เหล้ามีชีวิต?
posted on 13 Jan 2009 14:49 by crozzaxmoon in my-Hill1
หิมะสีขาวโปรยผ่านเมื่อลมฤดูหนาวผายมือออก ชายหนุ่มแนบใบหน้ากับหน้าต่าง เหม่อทะลุเกล็ดสีขาวหายลับไปในขอบฟ้า กลิ่นฝื่นของเหล้าโชยปะทะกับน้ำหอมคละคลุ้งระโชยไปทั่วร้าน เพลงบรรเลงคลอกับบรรยกาศเงียบๆ เหมือนเสียงพูดคุยแผ่วเบาราวกับกระซิบ ผับแห่งนี้มีเอกลักษณ์ของความสงบในปริมาณที่สูงพอๆกับดีกรีในเหล้าของร้านเอง ดังนั้นความเป็นส่วนตัวจึงถูกปกป้องไว้กับความเงียบ และมันก็เป็นสิทธิซึ่งซ่อนในความฝันที่เขาไฝ่หามาโดยตลอด แม้ว่ายามนี้เขาจะนั่งคนอยู่คนเดียวและจมอยู่กับการหาทางออกจากปัญหา
แต่ความเดียวดายไม่ได้ช่วยรักษาอะไรเลย มันอาจช่วยบอกคำตอบได้ แต่มันไม่เคยให้ความจริงกับเรา และเมื่อเรามองลึกเข้าไปในเสียงเงียบที่ทาบละลายในคำตอบซึ่งเราค้นพบด้วยตัวเราเองนั้นก็พบว่ามันไม่มีอะไรที่แท้จริง เหมือนว่าคำตอบทั้งหลายล้วนจอมปลอมสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะกลับสู่ความว่างเปล่าจนไม่มีอะไรเหลืออยู่
แต่ในห้วงคำนึงนั้น รสขมๆของการเมามาย และหลงลืมก็ยังช่วยให้เรารู้สึกดีมิใช่หรือ ความหลังนั้นหอมหวน ปัจจุบันก็เผื่อนปร่า ตัวตนของเหล้าก็ไม่เคยช่วยตอบคำถาม และเรารู้ก็เพียงแค่มันช่วยให้จิตสำนึกโทรมๆของเราลืมคำถามซึ่งวกวนไปมาราวกับบาดแผลที่กรีดซ้ำซ้อนไม่รู้จบ และนั่นก็มากเพียงพอแล้วที่เราจะติดอยู่ในความสงบเงียบ ซึ่งแม้จะมีตัวตนแค่การหลอกลวง
บรรยากาศที่หาได้ยากนี้มักจะปกคลุมร้านโดยตลอด แต่วันนี้มันถูกขัดจังหวะเพียงครั้งเดียว เมื่อลูกจ้างใหม่คนหนึ่งทะเลาะเรื่องความคิดกับเจ้านาย มันเป็นเรื่องของคำขวัญในร้าน และเสียงตะโกนก็ยังดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมา
"เหล้ามีชีวิต" เสียงสัพเพเหระหลังจากนั้นก็หายไปในหมอกสีเทาของความสับสน ตัวอักษรที่เหลืออยู่กลั่นตัวออกมาเป็นภาพในสมองเมื่อรับสารจากเสียงตะโกนหลายๆครั้งมัน ผสานกับตาที่เห็นประโยคใต้ชื่อร้านของบาโลนี่ สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาฉุกคิด และเริ่มต้นตั้งคำถามที่ไม่รู้จะหาคำตอบได้ไหม...
เขาเริ่มต้นง่ายๆด้วยเหตุผล มันจะมีชีวิตได้อย่างไรกันนะ สิ่งไม่มีชีวิตไม่มีความอยากในชีวิต จะมีลมหายใจได้หรือ หากเป็นเช่นนั้น ทำไมสิ่งมีชีวิตที่ปราถนาการมีชีวิตเหตุใดจึงต้องตาย เหตุใดต้องเหลือแต่ร่างที่มีเพียงแต่ซากแห่งความทรงจำ
ถ้าเหล้ามีชีวิตได้จริงๆ คนที่เข้าใจเขามากที่สุดแต่เขากลับไม่รู้จักมากที่สุดทั้งหลาย คงมาอยู่เคียงข้างในวันนี้อย่างแน่นอน
และเธอ อลิเซิย เธออีกคนที่ได้ตายไปจากใจเขาแล้วนั้น อาจกลับมารักเขาใหม่อีกหน แต่จะอย่างไร ความตายก็คือซากแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันหวนกลับมา มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบอีกแล้ว จะทั้งเรื่องของเหล้า เรื่องการมีชีวิต หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถาม ตอนนี้ วินาทีนี้เขาคงต้องการเพียงแต่เหล้าที่ทำให้ลืมเธอ ลืมความรัก ลืมทุกๆอย่าง ไปจนหมดสิ้น แม้ว่าวันพรุ้งนี้จะต้องถูกภาพวันฝันเก่าจะกลับมาทำร้าย เขาก็ยอมแม้เพียงแค่เป็นการออบกอดของลมหนาวซึ่งว่างเปล่าและเจ็บปวด
มันเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีสิ่งที่ไม่มีชีวิตใดๆมีชีวิต และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆรอดพ้นจากการไม่มีชีวิต และอลิเซียเธอก็จะยังคง....
เขาบอกตัวเองหลายครั้งว่า ให้ทำใจยอมรับเสียที แต่มันยากเสมอสำหรับการเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นจากความรู้สึก ด้วยกาลเวลาที่เดินไปช้าๆ
2
เสียงกระซิบเล็กๆดังใกล้เขามากพอที่จะทำให้สันหลังวูบไหว เมื่อหันไปที่มาของเสียง เจ้าของร้านร่างท้วมในชุดทำงานที่ฟิตรัดรูป พร้อมกับลูกจ้างผิวดำตัวเล็กกระจ้อยทั้งสองโผล่จากขอบโซฟา ขาจำได้ทันทีว่าเป็นคู่ทะเลาะกันเมื่อกี้นี้
"พอ มีเวลาให้เราทดสอบคำขวัญของร้านเราหน่อยได้ไหม"เสียงเรียบทุ้มต่ำดังขึ้น ด้วยความสะลึมสะลือจากกรตื่น เขาจึงค่อยๆรับฟังที่ล่ะข้อความ และเมื่อจับใจความได้ เขาก็หัวเราะในใจดังๆ หัวเราะให้ความไร้สาระของ เจ้าของร้านซึ่งกำลังจะโชว์เหล้าที่มีลมหายใจให้แก่เขา ของเหลวสีอำพันที่มีชีวิตเชียวนะ มันจะอยู่ในมืออวบอูมของเจ้าของร้านซึ่งกำลังหยิบมันมาจากเสื้อคลุมรึเปล่า และมันอาจกระโดดมาบนโต๊ะไม้จากฝ้าเพดานก็ได้ แล้วมันอาจออกมาเต้นเป็นจังหวะฮิปฮอปให้เขาทั้งหมดชม หรือมันจะเป็นสัตว์แสนซื่อที่ตั้งชื่อเหมือนเหล้าเช่น ว๊อดก้า แต่อย่างไรก็ตาม เขาชอบเรื่องแปลกๆแบบนี้อยู่แล้ว มันตื่นเต้นและช่วยให้ลืมสิ่งที่คิดเสียจนหมด
เมื่อเห็นลูกค้ายิ้มเชิญชวน เขาก็หยิบขวดเหล้าเก่าๆที่มีฉลากสีน้ำเงินออกมา ฉลากเขียนว่า ของแท้ต้องบาโลนี่ ใต้ตัวอักษรนั้นมีประโยคสีฟ้าชัดแจ๋วกว่าว่า เหล้ามีชีวิต เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเหล้าชนิดนี้อยู่ในร้านนี้ทั้งๆที่มาเกือบทุกวัน
เหล้าสีขาว ไหลหยาดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันราวกับเส้นเชือกบางๆที่ถักทอด้วยความอ่อนโยน ของเหลวกระทบกับน้ำแข็งระริกริ้วหยอกกับความเย็นเยียบจนเป็นไอสีเงิน ก่อนจะลงไปนอนกองก้นแก้วอยู่ข้างล่าง แทบจะไม่ต่างอะไรกับเหล้าธรรมดา เจ้าของร้านเทไปได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของแก้วจากนั้นจึงเชิญชวนให้เขาดื่มด้วยภาษามือ
ของเหลวที่เมื่อกี้หลับใหลกับกองน้ำแข็ง ก็ลำเลียงผ่านขอบแก้วสู่ปากเขาอย่างรวดเร็ว แต่เขากลับรู้สึกว่าของเหลวนั้นไหลเอื่อยราวกับทุกวินาทีถูกยืดไปตามความฉงน เหล้าสีขาวแตกซ่านกระจายไปทั่วปากเมื่อสัมผัสลิ้นครั้งแรก รสที่พุ่งปะทะตามมาคือกลิ่นกลั้วหอมฉุนของเหล้าแรงๆ ตามติดมาด้วยรสขมปร่าเบาๆที่ดันขึ้นสูงจนถึงจมูกมากกว่าเหล้าไหนๆ แต่ก็แว่บเดียวเท่านั้น เพราะกลิ่นหวานอีกระลอกจะสานต่อกลิ่นหอมฉุนจากเมื่อครู่ เหมือนบทกลอนของกวีฉกาจทีผลัดกันแต่งไปมาไม่รู้จบ กลบรอยบาดลึกของความขมหายไปในม่านหมอกของความกล่อมกล่ม
มันเป็นเหล้าที่เยี่ยม เขาไม่ค่อยจะสัมผัสกลิ่นหอมขนาดนี้เท่าไร ยังไม่เคยด้วยซ้ำกับกลิ่นหอมแบบสองชนิดที่แยกกันและผสมกันไปมาหลายๆครั้งในการดื่มเพียงครั้งเดียว แถมมันไม่ค่อยมีรสขมเหลืออยู่เสียด้วย
ปกติแล้ว ยิ่งขม มันจะยิ่งหอม ยิ่งกลิ่นแรง ฤทธิ์แอลกฮอลร์ก็ยิ่งมากขึ้น หรือเขาอาจคิดผิด เจ้านี่อาจแรงมาก ถึงมากที่สุด ไม่ใช่ว่าความขมเป็นตัวกำหนดความแรงซักหน่อย ปริมาณและการตลบกลิ่นต่างหากที่เขาควรจะนึกถึงด้วย แต่ว่ามันก็สายเกินกว่าจะหยุดแล้ว แก้วๆนี้มันช่างน่าหลงใหล เหมือดวงตาของคนแรกรัก มันเชื่องช้าในความรู้สึก แต่ก็เร็วมากในสายตาของคนปกติ เพราะความหลงใหล...ค วา ม หล ง ให ล...
กลิ่นฉุนในจมูกคุกกรุ่น สติหลุดจากเส้นกั้นเชือกของความยั้งคิด มันหายไปในหมอกควันที่เขาจิตนาการขึ้น สมองตึงมึนล่องลอย ไม่มีความคิดใดๆจะมาหักห้ามร่างกายอีก โลกหมุนคว้างในหลายมุม ความเลือนรางเดินทางมาเยี่ยมเขาอย่างเชื่องช้า เขาจำไม่ค่อยได้ว่ารู้สึกอะไรบ้าง แต่รู้ว่าฉับพลันนั้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้างและหายลับไปในความมืดทันที
3
ความมืดโรยตัวลงมาจากฟากฟ้า กลิ่นคลุ้งเหล้าเมื่อครู่กลับไม่หลงติดแม้แต่ปลายอารมณ์ สติกลับมาอีกครั้งแต่เขาไม่คิดว่าได้สติมาทั้งหมด เพราะบัดนี้โลกทั้งใบมีแต่แสงส่องจากด้านบนมาหาเขาเท่านั้น
ความสับสนจู่โจมเข้ามา ความไม่เข้าใจก็พรั่งพรูจากสมองของมนุษย์ขี้สงสัย แต่ก่อนจะหลุดโลกไปกว่านี้ เขาก็ได้ยินเสียงทักทายอย่างคนคุ้นเคย เสียงนั้นต้องไม่มีกลิ่นอย่างแน่นอน เขาเชื่อจมูกเขาดี แต่เขาก็ยังรับรู้ความหวานปนขมที่คลุ้งเขรอะได้อย่างไรกัน
แสงสว่างอีกลำหนึ่งเจิดจ้าส่องไปที่เบิ้องหน้าของเขา ข้างหน้ามีแก้วเหล้าแก้วเล็กๆบนโต๊ะสีน้ำตาล น่าจะเป็นแก้วเดียวกับที่เขาคิดว่ามันอีกไม่นานมันจะเต้นฮิปฮอปให้เขาดู แต่ในตอนนี้มันนิ่งสงัดราวกับว่า ไร้ชีวิต
เหล้าไม่มีชีวิตหรอกครับ เสียงแย้งลูกจ้างผิวดำหลุดลอยมาในความคิด
"ใช่ฉันไม่มีลมหายใจ ไม่ได้แปลว่าฉัน ไม่มีชีวิตเข้าใจไหม นาย"
มันคงเป็นพิษของเหล้าเมื่อครู่ เขาไม่ประหลาดใจเท่าไร และใช้สติที่เหลืออยู่ในจิตเรียบเรียงคำพูดออกไปทีละเล็กทีละน้อย"เรียกผมว่า เบรฟ ล่ะกัน แล้วผมจะเรียกคุณว่า เหล้า ดีไหม"
"ชื่อของฉันอยู่บนฉลากแก้วนั่นแหละ ยินดีที่ได้รู้จัก เบรฟ ฉันชื่อ เบอโรนี่ เอ๊ย ลาโบนี่"เขาหัวเราะในใจอีกครั้ง คราวนี้เพราะความไร้สาระของเขาเอง นี่เขากำลังคุยกับเหล้าที่ไม่รู้ว่าพูดมาจากตรงไหนกัน คงต้องรอให้สติเขากลับมาก่อน และซักพักเรื่องตอนนี้ก็จะเป็นเพียงแค่ฝันไป
"อย่างน้อยในตอนนี้ระหว่างรอสตินายกลับคืนมา เสวนากับเหล้าอย่างฉันหน่อยดีไหม"
"หือ ทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ อย่างเช่น..."
"ไม่ล่ะ ฉันเต้นฮิปฮอปไม่ได้หรอก"
"ดูจากร่างคุณแล้วนะ ผมก็ว่างั้น" เอ๊ะเดี๋ยว มันเหม่งๆนะ"
"งั้นฉันจะถามนายเหมือนคนอื่นๆที่มาเยี่ยมฉันดีกว่า"
"เออ...ก็ได้"แสงสว่างอีกลำฉายวาบมากหน้าโต๊ะเผยเป็นเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง เขาก้าวเท้า นั่งรอฟังคำถาม จากสิ่งไม่น่ามีจริง
"เบรฟ นายคิดว่าฉันมีชีวิตไหม"
"ถ้าเรื่องลมหายใจนาย อาจไม่ แต่เรื่องจิตใจ นายอาจใช่"
"อย่าให้มันกำกวมซิ ตรงนี้ไม่มีใครแคล์คำพูดนายเหมือนโลกแห่งความจริงซักหน่อย นายต้องหัดตรงๆบ้างรู้ไหม ใครๆจะได้เข้าใจนายมากขึ้น แล้วก็จะได้ดูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองด้วย"
"ก็ได้ๆ "ว่าแต่มันรู้ว่าเขาเป็นยังไงได้ยังไง เอาเหอะมันยังไม่รู้จักชื่อเขาเลยนี่ การคาดเดามันอาจง่าย เพราะเขารู้ดีว่า สังคมภายนอกที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าชัยชนะ มักจะเหมือนๆกันหมด
"สำหรับ ฉัน แกไม่มีชีวิต เพราะว่าแกไม่สามารถตายได้ จริงไหม"เขาเปลี่ยนเป็นสรรพนามที่เริ่มสนิทมากขึ้น เพื่อสื่อออกมาให้ตรงอย่างที่มันบอก
"นั่นก็ถูก แต่ความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิตหรอกนะ"
"หืม แปลกนะ สำหรับฉัน ความตายคือซากแห่งความทรงจำ เมื่อความรู้สึกหมดไป ความทรงจำหายไป ก็คงไม่เหลืออะไรนอกจากวิญญาณที่ปลิดคราบอดีตไปจนหมด"
"คำนิยามของชีวิตคงต่างกันล่ะซิ ...แน่นอนมันคงเป็นจุดจบของนายจริงๆถ้านายเป็นคนตาย แต่สำหรับฉันน่ะไม่เคยคิดว่าความตายคือจุดจบนา และก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นด้วย เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ก่อนใครจะตายเป็นซากแห่งความทรงจำอย่างที่นายบอก เขาต้องกระทำอะไรซักอย่างทีส่งผลกระทบต่อเนื่องไปตลอดกาลจริงไหม"
"อา...ฉันคิดว่าไม่หรอก ถ้าในแง่ของนายที่พูดในมุมมองของบุคคลอื่นอาจใช่ แต่ในแง่ของฉัน ลองแทนด้วยตัวเองซิ ยังไงพอสุดท้ายเราตายจะก็ไม่เหลืออะไรไว้ในปัจจุบันหรอก หรือจะเหลือความรักแท้เหรอ... บ้ารึเปล่า ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในคราบวิญญานที่ไร้อดีตอีกต่อไป จะมีก็แต่อนาคตที่ขึ้นต้นกรรมที่ต้องรับผิดชอบ กรรมที่รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากอดีตอย่างที่นายว่า"
"โฮ่ นายนี้ปรัชญามากกว่าที่คิดนะ...แล้วที่นายจมอยู่ร้านนี้คืออะไรล่ะ เรียกว่ากรรมของนายใช่ไหม นายทำอะไรให้เขาตายหรือ...."
"..."
"พูดถึงเรื่องความรัก พวกนายชอบบอกอยู่เรื่อยว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่ล้นฟ้า จริงๆแล้วตัวตนมันก็เหมือนฉันทุกประการ มอบแต่ความหลงใหล พร่ำเพ้อ หลงละเมอ ถ้ารับมากไปก็จะน๊อกเอา ถ้ารับน้อยไปก็จะไม่สนุก แตกต่างนิดหน่อยที่พวกฉัน ไม่มีเหล้าแท้"
"ฉันเองก็ไม่ได้เชื่อในรักแท้หรอก ดังนั้นมันคงเหมือนกันทุกประการอย่างที่แกว่า"
"เบรฟ นายไม่เชื่อในรักหรือ โหแหะพวกนายเนี่ยพอทุกข์ใจก็เหมือนกันหมดจริงๆ ชอบโทษโน่นว่าไม่มีจริงเรื่อย เหมือนนิยามชีวิตรึเปล่า หึหึหึ"
"ไม่รู้ซิ ฉันไม่เคยเชื่อในรักแท้นับตั้งแต่มีความรัก ถึงแม้ฉันจะเชื่อแต่ว่ามันคงมีคนที่เราสามารถเข้ากันได้จนถึงที่สุด แต่รักแท้คงมีอีกส่วนประกอบคือเพียงมิตรภาพในคราบของการหลงใหล และการมีเพศสัมพันธ์ ฉันคงปฏิเสธไม่ได้ใช่ว่าคนที่อยู่ข้างเตียงในทุกเช้า ทุกคืน ทุกวัน คือคนที่ช่างเหมือนกับเพื่อนแท้เสียเหลือเกิน...."
"นายนี่ลึกกว่าใครไปแล้วล่ะ ถ้าให้ฉันตีความจากคำพูดเมื่อกี้ แกยังคงเชื่อในมิตรภาพ ก็ยังเชื่อในความรักมิใช่หรือ"
"ไม่ทั้งหมดหรอกนา หากเปรียบน้ำเปล่าเป็นคำว่าเพื่อน ส่วนที่มึนเมานั่นแหละคือความรัก"
"สงสัยเพราะว่านายเป็นคนถูกทิ้ง พอนายถูกทิ้ง ก็เป็นนายเองที่ต้องตามหาจุดที่มั่นคงที่สุดที่จะไม่ทำให้หัวใจนายปลิวหายไปอีก และนายก็คิดว่าสิ่งที่น่าจะเหมาะกับการยึดเหนี่ยวที่สุดก็คือ สัจธรรม แม้จะโหดร้ายก็ตามที"
"...ช่างฉันเหอะน่า"
"มนุษย์ก็เหมือนกันทุกคนแหะ พอถามคำถามเดียวก็เลยไปไกลทุกที ฉันถูกใจพวกนายตรงนี้จริงๆ คนที่มาพบฉันทุกคนมักจะตกอยู่ในสภาวะแบบนาย แม้จะคิดแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมก็เกิดจากแนวคิดเดียวกัน มีบางทีก็มาปรึกษาด้วยนะ แต่ที่ฉันทำได้ก็แค่บอกพวกนายจากมุมของฉันเหมือนอย่างคนมองโลกในแง่ดีทั่วไปบอกกัน"
"ก็นะ ทุกคนย่อมต่างกัน จริงๆแล้วไม่มีใครเหมือนกันหรอก พอได้รับคำแนะนำจากใครๆแล้ว สุดท้ายเขาก็เก็บเอามาประยุกต์กับตัวเอง กลายเป็นอื่นไป"ระหว่างที่เบรฟพูดเขาก็คิดถึงคำพูดของมันไปด้วย ...คนที่มาพบมัน ...ค้างคาใจจริงๆ
"ก็ถูก แต่ว่าฉันเองก็ชอบถามพวกนั้นกลับไปเหมือนกัน เพราะว่าความอยากรู้มันโลกที่แปลกประหลาด แม้ความเห็นของแต่ล่ะคนจะใช้ได้หรือไม่ได้ มันก็ยังน่ายินดีที่จะได้ลิ้มลอง ถึงแม้สุดท้ายพวกนายลืมตอบคำถาม ลืมแม้กระทั่งคำตอบก็ตามที"
"ฮ่าๆๆ ก็นะ พวกเราน่ะคงไม่อยากได้ยินคำถามแบบนั้นหรอก โดยปกติแล้ว พวกเราน่ะ ถ้าเป็นการตอบให้กับคนอื่นน่ะทำได้ง่ายๆเชียวล่ะ แต่ถ้าเป็นการตอบคำถามของตัวเองนั้น มันยากเสมอที่จะตอบให้เด็ดขาด เพราะเรารู้ว่าแท้จริงแล้วไม่มีอะไรแน่นอน"
"และเราคุยกันเรื่องแบบนั้นหรือ แกลืมคำถามไปแล้วใช่ไหม..."
"อ่า...เอ๋..." เขาพลาดตอบตรงไหนเนี่ย
"นายพลาดตรงที่ นายไม่คิดจะมองมันไงเล่า"แต่เบรฟไม่ได้ยินประโยคนี้เลย
"....ฉันนึกออกแล้วเรื่องที่ฉันไม่ได้ตอบ ฉันต้องตอบเป็นมารยาทเกี่ยวกับ นิยามของชีวิตที่มีต่อแกและความตายใช่ไหม"
"นั่นไงล่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกฉันหรอก ฉันคิดว่านิยามชีวิตของแกคงดาร์คๆเหมือนคนจมในความผิดหวังคนอื่น และถึงแกไม่มีคำนิยามของชีวิตให้ฉัน แต่ฉันก็จะยังบอกไว้ว่า โลกนี้จะสวยงามด้วยการมองของเรา มันก็เหมือนกับความตายนั่นแหละ ไม่มีใครตายไปจากใครจริงๆหรอก เพราะผลของการกระทำยังคงผสานต่อไป ดั่งเช่นที่นายยังเจ็บปวดเพราะพวกเขายังไงล่ะ ดังนั้นขอให้นายมอบชีวิตดีๆให้แกคนที่มีชีวิตในตัวแกด้วย อย่าทำตัวเหลวแหลกเลย"
"คนที่มีชีวิตในตัวฉัน"
"คนอื่นๆด้วย"
"....มันคงดีซินะ ถ้ามองได้แบบนั้น"
"เวลา ประสบการณ์จะสอนทุกอย่างนะเบรฟ ตอนนี้นายคิดยังไงกับคำว่า มีชีวิตล่ะ หึ"
"...."
"ไม่ว่านายจะคิดยังไง ความจริงมันเป็นของนาย ไม่มีคำตอบที่หลอกลวง...ปัญหาคือนายจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ....ก็แค่นั้นแหละ"
มุมมืดเริ่มลางหาย ภาพจางๆค่อยๆพร่าปรากฏออกมา กลิ่นฉุนๆของเหล้าแรงก็เกาะกลุ่มอยู่ที่ปลายจมูก ร่างกายเขากลับมีน้ำหนักอีกหน ความร้อนรุ่มสลับหนาวเหน็บก็สร้างอารมณ์แปลกๆขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียงเปรยๆของเหล้าบนโต๊ะดังแผ่วเบาว่า
"ถึงเวลาแล้วซินะ หวังว่าจะไม่ได้เจอนายอีกล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สภาวะแบบเมื่อกี้นี้"
"ก่อนจะไป ฉันถามแกอย่างหนึ่ง ทำไมแกรู้จักฉัน รู้จักจักมุมมองที่ฉันลืมมอง"
"ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรตอบคำถามซึ่งนายคงไม่ลืมอีกให้ได้เพราะว่านายจะเป็นคนตั้งขึ้นมาเองว่า..."
"อะไรนะ"เป็นอีกครั้งที่มันขาดห้วง แต่ครั้งนี้มันได้รับการเติมเต็มว่า...
"นายกำลังคุยอยู่กับอะไร"
4
"เป็นยังไงบ้างครับ หนักไปหรือเปล่าเนี่ย"เสียงลูกจ้างเล็กเลี้ยวดังแผ่วๆไกลออกไป
"รอเขาตื่นขึ้นมา แล้วแกจะรู้ว่า ฉันพูดไม่ผิด"เสียงทุ้มๆตอบมาอย่างรวดเร็ว
"คุณรู้ว่าผมจะเป็นแบบนี้เหรอ"ในที่สุดสมองตึงๆของเบรฟก็ผ่อนลง ให้แสงลอดไล่ผ่านม่านตาได้เสียที เมื่อสติเลื่อนกลับมาแทนความไร้สติ คำพูดมากมายก็พรั่งพรูออกมา หากแต่แม้แต่หูของแมลงวันที่ใกล้ปากของเบรฟมากที่สุดก็คงไม่ได้ยิน
"เอาล่ะ คุณคิดว่าเหล้ามีชีวิตหรือเปล่า"
เบรฟยิ้มละไม เลิกคิ้วให้กับทั้งคู่ คิดถึงคำถามสุดท้ายที่ดังแผ่วอยู่ที่ไหนซักที่
"ถ้าเรื่องลมหายใจอาจไม่ แต่เรื่องจิตใจอาจใช่"เบรฟหันไปหาเจ้าของร้านอ้วนกลมที่ยิ่มกริ่มพึงพอใจกับคำตอบ ก่อนที่จะปล่อยให้ลูกจ้างผิวดำข้างๆนั้นนั่งหน้างง
เมื่อเบรฟชำระเงินเสร็จ และกำลังจะออกจากร้านนั้นเอง เสียงของลูกจ้างผิวดำก็เจือยแจ้วจากหลังร้าน เบาจนเขาแทบไม่ได้ยิน แต่ก็สามารถเรียงเป็นประโยคได้ แม้จะขาดในห้วงช่วงสุดท้ายก็ตามที
เขาระลึกถึงเสียงที่สะท้อนไปมาว่า
"ผมรู้แล้ว ตอนนั้นผมกำลังคุยกับ...."
5
เขาย่ำบูทดำออกมาจากร้านลาโบนี่ พื้นถนนตลอดระยะสายตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาจากฟากฟ้าที่เย็นเยียบ มันเป็นสีขาวโพลนสะอาดตา ลมหนาวที่พัดวูบไปมายังเอาละอองหิมะล่องลอยต่อไปอีกไกล
....ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มันค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกับหิมะที่ค่อยๆทับถมกันจนท่วมผืนดิน แต่คำนิยามในแต่ละความคิด หวั่นไหวดั่งจิตใจรวนเรของหญิงงาม พื้นของจิตใจเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เขาเติบโตขึ้น ซึ่งเป็นผลิตผลจากประสบการณ์สั่งสมในความทรงจำ และแม้เมื่อถึงเวลามันจะกลับมาเห็นผืนดินอีก เขาก็ไม่สน เพราะเขาเชื่อว่า จะยังมีตัวเขา เติบโตขึ้นในคนอื่นๆ
โลกจะสวยขึ้น ตราบใดที่เขามองว่ามันงดงาม พ่อแม่เขายังไม่ตายไปจากเขา อย่างน้อยก็มีชีวิตอยู่ในร่างที่ทั้งสองบ่มเพาะสร้างขึ้นมา อลิเซีย เธอจะไม่มีวันตายไปจากเขาเช่นกัน มันไม่ใช่การโหยหาอีกแล้ว แต่เป็นการมองอดีตอย่างมีความสุข เพื่อจะสามารถไปหยั่งอนาคตได้อย่างมั่นคง
บางที เขาอาจไม่มีความรักอีกแล้ว...
การลืมน่ะยากเสมอ เพราะเมื่อถึงเวลาเราก็จะจำได้อยู่ดี
สำหรับเขาแล้วการอยู่อย่างเข้าใจง่ายกว่าเป็นเท่าตัว
แต่ก็อย่างที่บอกเวลาไม่ได้ช่วยรักษา แต่การรักษามันต้องใช้เวลา
และบางครั้งความเข้าใจที่ใช่เวลานั้น ก็อาจทำให้เราสับสน และลืมเลือนไป
ดังนั้นเขาจะเลี่ยงตอบคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นในเหตุการณ์วันนี้
แม้กระทั่งเขาจะไม่มีวันรู้ว่าวันนั้น
เขากำลังคุยกับอะไรก็ตามที
+++++++
แด่คืนหนึ่งเมื่อปีก่อนซึ่งใกล้วันปีใหม่
.....
10/1/2552
รัตติกาลสีขาว
เรื่องนี้เขียนพล๊อตไว้นานมากแล้ว
ก็เลยจับมันขึ้นมาปรับสำนวนใหม่ครับ
นั่งอ่านอีกครั้งผมว่ามันยังกำกวมอยู่มาก
เหมือนกับผมเขียนอยุ่กับตัวเองแบบนั้น
แต่มันก็ดีในแง่ของเรื่องสั้นแนวนี้
ขอบคุณที่ติดตามและอ่านจนจบครับ
[จะมีใครสังเกตุว่าเราอัพ page บ้างเนี่ย]

เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย
#1 By นางสาวความสุข on 2009-01-13 17:37