต่สมัยโบราณให้เรายึดถือ แม้จะตามมาด้วยการเขวี้ยงนิยามสับสนๆของเราทิ้ง และมันอาจไม่ถูกต้องนัก แต่เมื่อสังคมยอมรับและยกย่อง มันอาจเพียงพอแล้วก็ได้ที่เราจะทำตามค่านิยมนั้นๆ ผมไม่ได้บอกว่ารูปลักษณ์เก่าๆนั้นไม่ดี แต่ผมกำลังบอกว่าการพิจารณาให้การกระทำความดีนั้นไม่มีนิยามนั้นผิด เพราะเราต่างก็ถูกกำชับเรื่องราวของความดีเอาไว้ตั้งแต่เด็ก ...แล้วแบบนี้เราควรจะบอกไหมครับว่า เราไม่มีนิยามของความดี เราแค่ไม่รู้จักมันทั้งหมด ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้มีรูปลักษณ์ให้มัน
คำถามทิ้งท้ายครับ คุณคิดว่าการทำความดีโดยหวังว่าความดีจะกลับมาตอบแทน....สามารถเป็นความดีได้ไหมครับ ในเมื่อมีความคาดหวังในการตอบแทน (ซึ่งอาจลงเอยว่า เราผิดหวัง แล้วเราก็โทษว่าความยุติธรรมไม่มีในโลก)
สุดท้ายอยากจะเขียนไว้ว่า การทำความดีที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน สำหรับผมแล้วเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้วครับ เพราะมันไม่ได้ตอบแทนเป็นรูปธรรม แต่สามารถมันตอบแทนเราตั้งแต่เราคิดจะทำมันทางใจแล้วครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคับ
(ว่างๆจะเขียนเป็นเรื่องสั้นดีกว่านะเนี่ย)
ข้อมูลเพิ่มเติม
ชนเผ่ามายัน http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday08&content=59556
อัตถิภาวะนิยม[Existentialism]
นิทาน http://www.human.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak1-48.htm (อยู่ล่างสุดน่ะครับ)
ปล.รู้สึกจะพูดมากกว่าตอบคำถามแหะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++
รัตติกาลสีขาว 12/2/2552
ลองเขียนเรื่องแบบนี้ดูครับ สงสัยจะไม่ใช่แนวตัวเอง....เอาเป็นว่าให้ความเห็นมาเยอะๆนะครับผมจะนำไปปรับปรุง
เนื่องจากเขียนครั้งแรก หากข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
โดยความคิดเห็นส่วนตัวนั้น ผมว่าเราผูกติดกับการตอบแทนมากๆเลยล่ะครับ ทั้งการทำงาน การรับเงินเดือน การเรียน ความดัง การยอมรับ มากมายจนกล่าวไม่หมด แม้กระทั่งความดีก็ตาม (หนึ่งในแนวคิดอุดมคติของคนเรา คือความเสียสละ การให้โดยหวังดีจริงๆไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอุดมคติของระบอบคอมมิวนิสต์)
ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เราต้องผิดหวังโดยตลอด และเราไม่มีวันหนีพ้นเพราะเราอยู่ในสังคมแบบทุนนิยม และสสารนิยมเรียบร้อยแล้ว...ว่าจะไม่พูดเรื่องชวนสับสนแล้วนะเนี่ย ครั้งหน้าจะเขียนเรื่องสั้นดีกว่า รอติดตามชมนะคร้าบ
Crozzax 12/2/2552
คนเรามักทักจะคาดหวังจากคนอื่น เวลาทำอะไรก็อยากได้ปฏิกิริยาตอบกลับ นี่คือขั้นหนึ่งของมนุษย์ที่ต้องการมีความสัมพันธ์
บางคนต้องการมีความสัมพันธ์ แต่บางคนไม่อยากจะมี
กลับมาคำถาม ความดีมีจริงหรือเปล่า?
ถามกลับว่า เวลาทำอะไร เราคาดหวังจากคนอื่นหรือเปล่า?
งงป่าวหว่า? แหะๆ
#1 By นางสาวความสุข on 2009-02-15 19:34