ความสุขห้าสิบเอ็ด,อีกฟากของดอกไม้
posted on 26 Jan 2009 17:17 by crozzaxmoon in my-Hill
ไม่รู้เมื่อไหร่กันแน่ ที่ผมยืนพิงกระจกรถไฟฟ้า ทาบใบหน้าครึ่งซ้ายไปบนกระจกอันเย็นชืด และละเมอไปกับเพลงกระหึ่มในใบหู ลมหนาวลูบไล้แผ่วเบาจากบนหัว โรยตัวออบอุ้มร่างของผมไว้ แต่มันจะมีความหมายอะไร ถ้าผมกำลังรู้สึกให้กับจิตสำนึกที่ไม่ใช่ของตัวเอง
"ถึงดอกไม้จะเบ่งบาน แต่เดี๋ยวมันก็เหี่ยวเฉา"เสียงโฆษณาของหนังเรื่องความสุขของกะทิ ดังอยู่ไกลจากห้วงความคิดของผมแต่ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ผมตั้งคำถามบนความนิ่งของจิตใจ ผมกลับไปรื้อห้องสมุดเก่าแก่ในหัว ทิ้งเรื่องไร้สาระของความทรงจำไปเรื่อยๆจนพบกับ หนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือที่มีชื่อเรื่องเดียวกับโฆษณาเมื่อกี้นี้
กะทิ ออกจะแก่เกินวัยเหลือเกิน และดูเหมือนกับว่า ถูกสร้างมาเพื่อตอบรับความเป็นจริงของการเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก มันสะท้อนอะไรหลายอย่างๆในตัวผมที่ยืนอยู่บนเส้นคาบเกี่ยวของทั้งสองวัย เมื่อย้อนกลับไปเมื่อวันวาน เราที่ยังเป็นผ้าขาวซึ่งคงยังไม่เข้าใจถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ คติรับรู้อย่างคำว่าตายนั้น มันค่อนข้างห่างไกลจากความฝันของพวกเราไม่ค่อยมีใครอยากสอนเราเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียเท่าไหร่แต่พวกเขาก็ต้องทำเพื่อสิ่งที่เรียกว่า "ความสุขในภายภาคหน้า"จะได้ไม่ต้องเสียใจกับการสูญเสียให้มากนัก
ซึ่งสุดท้าย ต่อให้เรารู้จักคำว่าชีวิตแค่ไหน บนโลกที่เรายังผูกพัน(ที่ไม่ได้ปล่อยวาง) ความตายที่แวะเวียนมาหามิตรสหายญาติพี่น้องของเรา ก็ยังสั่นคลอนจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และในบางครั้งก็กรีดแทงจนน้ำตาแห้งเหือด
อันที่จริงเราต่างหากที่ตั้งคำถามให้กับสิ่งเหล่านั้น ไขว่คว้าหาคำตอบด้วยตนเอง แต่เพื่ออะไรล่ะ ก็คงเพื่อที่เราจะได้ เติบโต เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอุดมคติของชีวิต ซึ่งที่แท้แล้วผ้าของพวกเขาแม้จะเต็มไปด้วยสีสัน แต่คงมากไปด้วยสีเทา อันเป็นผลจากคราบฝน ไอแดด และลมหนาวของกาลเวลา
รถไฟฟ้าแล่นหยุดเป็นพักๆ ปล่อยคนออก รับคนเข้า ให้สัญญาณ และออกตัวไปข้างหน้า เปลี่ยนวิวของหน้าต่างที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าผ่านเลยไปสุดจรดผืนดิน ผมควรจะเขียนเปรียบเทียบไหม กับรถไฟและเส้นทางชีวิต แต่ไม่เป็นไรหรอก มันคงเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ ว่าความหมายแฝงของคำว่า การเดินทาง มันคืออะไร....
ผมเป็นอัตถิถาวะนิยม(Existentialism) และมีความคิดก้ำกึ่งแบบPostmodern ซึ่งมันต่อสู้เพื่อแย่งชิงกับความ อนาธิปไตย (authority) เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว แทนที่ผมจะสำนึกถึงความรับผิดชอบการดำรงอยู่ของตัวเอง จะกลายเป็นเชื่อและเห็นตัวเองเป็นใหญ่ ผมเคยเขียนเรื่องสั้นหลายๆเรื่อง ที่ทำย้ำๆซ้ำๆเกี่ยวกับความคิดประเภทอัตถิถาวะนิยม(Existentialism) ผมชอบความคิดประเภทปัจเจกแบบสุดกู่ เพราะมันทำให้ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเชื่อมีอยู่จริง(ซึ่งในพุทธศาสนานั้นก็สอนให้เรารู้จักไตร่ตรองมันให้ดีเสียก่อน)วันหนึ่งผมอาจรู้จักมนุษย์ต่างดาวที่ไม่มีใครเคยเห็น และมีความสุขกับโลกแบบนั้น ซึ่งในอีกความหมายหนึ่งก็คือ คนบ้าย่อมไม่บ้าในโลกของเขา
เนื้อในของอัตตาถาวะนิยม(Existentialism)เป็นการกระตุ้นให้รู้จักตนเอง ความรับผิดชอบของตัวเองในสังคมและหลุดไปจากความฝันในที่สุด แต่ผมกลับชอบความคิดแตกย่อยของนักคิดบางคนอย่าง นิทเช่ ที่ว่าด้วยเรื่องของการเลือกเชื่อว่ามันจริงเพราะเราเชื่อ
ตัวนิทเช่ให้ความเห็นไว้ว่า ‘พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนหลักความเป็นจริงโดยไม่ใช้ตัวแทน(ภาพ หรือการตีความ)เหมือนศาสนาอื่น และสอนให้ยอมรับความเป็นจริง'(ขอโทษครับผมหาหนังสืออ้างอิง Postmodern ของ อ.ชัยยันต์ ชัยพร ที่บ้านไม่เจอ เลยไม่รู้ว่าอยู่บรรทัดไหน)
แต่อ.ของนิทเช่ เคยบอกว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่สอนให้คนมีแต่ความทุกข์ทน'
ผมหยุดความคิดที่แล่นหมุนวนและวุ่นวายเพราะโลกของปรัชญาที่มาเกี่ยวข้องโดยบังเอิญ ผมไม่รู้ว่าตัวเองฟังเพลงอะไรอยู่ มันเหมือนกาลเวลาที่ผ่านไปโดยที่มีแค่ใต้สำนึกของห้วงคำนึงเท่านั้นที่รับรู้ ผมถอนหายใจ เปลี่ยนเพลงกลับไปอีกครั้ง ความรู้สึกของผมมันยากที่จะกล่าว เหมือนกับว่าขณะที่ผมหมกมุ่นกับความจริง ผมได้ลืมความสุขไว้ที่ข้างทาง
ในโลกของความคิดที่แนบกับหน้าต่างและปุยเมฆ ผมวางหนังสือที่เขียนหน้าปกไว้ว่า "ความจริง"อย่างเบามือ ทิ้งหลักการหลากหลายของมุมมองไว้ข้างหลัง แล้วจึงหันกลับมาค้นถึงความสุขจากอารมณ์ที่ได้รับการปรุงแต่งจากใบหู
ผมล้วงไปเอาการ์ตูนเล่มหนึ่งจากกระเป๋า และตอนนั้นเอง โฆษณาหนังของกะทิก็ดังแว่วเข้ามาอีกครั้ง
"ถึงดอกไม้จะเบ่งบาน แต่เดี๋ยวมันก็เหี่ยวเฉา"มันเป็นความจริงที่โหดร้าย ที่ทำให้โลกแห่งความฝันหม่นเทาลง เฉกเช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง
ผมขมวดคิ้วให้กับการ์ตูนที่ผมหยิบขึ้นมา มันเป็นเรื่องเผ่าหายนะ ที่เล่นเรื่องราวของความตาย และการพยายามหลุดพ้นจากความทุกข์ทนที่ล้นเอ่อจากความรับผิดชอบตัวเอง เป็นตลกร้ายสำหรับอัตถิภาวะนิยม ตัวเรื่องนั้นไม่ได้หวือหวามากมาย มีคนตายเพราะติดเชื้อโรคระบาดจากต่างดาว แต่บางคนก็ไม่เป็นไร เราไม่รู้ถึงกระบวนการติดเชื้อ ซึ่งคนส่วนใหญ่ตายจากการฆ่าตัวเองเพราะรับผิดชอบต่อความผิดของตนเองในสังคมไว้ไม่ไหว แต่ผู้คนที่รอดจากโรคนั้นต่างก็พลังวิเศษที่สะท้อนถึงปมด้อยของตัวเอง
ซึ่งในนั้นมีตัวละครที่รังเกียจการประเมินค่าอยู่ตัวหนึ่ง เขาเป็นศิลปินที่ทุกครั้งเมื่อสร้างภาพวาดขึ้นมาได้เขาก็จะทำลายมันด้วยพลังพิเศษของตัวเอง เขาสามารถหลุดรอดจากโรคระบาด และการตื่นของหัวใจมาได้(ในเรื่องนั้นหัวใจคือพลังแบบสุดยอดที่ถ้าไม่ใช่พาหนะที่แข็งแรงพอ มันก็จะกลืนกินผู้มีพลังพิเศษที่แตะต้องมันด้วยการสำนึกบาป นอกจากนี้หลังการตื่นของหัวใจแล้วจะเกิดการฆ่าตัวตายรอบสอง) ทำให้เขาพยายามประเมินค่าของการมีชีวิตอยู่ และความคิดนั้นก็ทาบเข้ากันดีกับศิลปะที่ถูกทำลายของเขา
ในเรื่องนี้มีตัวละครอีกตัวหนึ่ง ผูกพันกับตัวเอกสั้นๆในฐานะลูกผู้ดูแลโรงแรมใจดีที่เต็มไปด้วยดอกไม้ซึ่งกำลังเหี่ยวเฉาเพราะฤดูหนาว ในตอนใกล้ๆจะตื่นของหัวใจเธอหนีพ่อตามนักข่าวมาเพื่อจะมาหาตัวเอก ซึ่งตัวเธอนั้นไม่รอดจากการตื่นของหัวใจ ทำให้ผู้เป็นพ่อนั้นระทมทุกข์อย่างหนัก
แต่เพราะไม่พบศพ เขาก็ยังรอลูกของตัวเองกลับมาต่อไป....
ผมถอดหูฟังของตัวเองออกมาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับทบทวนความคิด....
....ความสุขข้างทางอย่างงั้นหรือ....
ทำไมตัวละครที่รังเกียจการประเมินถึงยังสร้างศิลปะแม้จะต้องทำลาย
ทำไมตัวผมนั้นต้องย้อนกลับไปฟังเพลงเก่า แม้จะเลยผ่านไปแล้ว
ทำไมพ่อคนนั้นยังรอลูกของตัวเอง
ในโลกของผม...มีคำตอบสว่างโร่ไว้อยู่แล้ว
เมื่อตัวเอกในเรื่องเผ่าหายนะกลับไปเยี่ยมพ่อของเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็พบว่า....
โรงแรมแห่งนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้สะพรั่งบาน
ตัวละครผู้รังเกียจผลงานของตัวเองก็พบว่า
เขาหลงใหลความงดงาม แม้จะเพียงวินาทีที่แล้วก็ตาม
ความสุขข้างทาง บทเพลงที่ผมลืมฟัง ทำให้ผมพบว่า
มันคือ ปัจจุบันที่เรารู้สึก
พระพุทธศาสนาสอนให้เห็นแจ้ง แต่ไม่ได้ให้รู้จักคิดแบบแผน ทุกคนย่อมมีหนทางพิจารณา(วิปัสนา)เป็นของตัวเอง ซึ่งสำหรับผมแล้ว เรื่องบางอย่างแค่เปลี่ยนคำพูดมันก็เปลี่ยนแนวคิดของโลกไปอย่างสิ้นเชิงตามความตีความแบบ postmodern
"ได้มาแล้วเสียมันไป"กับ "เสียมันไปแล้วจึงได้มา"...แบบไหนกันที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่ากัน มันเหมือนกับว่ามันต่างกันแค่วิถีความคิดอย่างไรอย่างนั้น
"ถึงดอกไม้จะเบ่งบาน แต่เดี๋ยวมันก็เหี่ยวเฉา"เสียงโฆษณาของกะทิวนกลับมา มันวนเวียนซ้ำซากไม่รู้จบ และอย่างที่บอกแม้จะเป็นคำพูดที่ได้ยินมาเนิ่นนาน แต่ก็ไม่อาจทำใจชินชาได้ซักที
ในความคิดของผมอีกครั้งหนึ่ง ผมเปิดไปหน้าสุดท้ายของหนังสือความสุขกะทิ ตัวกะทิเองยังกลับมายิ้มได้ แม้จะผ่านวันเวลาอันแสนเงียบงันของความจริง มันทำให้ผมหวนระลึกถึงคำพูดของตัวละครที่รังเกียจการประเมินผลงานของตัวเอง....ซึ่งมันเหมือนรอยทาบกันกับรูปโรงแรมที่เต็มไปด้วยดอกไม้พอดีจนหน้ากลัว ตัวละครตัวนั้นบอกว่า...
...แม้จะเหี่ยวเฉา ดอกไม้ก็ยังจะแบ่งบาน....
ผมยิ้มอย่างจริงใจให้กับตัวเอง ถ้าชีวิตแบ่งเป็น ร้อย ผมก็ขอมีความสุขแค่ ห้าสิบเอ็ดก็ยังดี ถึงจะดูไม่มีค่า แต่อย่างน้อยมันก็มากกว่าความทุกข์ไม่ใช่หรือ ความฝันจะยังอยู่กับเราถ้าเรายังมีที่ให้กับมัน แม้ว่าการเติบโตจะคลืบคลานเข้ามาหา ถ้าเราแยกแยะปรับเปลี่ยนความคิด บางทีความจริงก็ไม่ได้โหดร้ายเท่าไร แต่อย่างที่แบทแมนในดาร์คไนท์บอกไว้
โลกนี้น่ะแค่ความจริงอย่างเดียวมันไม่ได้หรอก...
ผมไม่รู้หรอกว่าถ้าคิดอย่างงั้นแล้วผมจะมีความสุขได้ ห้าสิบเอ็ดไหม
แต่มันเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ ว่าความหมายแฝงของคำว่า การเดินทาง มันคืออะไร.....
รถไฟฟ้ายังคงเดินทางวกวนต่อไปข้างหน้า และยังไม่ถึงจุดหมายของผมซักที
++++++++++++++++++++
ขอโทษนะครับที่เขียนแนวคิดอะไรซ้ำๆซากๆแต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ กับความเชื่อและความสุข
ครั้งหน้าผมจะพยายามเขียนเรื่องสั้นกับนิทานมาให้อ่านบ้าง
ซึ่งน่าจะหลุดพ้นจากกลิ่นอายของความเชื่อปัจเจกแบบนี้บ้าง(รึเปล่า)
เอาเป็นว่าขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่าการที่เขียนแบบ สลัดความคิดประปรายในตอนแรกมารวมกันตอนจบจะดีหรือเปล่า
เพราะมันจะทำให้คนอ่านอ่านรอบสองด้วยเพื่อความชัดเจนของการตีความ(555+)
ตัวเรื่องสำหรับผมแล้ว ผมเขียนให้ชัดเจนมากๆเลย
อา...แต่วรโอกาสหน้าจะไม่ให้หนักสมองส่วนวิเคราะห์และการตีความแล้วล่ะครับ
ปล.เรื่องเผ่าหายนะนั้น มีเรื่องบางส่วนที่บิดเบือน(นิดเดียว)เพื่อป้องกันการสปอยนะครับ
ปล2.ใครที่สนใจอัตถิภาวะนิยม[Existentialism]คลิ๊กแรงๆที่ page หรือลิ้งค์ผมได้เลยเน้อ
รัตติกาลสีขาว
26/1/2552

#1 By redtear on 2009-01-26 19:00