นิทาน:เหตุผลของล้านดวงดาว(จบ)
posted on 05 Sep 2008 19:35 by crozzaxmoon in Moon-Hillนี่ตอนแรกครับ นิทาน: เหตุผลของล้านดวงดาว(เริ่ม)
4
เธอพบตัวของเธออยู่บนความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต และเต็มไปด้วยแสงสีดำซึ่งออบกอดความรู้สึกทั้งมวลไว้อย่างมิดชิด ราวกับเธออยู่ในโลกอันบริสุทธิ์ของความสงบที่เย็นยะเยือก ลูน่ามองไม่เห็นสิ่งใดๆเลยบนลายทางอันแสนไกล ในทางกลับกันเธอก็ไม่พบเจอจุดเริ่มต้นของอะไรทั้งสิ้น ณ ที่แห่งนี้มีเพียงก้อนกรวดสีฟ้าอันเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและบางสิ่งที่ดูเคว้งคว้าง อ้างว้างโดดเดี่ยวเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นรูปภาพได้ แม้จะดูโหดร้าย แต่เธอกลับลุ่มหลงเสน่ห์แห่งความไม่รู้จบนี้ เธอค้นพบความสุขที่ถูกความเหงากลืนกิน เธอค้นพบความงดงามที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว เธอค้นพบแล้วโลกแห่งราตรี
"เธอจะทำเช่นไรต่อกันนะ เราจะคอยรออยู่บนโลก รอดูเธอได้กระทำการเปลี่ยนแปลง"เสียงกระซิบอันคุ้นเคยดั่งก้องอย่างแผ่วเบา ลูน่ายิ้มรับขอบคุณอยู่ในใจลึกๆ แล้วนางจึงตะโกนไล่หลังด้วยเสียงเล็กๆว่า
"ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ท้องฟ้าไม่เคยคุยกับใคร ไม่เช่นนั้นคงได้ยินสิ่งที่ข้าวิงวอนมานับพันปี มีสิ่งเดียวที่เราจะกระทำได้ อา ท่านรู้หรือไม่ เหตุใดพวกเราจึงมีสีฟ้า เพราะเราเก็บพลังชีวิตไว้เคลื่อนที่ยามที่เราพลิกตัวจากใต้ผืนทราย มาบนผิว พลังงานนั้นมากมายเพียงใด เราคงได้เห็นกัน"แม้ว่านางไม่เห็นอะไรเลยในตอนนี้ อีกทั้งไม่รู้ว่าลมหนาวนั้นกลับไปหรือยัง แต่นางก็ไม่สนใจความวุ่นวายภายนอกอีกแล้ว
ลูน่า เม็ดทรายสีฟ้า สั่นสะท้านก้องกังวานในความมืด และหายไปในหลืบหมอกสีดำ
5
ลมหนาวพัดผ่านกลับมาที่จุดเริ่มต้น คอยนับวันเวลาที่ราตรีแรกจะปรากฏกาย เพื่อยลโฉมความเปลี่ยนแปลงที่เจ้าเกร็ดทรายได้ให้สัญญาเอาไว้ เมื่อแสงสีทองของพระอาทิตย์สลายไปพร้อมกันกับความโพล้เพล้ของยามเย็น ไม่นานนักความเศร้าในร่องแห่งแสงก็ขยายความมืดมิดไปจนจรดขอบฟ้า
อาจเล็กน้อย แม้จะเลือนรางหยาบพร่า แต่ในความมืดของนิทรานี้ สายลมได้มองเห็น ใช่แล้ว เข้ามองเห็นได้ในยามค่ำคืน มันดูน่าฉงนแต่ก็แสนประทับใจ สายลมหันไปหาแสงสว่าง หันไปหาแหล่งกำเนิดของแสงเลืองลางที่แสนบางเบา
"โอ สตาร์ท (start) จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง อา เรานั้นอ่อนไหวเสียเหลือเกิน ทำไมรัตติกาลดิ์นี้ช่างน่าล่องลอยไปให้ไกลยิ่งนัก"สายลมสั่นกระซิกเบาๆก่อนจะแหวกว่ายไปในทุกทิศทาง เพื่อต่อเติมคืนนี้ให้สมบูรณ์ เพื่อให้เสียงของลมหนาวเป็นบทเพลงกล่อมแห่งความเป็นนิรันดิ์
ลูน่าเห็นการเคลื่อนไหวนั้น ก็หัวเราะมาเบาๆ พร้อมกับความรู้สึกที่เธอได้ปลดถาระออกจากหัวใจจนหมดจรด จะเหลือก็เพียงแต่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อจากนี้
ครั้นเมื่อมีใครถามถึง ก้อนทรายเล็กๆที่เคยกลิ้งไปมาด้วยความฝันลมๆแล้งๆว่าหายไปไหน ทุกครั้งสายลมจะตอบด้วยเสียงอันดังกังวานว่า "ลูน่าอยู่บนฟ้า เธอไม่เห็นเหรอแสงสว่างเล็กๆที่ทำให้เราได้เห็นยามราตรี เธอเห็นไหม โอ สตาร์ท(start)จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง"เสียงนั้นจะเปล่งยาวเหมือนว่าลมนั้นภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน จนทุกคนต่างได้ยินว่าลูน่านั้นได้กลายเป็น สตาร์(star)ดวงดาว หรือแสงเล็กๆบนท้องฟ้ายามค่ำคืนไปแล้ว
ความน่าอัศจรรย์ใจในช่วงแรกของนาง สร้างความตกใจก็จริงแต่ มันก็แค่นั้น เมื่อลำแสงนั้นช่างดูอ่อนแอและโง่เขลา วีรกรรมของเธอในค่ำคืนต่างๆนั้นยังคง เป็นเสียงหัวเราะของหลายๆอย่าง แต่ในทางกลับกัน....
"มันก็สวยดีนะ"นกน้อยพูดขึ้นตาของนกนั้นเริ่มเบิกใหญ่เพื่อรับแสงแรกของราตรี
"ทำให้ฉันไม่อยากนอนตอนกลางคืนเลย"หมาป่าผู้ตั้งปฏิภาณว่าจะหากินตอนกลางคืนนับจากนี้ไป
ลมหนาวได้ยินบางสิ่งที่มากับกระแสแห่งกาลเวลา ได้ออกป่าวประกาศเหตุและผลของการกระทำที่ลูน่าต้องการเรื่อยไป
ไม่นานนักแม้เหล่าผองเพื่อน พี่น้องในขอบฟ้าของทะเลทรายสีคราม จะเคยดูถูกสิ่งที่ลูน่ากระทำว่าฝืนธรรมชาติมากมายเท่าไร กระทั่งหัวเราะเยาะ รังเกียจ และสอนไม่ให้เอาเยี่ยงเอาอย่างดวงดาวมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจหยุดชนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นพสุธาแห่งนั้น ให้คิดให้ไฝ่ฝันถึงการเป็น ดวงดาว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงแยกเป็นสอง ทรายที่ภูมิใจในลูน่าเงียบๆก็เริ่มแสดงออกกันมากขึ้น จนหลายเศษดินเดินทางออกไปตามหาหนทางของตน ซึ่งมีจุดหมายเดียวกันที่โอลิมปัส เพื่อค้นหาสหายผู้ชี้นำของลูน่า พวกเขาหลงทาง บ่อยครั้งที่หยุดถาม แต่ในครานี้เหล่า ต้นไม้ ใบหญ้า และสายลมต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
มันเป็นตำนานอีกมากมายเกินกว่าจะเล่าจนหมดของการเดินทางแต่ล่ะกลุ่มก้อนทราย แต่สุดท้ายแม้ว่ากันว่ามีเศษดินมากมายที่กลับไปจุดเริ่มต้นหลายครั้ง แต่ทั้งหมดก็ได้ล่องลอยไปสู่ท้องฟ้าเรื่อยๆ ดวงดาวมากมายค่อยๆประดับท้องนถาสีเทาให้สว่างสดด้วยแสงสีขาวอันแสนเย้ายวน ต่อเติมความรู้สึกนึกคิดไม่ให้เดียวดายอ้างว้างอีกต่อไป และให้ความอบอุ่นที่แสนงดงามนั้นฉาดฉายความสงบเย็นยะเยือกต่อทุกผิวสัมผัสของอารมณ์
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นล้าน ทุกๆอย่างบรรจบกันจนสมบูรณ์แบบ บนผืนผ้าที่ว่างเปล่าถูกศิลปินที่เรียกว่าธรรมชาติ ลงพู่กัน ตกแต่งเสียใหม่จนงดงามยิ่งกว่าความประทับใจใดๆ ให้แสงสีขาวของดวงไฟแต่ล่ะดวงบนฟากฟ้าสีดำนั้นฉายส่องสว่างให้แก่หมู่ชนอย่างถึงที่สุด ดั่งเพชรประกายที่ส่งสุกลุกวาวอยู่อย่างมหาศาลบนเส้นทางของความรู้สึกที่ไม่มีวันจบในความมืด ดั่งดวงแสงจากภมรของหิ่งห้อยที่คล้อยต่ำหวั่นไหวถ้าทายเงาของราตรี ช่างน่าหลงใหลจนสนิทหัวใจ
ในที่สุดทุกสรรพสิ่งก็ไม่กลัวตัวตนของค่ำคืนอีกต่อไป แม้มันยังดุเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัว แต่กลับให้ความรู้สึกลุ่มหลงหวั่นไหว และรู้สึกว่าตนเองติดอยู่ในสายใยอันแปลกพิสดารของความสงบ กับความสวยงาม
ในตอนจบของเรื่อง ดวงดาว กองทรายบนท้องนภาต่างก็สรรเสริญคุณความดีของลูน่าที่สอนพวกเขาในหลายๆสิ่ง ดาวทั้งหลายจึงมารวมตัวกัน เพื่อกอดรัดฟัดเหวี่ยง ร่วมพูดคุย โห่ร้อง แสดงคำขอบคุณกับลูน่าไปตลอดกาล ปรากฏการรวมตัวนั้นกินเวลาสิบห้าวันจึงจะสมบูรณ์ และมีการสับเปลี่ยนกันโดยให้กลุ่มจับเป็นวงล้อมรอบตัวลูน่าในขนาดที่เท่ากัน เมื่อสังสรรค์กันครบจำนวนแล้วก็จะเปล่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกราตรี แล้วจึงสลายรอกลุ่มใหม่เติมเข้ามา เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยไปจนความเข้าใจผิดทำให้ผู้เกิดใหม่เรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ลูน่า(Lunar) และกลายเป็นรากศัพท์ต่อมาของมูน (Moon) หรือพระจันทร์ที่ผลัดกันเป็นเสี้ยว แหว่งเว้า ทรงกลดอยู่เรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นอีกอย่างที่งดงามที่สุดในจักรวาล เพราะเสมือนดั่งดวงตาของสรรพสิ่งที่นิ่งสงบภายใต้ผืนเหงาของแสงสว่างแห่งความมืดมิด
ค่ำคืนยังปรากฏ ดวงดาวยังฉายแสง พระจันทร์ยังคู่กับราตรี ลมหนาวยังคู่กับบทเพลงอันเป็นนิรันดิ์ ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว......
6
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ลูน่าให้เราเรียงตัวกันบนฝืนนภาที่ไร้ขอบเขต ให้ชนรุ่นหลังได้อ่าน เข้าใจ ได้ตระหนักถึงพลานุภาพของสิ่งเล็กๆ
แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร ที่เทพยึดครองภูเขาโอลิมปัส เมื่อไรที่มนุษย์ได้กำเนิดมา เมื่อไรที่เสียงของเราไม่ได้ยิน ภาษาของเราไม่อาจเข้าใจได้ และความรู้สึกของเราไปไม่ถึง มนุษย์ไม่เคยมองเห็นตำนานขนานยักษ์ของเรา ซ้ำร้ายยังบังอาจเหยียบลูน่าเราเสียอีก
แต่ไม่เป็นไรหรอก ตราบใดที่พวกเรายังปรากฏตัวอยู่ในวรรณกรรมปรัชญาอันยอดเยี่ยม เรายังอยู่ในบทพรรณนาอันแสนอ่อนไหวของกวี ยังอยู่ในอารมณ์แห่งความคิดถึงความเงียบเหงาของเหล่ามนุษย์ ยังปรากฏในงานวรรณศิลป์ที่ส่งคุณค่า ยังอยู่ในความงดงามที่ไม่อาจบรรยายได้ของความรู้สึก
แม้จะถูกลบเลือนจนเหลือน้อยนิด
เราก็ดีใจที่ได้กำเนิดมาเป็น
...สิ่งที่แสนงดงาม
(ลูน่าฝากมาบอกพวกท่านด้วยว่า อย่ากลัวลมหนาวเลย แม้เขาจะทำร้ายท่าน แม้ว่าเขาจะสร้างอารมณ์แห่งความเศร้าเว้าแหว่งในความเหงาก็ตาม รู้มั๊ยเพราะเขานั้นอ่อนไหวมากมาย จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่แปลผันจนเผลอทำให้ท่านต้องเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่อาจเลือกเกิดได้ ยิ่งเห็นท่านประทับใจในเสน่ห์ของค่ำคืนเช่นเดียวกันกับเขา เขาก็แค่ต้องการชมพวกเรากับท่านแค่นั้นเอง อย่าโกรธสายลมเพียงเพราะเขานั้นหนาวเหน็บเลย ข้ารู้ดีว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดีเลิศ เป็นคนที่อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษที่สุดในจักรวาล...)
รัตติกาลสีขาว5/1/2551(แก้ไขครั้งล่าสุด 9/8/2551)
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อย่างที่บอกนะครับ เรื่องนี้ค่อนข้างนานแล้ว เลยดูเรื่องอาจตลาดๆไปนิดหนึ่ง แต่ว่า มันก็ดูมีความเป็นผมอยู่เหมือนเดิม ฟุ้งเฟ้อ และเต็มไปด้วยความฝัน (555+)ผมว่าเรื่องนี้ง่ายๆนะครับ ค่อนข้างที่จะสื่อตรงไปตามปากตัวละครก็ว่าได้(กระบวนการข่มขืนตัวละครแบบเดียวกับที่พี่อ้อมบอกนั่นแหละครับ)
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของ นิทานชุดปรารถนาแห่งแสงจันทร์นะครับ มันเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวความปราถนาอื่นๆในเรื่องด้วย(ก็กำเนิดพระจันทร์นี่นา) อืม...อีก 5 เรื่องนั้นต่างก็สนับสนุนแนวคิดการดำรงชีวิตแบบของผมและสนับสนุนกันและกันจนหมดเลยครับ แต่ว่า เรื่องมันสนับสนุนกันยังไงนั้น ไว้ว่ากันตอนจบเรื่องที่หกล่ะกันครับ ซึ่งถ้าไม่ผิดพลาดอะไรไปจากนี้ นิทานเรื่องหน้าเป็นตอนจบของชุดนี้และ ผมจะอัพทิ้งทวนเรื่องนั้นเป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนเข้าสู่โหมดลุยไฟนอล อืมผมจะบอกล่ะกันว่านิทานชุดนั้นมีอะไรบ้าง จะได้จัดหมวดหมู่ดีๆในบล็อกนี่ด้วย
อา...ก่อนจบไปผมพูดถึงแก่นของเรื่องนี้ดีกว่า อ่านเรื่องนี้เสร็จแล้ว เริ่มเชื่อในความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของตัวเองบ้างไหมครับ อืม...ผมน่ะเชื่อเสมอ มันก็เหมือนทฤษฏีบัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็คนั่นแหละครับ แต่นำมาปรับใช้กับความสุขและการไขว่คว้าของตัวเองนั่นแหละครับ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบครับ แว่บไปทำงานต่อล่ะคร้าบ
รัตติกาลสีขาว 9/8/2551
เปงได้เหมือนลูน่า
ฉันชื่นชมและยกย่องค่ะ
"พร้อมกับความรู้สึกที่เธอได้ปลดถาระออกจากหัวใจจนหมดจรด จะเหลือก็เพียงแต่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อจากนี้"
ชอบๆ
#1 By `นู๋แบ๊ว` on 2008-09-05 19:48