*สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ฮิเรนด้า ก็ไปอ่าน นิทาน:กระต่ายกับรอยยิ้ม ก่อนนะครับ

 

ปรารถนาลำดับสุดท้าย
"ภายในดวงตาของเฟรโซ่"

 

              "ฮิเรนด้าเฟรโซ่ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่...."เสียงนั้นก้องแผ่วเบาและสะท้อนไปมาในความมืดมิดราวกับกำแพงแห่งความรู้สึกได้จองจำกระทั่งลมหายใจเล็กๆของมัน
                "แล้วเจ้าเกิดมาเพื่ออะไร ฮิเรนด้าเฟรนโซ่" น้ำเสียงนั้นแตกพร่าแหบกระด้างและแทบจะกดความรู้สึกให้จมธรณีสีดำสนิทโลกแห่งความว่างเปล่านี้
                ทันใดนั้นเองสีทะมึนก็พุ่งออกมารอบทิศทางราวกับลมสะบัดพัดคลั่ง มันออบอุ้มตัวตนของโฟรโซ่เอาไว้ และจากนั้นในหัวใจที่แหลกราญของความหวาดกลัว ก็ปรากฏภาพปีศาจใส่หน้ากากฉีกยิ้มวิกลจริตเข้าชิดใบหน้าของมัน ลมหายใจของปีศาจร้ายเข้มข้นราวกับบีบโลกให้แตกได้ กระจายอยู่บนใบหน้าอันอึดอัดของเฟรโซ่
                ภาพของเอริปรากฏตัวขึ้น เธอที่รักของเฟรโซ่กำลังหนีจากเฟรโซ่ไปเรื่อยๆ  แล้วในตอนนั้น เฟรโซ่ก็ล้มลง กระอั่กเลือดสีดำออกมาจากความเจ็บปวด เจ้าปีศาจปรากฏขึ้นอีกครั้งและกล่าวคำสุดท้ายอันแสนคุ้นเคยว่า

                "อดีตนั้นคือความจริงถาวร...."

.....

                ฉากสีดำกลับคืนเป็นสีสันตามเดิม แต่คราวนี้มันพาไปจุดๆที่เฟรโซ่ฝังไว้ในความหลงลืม มันเป็นคืนเจ็บรวดร้าวเหลือเกิน
                ณ ที่นั่นผู้สวมผ้าคลุมสีดำนับล้านชุมนุมกัน ต่างติดกันเหมือนผ้าคลุ่มชิ้นใหญ่ที่ขาดกันไม่หมด เฟรโซ่กุมมือเอริ ดีเซลโล่ อาโรม่า เอาไว้บนพิธีกรรมเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ พวกเขากำลังจะได้ออกสู่โลกกว้างบนฝืนแห่งเนินชมจันทร์แสนสงัด ทุกๆคนต่างตื่นเต้นเพื่อที่จะฆ่ากระต่ายซักตัวเพื่อยืนยันศีลเลือดของพวกมัน
                โลกที่ฮิเรนด้าอยู่นั้นมืดมิด ไม่เคยมีแสงสว่างมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ทุกตัวจำความได้ แต่เมื่อแสงจันทร์ได้ก่อกำเนิดขึ้น ชีวิตของพวกมันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล มันลุ่มหลงในแสงดาว สนุกสนานกับการเข่นฆ่า แปรเปลี่ยนจากหน้าที่เขียนบทกวี ปรัชญาลึกล้ำเกี่ยวกับความทรงจำแห่งโลกนี้เพียงอย่างเดียว ก็เหลือแต่อารมณณ์สั่นไหวเมื่อต้องสิ่งงดงามเท่านั้น และเมื่อบางส่วนหลงรักความงาม อีกบางส่วนก็กลายเป็นเศษซากอารมณ์ที่จะทำลายทุกๆอย่างที่ขวางทางมัน และนั่นก็คงเพียงพอให้ชีวิตของฮิเรนด้ามีความสุขบนโลกที่แสนชิงชัง
                เฟรโซ่จำได้ดี คืนนั้น คืนแห่งจันทร์ทรงกลดที่หาได้ยากยิ่ง ทุกอย่างกำลังประกายรำพันกับร่างของพวกมันทั้งหมด สายลมเงียบกริบเพื่อฟังเสียงบรรเลงที่ไร้ทำนอง คลื่นศรัทธาก่อกำเนิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรับรู้พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธ์ และสร้างขุมพลังอันยิ่งใหญ่ ดวงดาวสดับเจิดจ้าพร้อมรับทำนองอันโหดร้ายและงดงามไม่แพ้กัน
                 "แม้ว่าตอนสุดท้าย เราจะต่างกันเพียงใด โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน...เราจะตายพร้อมกัน"เสียงกระซิบแหบกระด้างของเฟรโซ่ดังแผ่วเบา และทั้งหมดที่กุมมือกันไว้ก็ภาวนาถึงสิ่งเดียวกัน โดยมองใบหน้าของคนที่สนิทกันมาตลอดชีวิต
                  ทุกๆอย่างในบริเวณนี้ก็ค่อยๆมืดลง บิดเบือนเป็นทรงกลม บดบังแสงสว่างทุกชนิด ฮิเรนด้าต่างกุมมือกันไว้ ทุกคนสั่นด้วยความโกรธ เครียดแค้น เมื่อปล่อยให้ความมืดผ่านตัวตนของมันไปแต่ล่ะตน"เราจะฆ่ากระต่ายทุกตัวเพื่อฉกชิงความชอบธรรมที่พวกมันเอาจากเราไป...."
                  สิ้นเสียงสะท้อนที่นุ่มลึก ผ้าคลุมของแต่ละตนก็ขาดออกจากกัน ฮิเรนด้าวัยรุ่นก็โห่ร้องกึกก้อง แม้จะรู้ว่ามีเพียงฮิเรนด้าไม่กี่ตัวเท่านั้นที่รอดกลับมาบนมาตภูมิอันทรงเกียรติแห่งจุดที่หายไปบนแผนที่ของเนินชมจันทร์แสนสงัด และทุกตัวก็ออกเดินทางไปหาชะตากรรมแม้จะรู้ว่าตนเองนั้นต้องสาปเพียงไร
                  แต่แล้วเฟรโซ่อีกที่คนล่องลอยจ้องมองด้วยน้ำตานองหน้า ถูกตรงตรึงโดยไร้คำพูด ชีวิตจากนั้นไปมันช่างแสนเศร้า หัวใจมันไม่อาจรับต่อไปได้ไหว มันยากจะร่วงหล่นดับสลายไปพร้อมกับความทรงจำนี้เหลือเกิน ทันใดนั้น ปีศาจหน้ากากตนเดิมก็พูดอย่างเชื่องช้าข้างๆตัวมันเหมือนคืนก่อนๆว่า

                  "เจ้าก็รู้ว่ามันผิด...และเจ้าก็รู้ว่าควรทำเช่นไร"

......

                เฟรโซ่ลุกขึ้นมาจากเตียง มองไปหน้าต่างที่ของแค้มกองกำลังคิดอาวุธ มันกำลังจะเดินทางไปหาที่อยู่ของมันเอง เพื่อปลดปล่อยอะไรซักอย่างที่มันตามหา ...แต่เมื่อก้าวเข้าไปสู่มาตภูมิสูงสุดที่หายไปแห่งเนินชมจันทร์แสนสงัดเท่าไร โลกนี้ก็มีกลางวันน้อยลงเท่านั้น
               เรื่องเล่าเมื่อเก่าก่อนคืนรอยขื่นขมให้กับมัน กระต่ายชื่อ รัสตี้ฮอปได้ปลดปล่อยความมืดที่ฝังตัวอยู่ในจุดสูงสุดของท้องฟ้าเพื่อจะสามารถหลบหนีจากการจับกุมของทางการกระต่าย เมื่อความมืดมิดถูกปลดปล่อย มันก็หาที่อยู่ใหม่ที่มาตภูมิสุดท้ายแห่งเนิมชมจันทร์แสนสงัด และนั่นก็ทำให้ฮิเรนด้าทุกตัวสูญเสียการมองเห็นไปจนหมดจด เสียงที่ลอยมาตามลมบอกเรื่องราวของรัสตี้ ทำให้พวกเราเคียดแค้นหนักขึ้นๆ  และแปรเปลี่ยนเป็นริษยา จนกลายเป็นความชิงชังต่อผู้อยู่ภายใต้แสงสว่างทุกตัว แต่ฮิเรนด้าสมัยนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากหน้าที่บันทึกความทรงจำของโลกก็ตาม เพราะพวกมันมืดบอดเสียแล้ว
               

                จนกระทั่งลู่น่าปรากฏกายออกมา...
                และจากนั้นเราจึงออกล่ากระต่ายโดยติดความมืดมิดเอาไว้บดบัง และทำลายประสาทของเหยื่อ...

 

 

                และวันหนึ่ง ความเป็นปัจเจกชนในเฟรโซ่ก็ตื่นขึ้น มันกล่าวเงียบๆกับตัวเองว่า
                .....ที่จริง เราอาจผิดที่ความเคียดแค้น...

                และนั่นก็ทำให้เรา
                .....ไม่อาจอยู่บนโลกของแสงสว่างได้จริงๆเสียที...

 

               ตั้งแต่คืนแรกที่มันออกล่าเหยื่อหลังพิธีกรรมเหล่านั้น มันค่อยๆทำลายสิ่งมีชีวิตทุกๆอย่าง อย่างช้าๆ และพบว่าเพื่อนของมันบางตัวก็ถูกฆ่าไปเช่นกัน มังกรพิโรธทำลายพวกมันไปกว่าครึ่ง หากแต่สุดท้ายก็โดนฮิเรนด้าหลายพันตัวฉีกกระชากหัวใจในที่สุด และเมื่อเราเจอกระต่าย เราก็จะตรงไปฆ่ามันอย่างไม่ยั้งมือด้วยความเกลียด และความสนุกสนาน บางทีอาจกักขังให้มันรู้รสชาติที่แสนขื่นขมของความมืดเสียบ้าง
               แต่เฟรโซ่ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกครั้งที่ได้เห็นดวงตาของผู้ที่ถูกฆ่าไม่ว่าพวกของมันเองหรือศัตรูก็ตามแต่ มันก็ได้แต่ตั้งคำถามให้แก่ตนเองและเผ่าพันธุ์ของมันว่า ชีวิตที่รู้จักความเจ็บปวด และชื่นชอบความงดงามมากกว่าใครๆ ทำไมจึงมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดไปได้  และความหมายของดวงตาที่งดงามนั้นคือสิ่งใด ทำไมมันเหมือนจุดที่มองไม่เห็นเพราะถูกบดบังด้วยรัศมีที่ปลอมปนบนความเชื่อของฮิเรนด้า
              เมื่อสงสัย เฟรโซ่ก็ต้องหาคำตอบ และพยายามค้นหาว่ามันคืออะไร
              มันแตกจากฝูง เดินไปบนเส้นทางลำพังเพื่อจะค้นหา อะไรซักอย่างที่สามารถสอนให้รู้จักดวงตาเหล่านั้น มันลืมเพื่อน ลืมเอริ ลืมดีเซลโล่ แม้กระทั่งความศรัทธาเมื่อก่อนเก่า
              มันหนาวเหน็บ ปวดร้าว แต่ต้องอดทน เพราะตัวตนของมันถูกรังเกียจในฐานะผู้ทำลาย มันถูกทำร้ายทรมานอย่างโหดเหี้ยม ทว่าความหมายในดวงตานั้นยังเป็นแรงขับดันให้มันเดินต่อไป
              จวบจนกระทั่งวันคืนได้พามันไปพบกับ หนอนตัวหนึ่ง มันเป็นหนอนตัวเล็กๆที่แห้งตายไปเพราะไม่ยอมกินอะไรเลย แต่ว่าในที่อยู่อาศัยของมันนั้นเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนของคนที่เข้าใจความหมายและปรัชญาแห่งกาลเวลาของหนอนน้อย  
               แต่เท่านั้นยังไม่พอ ในดวงตาของคนที่ตายไปแล้วกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ต่างกันเพียงความสุขเท่านั้น มันจึงออกเดินทางต่อไปไกลห่างจากทุกๆสิ่งทุกทีๆ

               และแล้ววันหนึ่งมันก็กลับมา เพื่อพบว่า เอริ ได้ตายไปจากมันเสียแล้ว....

........

               เจ้าปีศาจตัวนั้นปรากฏมาเมื่อไรไม่มีใครรู้ อาจเพราะมันคือความกดดันอันมหาศาลและความทุรนทุรายในความเศร้าสร้อยของเฟรโซ่ก็ได้ แรงกรีดร้องเรียกมันมาสิ่งสู่เฟรโซ่ และมอบอำนาจต่างๆให้แกเฟรโซ่ ซึ่งมีแต่เฟรโซ่นั้นที่ล่วงรู้
               ณ ตอนนี้ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปทิศทางตรงกันข้ามกับความต้องการของ ฮิเรนด้าทั้งหมด มีฮิเรนด้าบางส่วนที่เห็นด้วยกับหลักความคิดของเฟรโซ่ และสัตว์มากมายผู้โกรธแค้นฮิเรนด้าเข้าร่วมกองทัพเพื่อทำลายฮิเรนด้าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และพวกมันจะเดินทางมาสู่ปลายโลกแห่งเนินชมจันทร์เสี้ยวแสนสงัดภายใต้การนำทางของดีเซลโล่ภายในไม่กี่วันเท่านั้น 
               แต่ทว่าคนสั่งการและวางแผนนั้น เป็นของเฟรโซ่แต่เพียงผู้เดียว เฟรโซ่ประกาศกร้าวกับฮิเรนด้าที่รู้จักใกล้ชิดกับมันว่า ถ้าเราหยุดความเคียดแค้นไว้ตรงนี้  แสงสว่างจะกลับมาหาเราเอง มันเป็นคำที่ดูเรียบง่าย แต่ก็ดูทรงพลังยิ่งสำหรับฮิเรด้าที่เคยเดียวดายบนโลกกว้าง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย ซ้ำยังมีพลังอำนาจมากมายล้นขอบเขตจนไม่อาจจินตนาการได้
               ศรัทธาของวันนี้จะทำให้พรุ่งนี้ที่ดีกว่าเมื่อวันวาน
               ซึ่งคำพูดนี้ย่อมเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งนัก สำหรับนักรบที่ทำทุกอย่างเพื่อความเชื่อของตนเอง
               ทุกๆวันก่อนค่ำ ดีเซลโล่มักถามถึงเหตุผลจากความหมายของดวงตาซึ่งเฟรโซ่ได้รับจากการเดินทางว่ามันคืออะไร เฟรโซ่มักจะเปลี่ยนไปพร่ำบ่นถึงความเชื่อที่ไม่อาจเป็นไปได้ให้ดีเซลโล่รับรู้ อย่างเช่นปีศาจผู้มอบอำนาจให้แก่มัน และจะนำพาเอริ ทุกๆคนที่ตายไปกลับมาเมื่อสามารถเคลื่อนพลปลดปล่อยพันธนาการต้องสาปแห่งเผ่าพันธุ์ของเรา

.........

                มันเป็นช่วงโกลาหล ทุกๆอย่างถูกดักทางไว้จนน่าตกใจ แต่การเคลื่อนพลที่พลิกแพลงของเฟรโซ่ ก็ถอยกำลังหลักมารอซุ่มโจมตีแบบแผนซ้อนแผนที่คิดขึ้นได้สดๆในตอนนั้น และถ้ามันเป็นไปด้วยดี ราชาอันเป็นสมองของกองกำลังฮิเรนด้าจะถูกฆ่าตายที่นี่
                "จัดการอย่างที่ข้าบอก ใช้เกราะจากแรดตัวนั้นที่ตายไปแล้วกำบังให้สูงๆไปเลย แล้วคลุมมันด้วยหนังของกิ้งก่า ไปแล่มันออกมาเลย เออ นั่นแหละ จำนวนตอนนี้มันไม่พอแล้ว อย่าลืมขอโทษสหายของเราที่ตายไปแล้วด้วยล่ะ พลตาข่ายจับตาข้าให้ดี เมื่อข้าให้สัญญาณแล้วก็ปล่อยมันลงมาได้เลย ชิ ขอเวลาอีกสักสามสิบนาทีได้ไหมเนี่ย เจ้าพวกเกราะหนักที่เสียสละของข้าเจ้าจะช่วยพวกเราได้ไหมหนอ...พวกเจ้ารอตาข่ายกิ้งก่าอีกซักแป๊บล่ะกันมันยังไม่เสร็จ ขนาดที่กำบังยังไม่เสร็จเลย ...ช่างมันแล้วแกเอาตัวคลุมในผ้าคลุมกิ้งก่าเหลือๆนี่ล่ะกัน "เฟรโซ่ภายใต้ใบหน้าทมิฬออกสั่งการภายใต้เงาอันมืดสนิทของร่มไม้ในคืนจันทร์เพ็ญ แม้ว่าดวงตาของฮิเรนด้าจะมองเห็นทุกๆอย่างได้ในความมืด แต่มันก็ไม่อาจมองเห็นได้ในความมืดที่สนิท และเมื่อไม่อาจมองเห็น ฮิเรนด้าจะฟูมฟาย บ้าคลั่ง และทำร้ายกันเอง
                "พวกเจ้าเตรียมพร้อมนะไม่มีเวลาแล้วล่ะ... ถ้าไม่ได้ตาข่ายก็ใช้ ผ้าคลุมหนังกิ้งก่าที่ใช้พรางตัวพวกเจ้าเนี่ยแหละ อา...แกรู้จักใช่ไหม ความเกรียงไกรของวีรบุรุษน่ะ สหายรบของข้า พวกท่านคือวีรบุรุษที่จะมอบแสงสว่างอันเป็นนิรันดร์ให้แก่สรรพสิ่ง พรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้เสมอ ถ้าท่านศรัทธากับมัน...."

                และก็ไม่ใช่เฉพาะแต่ฮิเรนด้าเท่านั้นที่กลัวความมืด...

                ดังนั้น เฟรโซ่ต้องจัดการให้แนบเนียนพอ มีแสงสว่างให้พวกพ้องไม่กลัวไปกว่านี้ และต้องซ่อนตัวด้วยหนังกิ้งก่าทุกอัน แผนของมันนั้นง่ายเหลือเชื่อ แค่คลุมหนังกิ้งก่าขนาดใหญ่ เล็ก ใส่กองทัพของราชาซึ่งพุ่งมาสังหารกองกำลังที่แตกพ่ายก็พอแล้ว
               เมื่อสั่งทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว เฟรโซ่ก็ถอยออกไปจากความวุ่นวายแถวนั้น เดินขึ้นไปชะง่อนหินผาสูง เพื่อสังเกตกองทัพศัตรู และให้สัญญาณแก่ทุกๆอย่างตามแผนที่วางเอาไว้ โดยมีดีเซลโล่ เพื่อนสนิทตามไปคุ้มกันเพียงสองคน
                ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เฟรโซ่จึงกระซิบด้วยพลังจิตที่ให้กองทัพหนักที่มีสภาพร่อแร่ถอยกลับมาได้แล้ว  น้ำเสียงนั้นแหบกร้าวอ่อนแอปะปนไปกับน้ำตาเย็นเฉียบไหลออกมาเมื่อเห็นพวกพ้องล้มตายไปเป็นจำนวนมากราวกับก้อนหิมะในวันที่อาทิตย์จัดจ้าน มันเหลือแต่ขุนพลสนิทเก่งๆที่อาบด้วยความเจ็บปวดเอาไว้บนดวงตา ยืนต่อสู้เป็นกำแพงให้แก่แผนการสุดท้ายของเฟรโซ่ เพราะมันทุกตัวในตอนที่รับแผนการต่างรู้ดีอยู่แล้วว่า นี่คงเป็นศึกสุดท้ายของทุกๆอย่างแล้ว 
                เฟรโซ่เบิกตามองด้วยความรวดร้าว แต่มันก็ต้องทนดูการสังหารหมู่เพื่อวันที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ใครจะรู้ว่ากองทัพฮิเรนด้าจะเคลื่อนตัวไปตามความมืดเมื่อไร
                มันจดจ่อไปบนเส้นทางอย่างเงียบกริบ สายตาตามติดพาหนะสีมืดของราชาฮิเรนด้าร่างยักษ์ มันทำสมาธิ กองกำลังหน้าของราชากำลังสนุกกับการไล่ล่าลูกน้องของเฟรโซ่ กองทัพหลักที่ตามติดจึงรุดหน้าไปทำลายกองกำลังนี้ให้หมดสิ้นโดยที่เชื่อว่ามันเป็นกองกำลังสุดท้าย 
                กองกำลังหลักผ่านไปแล้ว กองกำลังสุดท้ายของราชาจะมาถึงจุดนัดพบของเสียงกระซิบแห่งความวินาศ

                 ราชาเคลื่อนไปตามความมืดจากขอบสายตาตรงจุดนั้น อีก 10 วิ 3 วิ 2 วิ 1....

 

......

 

 

             "อ๊ากกกก"เฟรโซ่กู่ร้องร่างของมันแยกออกด้วยรูโหว่แห่งความตาย ฉับพลันนั้นเองเลือดสีแดงหม่นก็กระชากออกจากร่างราวกับร่างนั้นโดนระเบิดเข้าอย่างจัง มันล้มลง กำแพงเย็นเยียบก็พุ่งปะทะความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และกว่าจะรู้ว่ามันคือผืนดิน ลมหายใจของมันก็ขาดห้วง ทะลักเอาแต่ของเหลวของชีวิตออกไม่หยุดหย่อน มันหอบหายใจทางปากที่เต็มไปด้วยกินคาวเหล็ก และสูดหายใจตะโกนออกไปว่า
             "แก...ดีเซลโล่ ทำไม...ทำไม ....รอยกรีดสีดำ... คาถานี่มัน เสียสละทุกอย่างของแกเลยนะเว้ย...อ๊าก" ร่างของเพื่อนผู้ทรยศเองฉีกขาดเช่นกัน มันเป็นผลจากการถูกทำร้ายด้วยมนต์ของตัวเอง
              "เพื่อความงดงามของรัตติกาลสีขาวอย่างไรเล่า"ดีเซลโล่พูดทั้งๆที่ปวดร้าวไปทั้งกระดูก กระทั่งลมหายใจเข้าออกก็เหมือนกับการถูกแทงซ้ำๆด้วยมีดทื่อๆไปบนหัวใจเล็กๆของมัน
              "แกเข้าข้างราชาตั้งแต่เมื่อไร" เฟรโซ่กล่าวช้าๆแผลนั้นค่อยๆสมานร่างแหลกเหลวของเฟรโซ่ ให้กลับมาเช่นเดิม หากทว่า จิตใจก็รับรู้ได้ว่าอีกไม่นานชีวิตของมันก็ต้องหายไปอยู่ดี
              "ตั้งแต่แรกเพื่อนรัก ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

 

 

 

               เฟรโซ่หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ และเงียบงันไป...  ทุกๆอย่างถูกหยุดนิ่งยาวนานนักและเงียบหายไป .....แต่ดีเซลโล่กลับได้ยินแต่เพียงเสียงหัวเราะทั้งน้ำตาของเพื่อนเท่านั้นที่ก้องคว้างไม่เสื่อมหายไปไหน

.......

                แสงสว่างของค่ำคืนนี้ หนาวเหน็บแม้เมื่อผิงไฟ สายลมเองก็เช่นกัน มันแสนจะร้าวรานราวกับการกระชากไปมาของปีศาจร้าย ทว่า ทำนองอันก้องแผ่วเบาของเนินชมจันทร์เสี้ยวนั้นกับบรรเลงเงียบๆ ราวกับกำลังสรรเสิญความตายที่ยิ่งใหญ่ของบางสิ่งบางอย่าง ร่างของฮิเรนด้าทั้งสองยังนอนราบอยู่ที่เดิม ราวกับไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว....
               และผู้ทำลายความเงียบก็คือ เฟรโซ่เอง
               "ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไม พวกแกถึงได้อยากจะกลับไปสู่วีนคืนเหล่านั้นกันนักทั้งๆที่มันไม่มีทางกลับมาได้แล้ว"
                "เฟรโซ่ แกก็เหมือนกันนั่นแหละ"ดีเซลโล่ตอบทันควัน
                "...ฉันกำลังก้าวไปข้างหน้าเพื่อนรัก แกไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่ฉันหวังมันมากมายเพียงใด"
                "หากทว่า ฉันเองก็ไม่เห็นเหตุจำเป็นใดๆจะต่อต้านแกหรอก นอกเสียมันได้ล้วงล้ำอิสรภาพของพวกฉัน"
                "กับการฆ่ากระต่ายที่น่าสงสารเหล่านั้นเนี๊ยนะ"
                "วิถีชีวิตเราต่างกันเพื่อนรัก แต่แกต่างหากที่ไม่เคยเข้าใจอะไรอย่างแท้จริง"
                "ฉันแค่อยากแบ่งปันวันพรุ่งนี้ให้แก่เราทุกๆคนเท่านั้นเอง"
                "...นั่นซินะ แต่ว่าแกน่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่า มันจะต้องมีผู้สูญเสียให้แก่ความมืด เพื่อดำรงแสงสว่างเอาไว้ ซึ่งมันก็กลายเป็นพวกเราเอง ....ฉันน่ะคิดเสมอว่า เราเกิดมาเป็นฮิเรนด้าเพื่อชดใช้อะไรซักอย่าง อาจเป็นเรื่องที่ฉันทำเมื่อก่อนที่จะมาเกิดเป็นฮิเรนด้า และเมื่อตายไปเราก็จะกลับไปกำเนิดใหม่เป็นสิ่งที่สามารถเลือกชะตากรรมได้ด้วยตนเอง"                
                "แต่ฉันอยากเลือกชะตากรรมของตัวเอง ฉันจะไม่จำเจและคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้... แกจำแฮบบิทเบิร์ดได้ไหม จำที่หมีตัวนั้นพูดซิ ทุกๆอย่างมาจากความเชื่อของเราเอง"
                "อา....นั่นเป็นความเชื่อที่ดี มันถูกต้อง และตอนนี้ความเชื่อของเราสองคนก็ได้ปะทะกันแล้วไง...."
                "มันไม่เคยมีอะไรถูกจริงๆซินะ"
                "เอาเถอะ อย่างน้อย....อีกไม่นานเราทั้งคู่คงจะตายไปจากโลกนี้เสียแล้ว แกควรจะปล่อยๆไปบ้าง อย่าให้เหมือนกับวันวานเลย"ดีเซลโล่ค่อยๆเอื้อมมือไปหยั่งเฟรโซ่ที่จมกองเลือดแดงฉานอยู่ข้างหน้า คว้าเอาตัวของเฟรโซ่ไว้
                เฟรโซ่ขยับหนี และจ้องกลับมาด้วยหน้าที่อาฆาตยิ่งกว่าปีศาจใดๆในโลก
                "มาถึงขั้นนี้แล้ว แกก็ยังเหมือนเดิม ชอบทำตัวโดดเดี่ยวอยู่เรื่อยเลย"
                "แกต่างหากที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจากวันที่เราสาบานกันไว้มากเลย"
                "ที่ถูกน่าจะเป็น... เวลาต่างหากเล่า"เสียงแปลกหน้ากระซิบแผ่วเบาจากข้างๆทั้งสอง
                "เจ้าเป็นใคร"
                "เนมซิส...ข้าขออาหารซักหน่อยได้ไหม"
                "เจ้าไม่เห็นหรือพวกเรากำลังจะตาย"แต่เนมซิสชูเหรียญให้ทั้งสองเห็น
                "ฮ่าๆ ตำนานมีจริงหรือนี่"เฟรโซ่หัวเราะเบาๆ
                "เอาเถอะ เจ้าเห็นตรงนั้นไหม โต๊ะอาหาร เชิญตามสบาย"ดีเซลโล่กล่าวเรียบๆจากนั้นจึงกล่าวขึ้นมาอีกว่า
                "แม้ว่าตอนสุดท้าย เราจะต่างกันเพียงใด โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน...แกจำได้ไหม"
                "...แต่การทรยศมัน..."
                "เรายังอยู่ด้วยกัน แกเอ๊ย เรายังอยู่ด้วยกันในวาระสุดท้าย..."ดีเซลโล่กล่าวต่อไปอย่างเจ็บปวด
                "วันคืนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันคืนเถอะนะ เฟรโซ่ อย่างที่แกบอก ไม่มีใครกลับไปได้หรอก  แต่แกน่ะ...ลืมดูตัวเองรู้ไหม อันที่จริงใครๆก็รู้ว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบัน และพวกเราฮิเรนด้าที่แกรังเกียจทำอยู่น่ะ ไม่ใช่เพราะมันสามารถทวงวันเวลาเหล่านั้นกลับมาได้ แต่มันคือวิถีชีวิตที่เราสนุก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่เนมซิสบอกเสียแล้วล่ะ  เฟรโซ่....มันต่างกับที่แกจะทำนัก พวกเราดำเนินทุกอย่างไปตามความสุขและรับความทุกข์มันเอาไว้อย่างเข้าใจดี แต่แกน่ะกลับดำเนินการทุกอย่างเพื่อตนเองที่แกเองก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง แค่เพียงสับสนก็ทำให้นายลืมความเป็นไปของเราจนหมด...แกก็รู้ว่าแกไม่มีทางทวงความรักของแกกลับมาได้ ต่อให้ปีศาจในฝันของแกจะชุบชีวิตที่เอริกลับมาให้แกได้ก็ตาม...."
                
"อา...ท่าทางพลังของแกจะแกร่งกว่าฉันเยอะนะเนี่ย"ดีเซลโล่สบถต่อเบาๆและแหบพร่า มันเจ็บตรงหน้าอกอย่างรุนแรง เสียงลั่นแตกของร่างกายร้าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหัวใจดวงเล็กดวงหนึ่งก็เต้นรำอย่างบ้าคลั่งบนเส้นด้ายเส้นสุดท้ายที่ยื้อชีวิตกับสติเอาไว้
                  "นี่นาย...รู้จัก...หน้ากากได้อย่างไร ฉันไม่เคยบอกว่ามันใส่..."เฟรโซ่อุทานขึ้นมา
                   "ในโลกแห่งนี้ มีอะไรที่แกยังไม่รู้อีกเยอะเพื่อนรัก"มันกระแอมเอาเศษเลือดออกมา มันมองไปยังขอบริ้วของฟ้าสีดำ แสงจันทร์ส่องสว่างขึ้นทุกที ราวกับจะจ้องมองการตายของมันทั้งสอง
                   "แด่ลูน่า และเผ่าพันธุ์ต้องสาปเช่นเรา"นั่นเป็นคำพูดส่งพลังเพียงใดไม่มีใครรู้ หากทว่า น้ำตาของทั้งสองคนไหลหยดมาพร้อมกันอย่างแน่นอน และเมื่อหยดน้ำได้ไหลหายไปกับพื้นสีเงินซึ่งสะท้อนแสงของจันทรา ลมหายใจหืดหาดของดีเซลโล่ก็กระชากหลุดจากร่างกาย และด้วยแรงพลังของเฟรโซ่ ร่างนั้นระเบิดเป็นจุญสลายไปพร้อมกับสายลมหนาวภายใต้แสงระยิบของดวงดาว
                  "แสงสว่างไม่อาจย้อนกลับมาหาคนที่ย้อนกลับไปหาแสงสว่างในเส้นทางเก่าของมันเอง ซินะ...กาลเวลาไม่อาจย้อนกลับ คำที่ฉันควรจะเข้าใจ....อา...พลังของนายอ่อนกว่าฉันเยอะแต่ฉันก็กำลังจะตายเช่นกัน"มันพูดอย่างไร้จุดหมาย และไม่รู้ว่าพูดอยู่กับใคร
                  "แด่วันคืนเหล่านั้น เฟรโซ่ "เนมซิสกลับมาจากการรับประทานอาหาร  นั่งอยู่ข้างกายฮิเรนด้าผู้สูญเสียอย่างเงียบงันและยื่นภาพแตกกระเซ็นเป็นเกล็ดสีขาว คลอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดในภาพของเอริ ดีเชลโล่ และเฟรโซ่ซึ่งต่างก็กุมมือกันไว้
                  "อา...อา..."ความรู้สึกแปลกประหลาดที่จุกอยู่ในอกมาเนิ่นนานทลายเอาน้ำตาที่หมองมัวและเจ็บปวดหล่นลงบนเส้นทางหยาบกระด้างเหล่านี้ มันปวดลึกไปในกระดูกรวดร้าวไปในความรู้สึก
                   "แด่วันสุดท้าย เฟรโซ่"เนมซิสยื่นอีกภาพมาให้ ภาพนั้นสะท้อนทุกอย่างๆที่กระทบมัน ทั้งดวงดาว แสงจันทร์ ต้นไม้ หรือเราเรียกมันว่ากระจกนั่นเอง เมื่อเฟรโซ่กำลังพินิศมันอย่างใจจดใจจ่อ มันก็เห็นภาพที่หน้าตกใจ

               

 

 

                   ภาพสะท้อนของเฟรโซ่เป็นรูปหน้ากากปีศาจบนใบหน้าของตัวเอง และมันก็พึ่งรู้เองว่า....มันใส่มาตลอด
                  
และในตอนนั้นมันกลับพบทั้งความหมายและการไม่มีความหมายของดวงตาไปพร้อมๆกัน

 

 

 

                "แด่วันพรุ่งนี้"เนมซิสยื่นภาพสุดท้ายให้แก้ฮิเรนด้า หันกลับไปมองความมืดมิดจากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า
                "เฟรโซ่ เจ้าน่ะ ก็รู้นี่นาว่า ความงดงามก็งามต่างกัน วันคืนใดๆก็งามต่างกัน...และวันพรุ่งนี้ก็เช่นกัน แต่เจ้าก็ไม่ได้รู้ตัวตนของมันจนเข้าใจเสียที"เนมซิสเอ่ยเงียบๆก่อนจะหายไปกับหมอกสีดำที่พุ่งมาจากฟากฟ้า
                "อา...อา"เฟรโซ่กำมือที่ไร้แรงชีวิตของตนแน่นจนเลือดไหลออกมาตามเล็บคมๆของมัน จิตใต้สำนึกแห่งกล่าวโทษคนอื่นมีพลังรุนแรงจนหลอกลวงและมอบอำนาจอันไร้ขอบเขตให้ ...แต่ถ้าในตอนนนั้นมันรู้จัก ความหมายแห่งความหมายล่ะก็.... วันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรนะ....

 

 

 

 

                บนน้ำตานองหน้าซึ่งเปรอะเปื้อนทุกๆอย่าง
                บนเลือดที่เกราะกายหม่นหมอง
                บนแสงสว่างที่มืดมิดมองไม่เห็น
                บนความหมายแห่งดวงตาที่มันควรจะเข้าใจ
                เฟรโซ่กรีดร้อง และหลับใหล
                เฟรโซ่ยินดี และร่ำไห้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                มันมองไปหยั่งภาพสุดท้ายของเนมซิส...

 

               

                ภาพสุดท้ายคือกระดาษขาว
                มันยังคงว่างเปล่า ไร้ขอบเขต....

               

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ....และดวงตาทุกดวงจะยังคงไม่มีความหมาย
                หากปราศจากเฟรโซ่เอง

 

 

 

 

 

                เฟรโซ่จึงรับรู้หลับตา
                และหายไปในม่านหมอกขาวสะอาดจนหมดร่างกาย....

.....

 

 

 

 

                วันรุ่งขึ้นปรากฏมาพร้อมกับการล่าถอยของทุกคน กบฏฮิเรนด้าหนีไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา และหลบซ่อนอยู่ในตุ๊กตาทั้งหลาย จนกระทั่งวิญญาณของมันได้เป็นส่วนหนึ่งของตุ๊กตาเหล่านั้น มันยังรอคอยใบหน้าของปีศาจที่แสนแข็งกร้าว

 

 

              

                ....เพื่อซักวันหนึ่ง ความหมายอันหลากหลายจะรวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

6 ลำดับปรารถนาแห่งแสงจันทร์

นิทาน: เหตุผลของล้านดวงดาว

นิทาน:หนอนน้อยผู้ไม่กินผัก

นิทาน:กระต่ายกับรอยยิ้ม

นิทาน:ทางฝันลวงตา

นิทาน:ข้างๆความฝัน

นิทาน:ภายในดวงตาของเฟรโซ

               

                และมันก็กำลังทำเป็นหนังสือภาพอยู่น่ะครับ ผมจะพยายามทำให้สำเร็จจงได้
                ผมพึ่งสอบเสร็จเมื่อวันที่ สิบ แล้วกำลังทำงานไฟนอลโปรเจ็คอยู่เลยครับ คาดว่าจะว่างอีกตอนวันที่ 16 ..เหอๆ แล้วจะได้ไปล่อนงานหนังสือแล้ว กลับมาเล่น exteen ทำหนังสือภาพ ทำหนังสั้น ซักที(โปรแจ๊คเยอะแต่เวลาน้อยง่ะ)
                 ส่วนเรื่องแนวคิด และความเกี่ยวโยงของปราถนา รวมไปถึงความหมายของนิทานอันนี้ ไว้ผมจะเรียบเรียงและพูดถึงอีกครั้งล่ะกันนะครับ แล้วเราคงจะได้เสวนากันอีก ในเนินชมจันทร์อีกสีหนึ่ง....

 21/8/2551 รัตติกาลสีขาว

 

 

               

               

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สงสัยจะยาวไปแหะ ไม่มีคนอ่านเลย 455+

#1 By Crozzax on 2008-10-22 00:33