กรอกลับ 15 นาที

posted on 01 Feb 2009 18:41 by crozzaxmoon  in Moon-Hill
 

กรอเทปกลับไป -15 นาทีที่แล้ว เวลาบนเครื่องนับเพิ่มขึ้นตามเข็มวินาที วิดีโอตัดภาพไปยังผู้ถูกสัมภาษณ์

 

                "คุณเป็นศิลปินหรือเปล่า คุณสัน"
                "ผมไม่ทราบหรอกครับว่าศิลปะคืออะไร แต่ผมแค่ทำผลงานที่ผมคิดว่า ผมมีความสุขกับมันและทำให้มันดีที่สุดแค่นั้นแหละครับ"
                "ความฝันของคุณก็คือ...การได้สร้างผลงานที่ตัวเองรัก"
                "อาครับ แค่มีพื้นที่ที่เราสามารถแสดงออกมันออกมาได้ และได้รับการยอมรับจากคนอื่น มีพื้นที่ๆคนเหล่านั้นได้เสพสันสิ่งเดียวกัน แค่นั้นแหละครับ"
                "แบบนี้คุณก็ไม่มีกลุ่มเป้าหมายน่ะซิครับ...เหมือนที่ใครเขาบอกว่าคุณ มีความเป็นศิลปินสูง ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แม้กระทั่งตลาดใหญ่ ...และก็โชคดีที่เพลงของคุณนั้นได้รับการตอบรับ...จึงมีคุณในวันนี้
                "อันที่จริง ความเป็นศิลปินไม่ได้จำเป็นต้องแตกต่างหรอกครับ มันอยู่ที่การยอมรับ...."
                "แบบนี้ผลงานในอดีตของปิกัซโซ่ซึ่งพึ่งได้รับการยอมรับหลังจากการเสียชีวิตก็ไม่ใช่ศิลปะในตอนที่มีชีวิตอยู่ซินะครับ"
                "ไม่ใช่ครับ ถ้าคุณพูดถึงคำว่าศิลปินเป็นความแตกต่างที่ไม่ยอมทำตามกระแส ผมก็จะตอบแบบนั้น แต่ถ้าคุณพูดคำว่าศิลปะในแนวอื่นๆ เช่น ปิกัสโซ่ ผมก็คงตอบไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่ศิลปินในความหมายของคุณในอีกแบบหนึ่ง"
                "ผมงงนะครับเนี่ย คุณสัน"
                "คุณนิยามศิลปิน และศิลปะให้ผมฟังก่อน เอาให้มันชัดเจน ไม่งั้นคำว่าศิลปะของคุณจะดูคลุมเครือมากเหลือเกิน แล้วผมจะตอบตามนิยามของคุณ เพราะผมเองไม่มีสิทธ์จะชี้นำคุณให้ตกไปในความเป็นนิยามศิลปะของผม"
                "งั้นนิยามศิลปะของคุณคือ...."
                "ความหมาย อารมณ์ ภาพลวงตา ก่อให้เกิดความเชื่อว่ามันมีอยู่จริง สำหรับผมสามอย่างครับ อืม เน้นหนักไปทางอารมณ์ร่วมมากที่สุดครับ" 
                "อา...แล้วผลงานคุณเป็นศิลปะหรือเปล่า"
                "คุณรู้ไหมว่า ความหมายของศิลปะน่ะถูกถกเถียงมาในแต่ล่ะเวลาต่างกัน ถ้าคุณติดตามข่าวสาร จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กระดาษขาวโดนป้ายสีขาว แล้วศิลปินก็ออกมาบอกว่ามันเป็นศิลปะได้เลย แถมมีคนซิ้อไปราวสามแสนอีกต่างหาก สร้างข้อถกเถียงให้กับวงการศิลปะอย่างมหาศาล และในแง่ของปรัชญายังมีการพยายามที่จะ หาความหมายของสุททรียศาสตร์ด้วยอีกต่างหาก"
                "คุณ สันผมไม่เข้าใจอีกแล้ว"
                "เอาเป็นว่า ผลงานของผมอาจเป็นศิลปะในอีกกลุ่มหนึ่ง จะว่างั้นก็ได้ ถ้าในแง่ของ ลีโอ โทสตอย ผลงานอาจเป็นศิลปะ แต่ในความหมายของ อริสโตเติ้ล ผลงานของผมอาจเป็นของดาษๆ ที่ไม่มีคุณค่าเสียด้วยซ้ำ เพราะอะไรนะเหรอ ผลงานศิลปะของโทสตอย คืออารมณ์ แต่ในความหมายของอริสโตเติ้ล คือความสวยงามจรรโลงใจ ซึ่งถ้าค้นให้ลึกไปอีก ความสวยงามเคลือบไปด้วยความดีอีกขั้นหนึ่งนั้นเอง น่าขำนะครับ ในยุคต่อมาก็มีการพยายามนิยามความสวยงามและแยกความดีออกจากกัน"
                "...."
                "ผมเองก็ไม่ได้ศึกษาอะไรลึกลงไปหรอกครับ ผมเป็นคนธรรมดาที่ชอบดูผลงาน และแนวคิดของคนอื่น ดังนั้นผมไม่ได้เลือกฝั่งใดเป็นพิเศษหรอกครับ ...อาจเป็นคำนิยามของผมเองก็ได้ที่ผมยึดถืออยู่...ดังนั้นผมอยากจะบอกว่าผมไม่ทราบครับว่าศิลปะคืออะไร เหมือนกับที่คุณไม่ทราบว่า ชีวิตคืออะไร มันต่างนิยามกัน ถึงผมพูดไปคุณก็ตอกกลับได้อยู่ดี ...เหตุผลของคนมันไม่เหมือนกันหรอก"
                "อาผมว่า เรามาพูดเรื่องผลงานเพลงซิงเกิ้ลหน้าดีกว่า ได้ข่าวว่าจะออกพร้อมกับอัลบั้มใหม่นี่ครับ"
                "ครับ"
                "คุณคิดว่า อัลบั้มนี้สามารถฟังได้ทุกเพลงหรือเปล่าครับ"
                "ผมตั้งใจทำทุกเพลง และผมคิดว่า คุณน่าจะเข้าใจจุดนี้ดี".....

 

 

 

 

 

นาฬิกากลับมา 0 นาที การเล่นเทปก็หยุดลง และปรากฏลูกศรชี้ไปบนท้องฟ้า

 

                ซีดีอีก อีกสิบห้านาที ที่หายไปในเทป อยู่บนยอดตึกสู่งตระหง่านฟ้า เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำเพลงมาตามแบบอย่างของสัน และกำลังวิ่ง วิ่ง และวิ่งไปตามที่ตนคิด
                เพลงของสัน ที่ปล่อยออกมาตามอัลบั้มนั้น ดังเป็นพลุแตก นักวิจารณ์ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมสังคมจึงเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเท้าด้วยบทเพลงของสัน สันได้นำแนวเพลงแบบ นีโอไลท์ เมทัล ที่ให้จังหวะเบสหนักๆตัดกับเสียงโซโล่ของกีต้าไฟฟ้าอีกตัวตลอดทั้งเพลง มีกลิ่นอาย เฮวี่ เมทัล และ เดธ เมทัลไปด้วยกัน แต่พวกเขากลับเล่นได้นิ่มนวล ราวกับใบไม้ร่วงที่ปลิวเคว้งคว้างไปตามลมหนาว พร้อมกันนั้น บทเพลงก็เป็นบทกวีที่ยากจะหยั่งถึง เหมือนคำพูดของกระแสน้ำเชี่ยวที่เงียบเหงา เมื่อแตะต้องก็ถูกดึงดูดไปสู่ก้นบึ้งของคำพูด และฉับพลันก็เข้าใจความหมายที่ละลายอยู่บนเนื้อเพลง 
                แต่ก็เหมือนกับอัลบั้มเพลงอื่นๆ ต่อให้ดังเท่าใด ให้ดูลึกล้ำเท่าใด ก็มีบางเพลงที่อยู่กับที่ แม้จะถูกหยิบมาฟังบ้าง แต่สุดท้ายก็ถูกลืนให้หายไปพร้อมกับกลิ่นอายของเพลงอื่น กลายเป็นบทเพลงที่ถูกลืมไว้ในทะเลอันว่างเปล่า
                เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ในท้องฟ้าที่จรดสุดสายตาที่มีห้วงคำนึงของจักรวาลแห่งบทเพลงจะมีซีดีเพลงอะไรบ้างไหมที่ฟังเพลงได้ทั้งหมด เต็มแผ่นและไม่มีสะดุด
                เขาออกตามหาช่องว่างที่หายไปในคำตอบ เขาตระเวนซื้อซีดีที่ว่าดีนักดีหนาอย่างบ้าคลั่ง แล้วต้องผิดหวังที่พบว่า ในซีดีบางแผ่น เขาอาจฟังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขาไม่สนใจหรอก เขายังดำเนินหาคำตอบไปตามวิถีของตัวเอง เพราะหากเขาไม่ได้รับคำตอบว่าความสมบูรณ์แบบของซีดีอยู่ที่ไหน เขาก็คงนอนตายตาไม่หลับ

 

                การหาคำตอบให้กับตัวเองนั้นยากกว่าการตอบคำถามคนอื่นเสียอีก....

 

                แล้ววันหนึ่ง เขาก็ได้ยินถึงอัลบั้มที่หายไปของสัน ตัวของสันเองไม่ได้บอกว่ามีจริงอยู่หรือเปล่า แต่เขาบอกเป็นนัยๆว่ามัน อยู่ที่ใด และนั่นก็ทำให้ เขาดั้นด้นมาถึงตึกที่ปลายขอบฟ้า เขาขึ้นเครื่องบินดิ่งตรงมาที่ขอบโลก ณ ที่นั่นโลกทั้งโลกดูเหมือนเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ และงดงาม 
                ตึกกระฟ้าน้ำเงินนั้นนิ่งสงบอยู่เนิ่นนานบนลมหายใจของพระเจ้า มันต้องอยู่บนขอบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น และสดับรับฟังเสียงของสายลมที่หวีดหวิวไปมาไม่รู้จบ 
                ก่อนเข้ามาในตึกนี้  เขาได้ชมเทปสัมภาษณ์ของสัน ที่ราวกับว่ารู้ใจนักทำเพลงอย่างเขา สันพูดถึงคำตอบที่ค้างคาในหัวใจเขาเหลือเกิน 
                เขากำลังวิ่ง วิ่งขึ้นไปข้างบนตึก
                 วิ่ง วิ่งเพื่อหาคำตอบ สวนทางกับการวิ่งหนี

 

                ในคำถามที่ไม่มีคำตอบ จะมีคำตอบของใครอยู่ในนั้นบ้างนะ...

 

                เขาเริ่มเหนื่อย เส้นทางเหมือนจะยาวไกลไม่รู้จบ หัวใจเต้นระรัวพร้อมลมหายใจที่หอบเอาความเหนื่อยล้าออกมา เขาไม่ได้นับชั้นว่ามันชั้นที่เท่าไรแล้ว มันไม่มีป้ายบอกทาง มีแต่บันไดให้ขึ้นไปเท่านั้น เขานั่งลงพักกับบันไดขึ้นหนึ่ง มองไปยังหน้าต่างบานที่เชื่อมติดกันตั้งแต่ชั้นหนึ่ง สะท้อนกับท้องฟ้าสีเทาข้างนอกเรื่อยเฉื่อย
                 การหาคำตอบช่างยากลำบากเหลือเกิน ระหว่างทางที่เขาก้าวขึ้นมา เขาพบกับผู้คนมากมาย ซึ่งบางคนก็กำลังเดินอย่างสบายใจ บางคนเดินขึ้นๆลงๆ บางคนก็นั่งพักเหมือนเขา และนอกจากนี้ยังมีคนที่กำลังเดินลงมาด้วย เขาก็ไม่รีรอที่จะถามสิ่งที่อยู่ข้างบน
                "ไม่ต้องขึ้นไปก็ได้เหนื่อยเปล่าๆ ผมบอกให้ตรงนี้เลย....ก็ได้"แน่นอน เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อหรอก เพราะใครๆก็พูดแบบนั้น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ก็พูดแบบนั้น สันเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง แน่นอนต้องให้คำตอบที่แตกต่างจากคนอื่นๆ 
                ถ้าคิดดีๆแล้ว พวกมันอาจขี้เกียจขึ้นไป เลยหลอกคนอื่นให้ทำตัวเหมือนพวกมัน หรือในทางกลับกัน พวกมันตีความสิ่งที่สันพูดผิดก็ได้

                แม้จะมีคนท้วงติง มีทั้งให้กำลังใจและทำลายกำลังใจ แต่เขาไม่มีวันจะหันหลังกลับ

 

                เขายังวิ่ง ไปหาคำตอบ วิ่งให้เร็วที่สุด
                ....และมันก็ถึงที่หมาย มันเป็นห้องเล็กๆบนสุดที่สุดทาง เขาเปิดประตูดาดฟ้าออกมา...
                คนบ้าคนหนึ่งอยู่บนดาดฟ้าตอนที่เขาไปถึง เธอเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าสวยงามในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ราวกับดอกไม้บนยอดเขาที่ไม่ต้องการน้ำใจจากฟากฟ้า บนมือมีซีดีน่าสงสัย วับแว่บแวววาวระยิบเข้าตา ท้องฟ้าน้ำเงินเข้มทอรับกับแสงแดดเบาๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลมหนาวหมุนคว้างพร้อมกรีดเสียงของสายลมอย่างแผ่ว
                เขาวิ่งเข้าไปหาอย่างบ้าคลั่ง จากอะไรซักอย่างที่ปะทุออกมาจากตัณหาที่เหือดแห้งซึ่งถูกกดไว้ด้วยกรอบแห่งความไม่รู้
                ทุกอย่างดูเชื่องช้า แม้ทุกวินาทีจะยังคงเดินไปแบบเดิม หญิงสาวเหม่อลอยบนฟ้านิ่งสงบ ปล่อยให้ดนตรีของธรรมชาติขับกล่อมจิตสำนึกโดยไม่สนใจใคร เธอออกเดินและปีนไปบนกำแพงของตึกที่กั้นเธอไว้กับก้นเหว เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงออกวิ่งให้เร็วขึ้นไปอีกแม้ใบหน้ารวดร้าวด้วยความเจ็บปวดที่ลั่นเอือดคลอนจากกล้ามเนื้อที่ใช้ขึ้นมา

                "เธอ..."เสียงตะโกนแหบพร่าปะปนด้วยไอเหงื่อ ก่อนที่หยุดลงพอดิบพอดีกับร่างที่ยืนอยู่ ณ ขอบตึก
                หญิงสาวหันมา ยิ้มอย่างเลื่อนลอย
                "ซีดีแผ่นนั้นฟังได้ทั้งแผ่นไหม"
                หญิงสาวหัวเราะคิกคักราวกับเป็นเรื่องตลก"ได้ซิ ได้ทั้งแผ่นเลย"
               "อา ทำไมล่ะ"ความสงสัยระเบิดปะทุมาแทนที่ความอยากรู้อยากเห็น

 

 

 

 

 

                ........"ก็ฉันฟังอยู่เพลงเดียวน่ะซิ".......

 

 

 

 

 

 

เทปกรอกลับไป  0.00.00 แล้วเดินหน้าไปอีกครั้ง

 

                  เมื่อเพลงของสันจบลง เขาจึงค่อยๆแหวกว่ายออกจากจิตนาการที่ถูกล่อลวงด้วยบทกวีของสัน ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่เขาถูกใบไม้แห้งที่ปลิวไปกับบทเพลง นำพาไปสู่ก้นทะเลที่เต็มไปด้วยความหมาย ซึ่งมีสำเนียงเหมือนสายลมพัดแผ่วเบา

                "เอาล่ะครับ เรามาสัมภาษณ์ถึง เทคนิคการแต่งเพลงต่อกันเลยครับ...เริ่มจากเพลง คนบ้าย่อมไม่บ้าในโลกของเขา"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เทปดำเนินครบ 15 นาที ในสตูดิโอ วินลองโฮเทล

              

                  หนังสั้นจบลงแล้ว....เขา หยิบเพลงของหญิงสาวขึ้นมาฟัง.....ขณะเดินลงบันไดมา

 

 

 

 

รัตติกาลสีขาว

29/1/2551

เขียนไว้ให้กลุ่ม 9 FACEที่กำลังจะเริ่มต้น

++++++

                หนังสั้น 15 นาทีนั้นเป็นหนังสั้นเรื่องแรกของผมที่ได้ทำกับเพื่อนกัน สามสี่คน ส่วนบทนั้นได้มาจากคนที่ริเริ่มจะทำคนแรก ก็เลยปลุกปล้ำกันน่าดูเลยล่ะครับ ตัวหนังนั้นพยายามสื่อออกมาค่อนข้างเยอะเลยยากต่อการรับของผู้รับ ก็เลยกลายเป็นหนังที่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจถ้าไม่ได้ฟังแนวคิดของผู้กำกับโดยตรง แต่สำหรับผมแล้ว มันก็ละเอียดและดูดีในแบบของมันเอง

                แต่เรื่องกรอกลับ 15 นาทีนี้จะแตกต่างกันค่อนข้างเยอะมาก แต่แนวคิด แล้วก็ความคิดหลักก็ยังคงอยู่ในครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วผมก็โยงไปถึงหนังสั้นของเราด้วย จากนั้นผมจึงตั้งคำถามว่า อะไรคือเหตุการณ์ที่เราอ่าน อะไรคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วอะไรเป็นนามธรรมบ้าง เป็นฝันบ้าง หรือเป็นทั้งหมดไหม...ซึ่งคำตอบมันก็อยู่ในประโยคท้ายของหญิงบ้านั่นแหละครับ

                เหมือนเรื่อง pan's labyrinth น่ะแหละครับ คุณอยากเชื่อแบบไหนในหนังและเรื่องสั้นนี้ล่ะ....(ผมยอมรับว่าผมสู้เขาไม่ได้เลย แต่ซักวันหนึ่งผมก็อยากทำหนัง กึ่งแนวคิดแบบนี้บ้างเหมือนกัน)

                ไปทำงานต่อแล้วครับ

 

                ปล.เพื่อนมันยังไม่ได้อัพโหลด ก็ยังให้ดูไม่ได้แง๊วเลย

 

                By CrozzaxMoon,รัตติกาลสีขาว 1/2/2552

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อันนี้คิดเอาเองนะครับ เหมือนกับว่าคำตอบที่เราต้องการอาจหาได้จากผู้อื่น big smile

#1 By redtear on 2009-02-01 19:02

ชอบ big smile
บางคนใช้ทั้งชีวิตหา แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ
คำตอบของบางคำถามก็อาจเป็นคำตอบของอีกคำถาม
และคำตอบของบางคำถามก็ไม่ใช่คำตอบที่เราต้องการซะงั้น

#2 By Bluemoon on 2009-02-01 19:19

คำตอบที่ค้นหา บางครั้งอาจไม่มีอยู่จริง
แต่บางครั้ง มันก็มีอยู่ในเงื่อนไขง่ายๆ นั้นเอง
เพียงแต่ผู้ค้นหา จะมองเห็นเงื่อนไขนั้นหรือไม่เท่านั้น

embarrassed

#3 By รัตนาดิศร on 2009-02-01 19:57

ความงามย่อมขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง...
big smile

อยากฟังเพลง คนบ้าย่อมไม่บ้าในโลกของเขา น่ะ..confused smile
ลองดูเนอะ

อย่างมากก็แค่ลองใหม่

ชีวิตยังอีกยาวนัก...

big smile

#5 By นกไร้ขา on 2009-02-02 23:21

ชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ครับ
อยากดูหนังสั้นด้วย จะมีโอกาสไหมครับHot! Hot!

#6 By N.P on 2009-02-03 17:06

คนบ้าย่อมไม่บ้าในโลกของเขา...
ผมชอบจัง...

ผมจะเอาคำนี้แหละติดไว้ในใจ
555+
จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก...
big smile
กรอกลับ

"ตอนนี้เขาอยู่บนโลกใบไหน"

ชอบประโยคนี้
"เขาจึงค่อยๆแหวกว่ายออกจากจิตนาการที่ถูกล่อลวงด้วยบทกวีของสัน" อ่านแล้วเหมือนเวลาคนที่จะดูหรืออ่านอะไร ควรที่จะเอาจมไปกับสิ่งนั้น แต่หาใช่จมไปกับเนื้อหาที่เขาสื่อ

ง่ายๆ คงเรียกว่า อ่าน(ดู)เสร็จแล้วคิด ว่างั้นอ่ะbig smile
"การหาคำตอบให้กับตัวเองนั้นยากกว่าการตอบคำถามคนอื่นเสียอีก"
โดนใจแฮะ
big smile big smile

#9 By |:| ShaKo |:| on 2009-02-09 10:09

ศิลปะ ......ความหมาย อารมณ์ "ภาพลวงตา"

น่าสนใจ!!


หรือว่าคำตอบ จะอยู่ในธรรมชาติ..ความเปลี่ยนแปลง และไม่มีอยู่จริง


..แต่เราเข้าใจ ว่าคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ มันทรมานแค่ไหน

#10 By VaNneSSa on 2009-02-09 15:50