นี่ตอนแรกครับ นิทาน: เหตุผลของล้านดวงดาว(เริ่ม)

4

                  เธอพบตัวของเธออยู่บนความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต และเต็มไปด้วยแสงสีดำซึ่งออบกอดความรู้สึกทั้งมวลไว้อย่างมิดชิด ราวกับเธออยู่ในโลกอันบริสุทธิ์ของความสงบที่เย็นยะเยือก ลูน่ามองไม่เห็นสิ่งใดๆเลยบนลายทางอันแสนไกล ในทางกลับกันเธอก็ไม่พบเจอจุดเริ่มต้นของอะไรทั้งสิ้น ณ ที่แห่งนี้มีเพียงก้อนกรวดสีฟ้าอันเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและบางสิ่งที่ดูเคว้งคว้าง อ้างว้างโดดเดี่ยวเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นรูปภาพได้ แม้จะดูโหดร้าย แต่เธอกลับลุ่มหลงเสน่ห์แห่งความไม่รู้จบนี้ เธอค้นพบความสุขที่ถูกความเหงากลืนกิน เธอค้นพบความงดงามที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว เธอค้นพบแล้วโลกแห่งราตรี
                   "เธอจะทำเช่นไรต่อกันนะ เราจะคอยรออยู่บนโลก รอดูเธอได้กระทำการเปลี่ยนแปลง"เสียงกระซิบอันคุ้นเคยดั่งก้องอย่างแผ่วเบา ลูน่ายิ้มรับขอบคุณอยู่ในใจลึกๆ แล้วนางจึงตะโกนไล่หลังด้วยเสียงเล็กๆว่า
                   "ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ท้องฟ้าไม่เคยคุยกับใคร ไม่เช่นนั้นคงได้ยินสิ่งที่ข้าวิงวอนมานับพันปี มีสิ่งเดียวที่เราจะกระทำได้ อา ท่านรู้หรือไม่ เหตุใดพวกเราจึงมีสีฟ้า เพราะเราเก็บพลังชีวิตไว้เคลื่อนที่ยามที่เราพลิกตัวจากใต้ผืนทราย มาบนผิว พลังงานนั้นมากมายเพียงใด เราคงได้เห็นกัน"แม้ว่านางไม่เห็นอะไรเลยในตอนนี้ อีกทั้งไม่รู้ว่าลมหนาวนั้นกลับไปหรือยัง แต่นางก็ไม่สนใจความวุ่นวายภายนอกอีกแล้ว

                    ลูน่า เม็ดทรายสีฟ้า สั่นสะท้านก้องกังวานในความมืด และหายไปในหลืบหมอกสีดำ

 

5

                    ลมหนาวพัดผ่านกลับมาที่จุดเริ่มต้น คอยนับวันเวลาที่ราตรีแรกจะปรากฏกาย เพื่อยลโฉมความเปลี่ยนแปลงที่เจ้าเกร็ดทรายได้ให้สัญญาเอาไว้ เมื่อแสงสีทองของพระอาทิตย์สลายไปพร้อมกันกับความโพล้เพล้ของยามเย็น ไม่นานนักความเศร้าในร่องแห่งแสงก็ขยายความมืดมิดไปจนจรดขอบฟ้า
                    อาจเล็กน้อย แม้จะเลือนรางหยาบพร่า แต่ในความมืดของนิทรานี้ สายลมได้มองเห็น ใช่แล้ว เข้ามองเห็นได้ในยามค่ำคืน มันดูน่าฉงนแต่ก็แสนประทับใจ สายลมหันไปหาแสงสว่าง หันไปหาแหล่งกำเนิดของแสงเลืองลางที่แสนบางเบา
                   "โอ สตาร์ท (start) จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง อา เรานั้นอ่อนไหวเสียเหลือเกิน ทำไมรัตติกาลดิ์นี้ช่างน่าล่องลอยไปให้ไกลยิ่งนัก"สายลมสั่นกระซิกเบาๆก่อนจะแหวกว่ายไปในทุกทิศทาง เพื่อต่อเติมคืนนี้ให้สมบูรณ์ เพื่อให้เสียงของลมหนาวเป็นบทเพลงกล่อมแห่งความเป็นนิรันดิ์
                   ลูน่าเห็นการเคลื่อนไหวนั้น ก็หัวเราะมาเบาๆ พร้อมกับความรู้สึกที่เธอได้ปลดถาระออกจากหัวใจจนหมดจรด จะเหลือก็เพียงแต่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อจากนี้
                   ครั้นเมื่อมีใครถามถึง ก้อนทรายเล็กๆที่เคยกลิ้งไปมาด้วยความฝันลมๆแล้งๆว่าหายไปไหน ทุกครั้งสายลมจะตอบด้วยเสียงอันดังกังวานว่า "ลูน่าอยู่บนฟ้า เธอไม่เห็นเหรอแสงสว่างเล็กๆที่ทำให้เราได้เห็นยามราตรี เธอเห็นไหม โอ สตาร์ท(start)จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง"เสียงนั้นจะเปล่งยาวเหมือนว่าลมนั้นภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน จนทุกคนต่างได้ยินว่าลูน่านั้นได้กลายเป็น สตาร์(star)ดวงดาว หรือแสงเล็กๆบนท้องฟ้ายามค่ำคืนไปแล้ว
                   ความน่าอัศจรรย์ใจในช่วงแรกของนาง สร้างความตกใจก็จริงแต่ มันก็แค่นั้น เมื่อลำแสงนั้นช่างดูอ่อนแอและโง่เขลา วีรกรรมของเธอในค่ำคืนต่างๆนั้นยังคง เป็นเสียงหัวเราะของหลายๆอย่าง แต่ในทางกลับกัน....
                  "มันก็สวยดีนะ"นกน้อยพูดขึ้นตาของนกนั้นเริ่มเบิกใหญ่เพื่อรับแสงแรกของราตรี
                  "ทำให้ฉันไม่อยากนอนตอนกลางคืนเลย"หมาป่าผู้ตั้งปฏิภาณว่าจะหากินตอนกลางคืนนับจากนี้ไป
                  ลมหนาวได้ยินบางสิ่งที่มากับกระแสแห่งกาลเวลา ได้ออกป่าวประกาศเหตุและผลของการกระทำที่ลูน่าต้องการเรื่อยไป
                 ไม่นานนักแม้เหล่าผองเพื่อน พี่น้องในขอบฟ้าของทะเลทรายสีคราม จะเคยดูถูกสิ่งที่ลูน่ากระทำว่าฝืนธรรมชาติมากมายเท่าไร กระทั่งหัวเราะเยาะ รังเกียจ และสอนไม่ให้เอาเยี่ยงเอาอย่างดวงดาวมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจหยุดชนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นพสุธาแห่งนั้น ให้คิดให้ไฝ่ฝันถึงการเป็น ดวงดาว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงแยกเป็นสอง ทรายที่ภูมิใจในลูน่าเงียบๆก็เริ่มแสดงออกกันมากขึ้น จนหลายเศษดินเดินทางออกไปตามหาหนทางของตน ซึ่งมีจุดหมายเดียวกันที่โอลิมปัส เพื่อค้นหาสหายผู้ชี้นำของลูน่า พวกเขาหลงทาง บ่อยครั้งที่หยุดถาม แต่ในครานี้เหล่า ต้นไม้ ใบหญ้า และสายลมต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
                   มันเป็นตำนานอีกมากมายเกินกว่าจะเล่าจนหมดของการเดินทางแต่ล่ะกลุ่มก้อนทราย แต่สุดท้ายแม้ว่ากันว่ามีเศษดินมากมายที่กลับไปจุดเริ่มต้นหลายครั้ง แต่ทั้งหมดก็ได้ล่องลอยไปสู่ท้องฟ้าเรื่อยๆ ดวงดาวมากมายค่อยๆประดับท้องนถาสีเทาให้สว่างสดด้วยแสงสีขาวอันแสนเย้ายวน ต่อเติมความรู้สึกนึกคิดไม่ให้เดียวดายอ้างว้างอีกต่อไป และให้ความอบอุ่นที่แสนงดงามนั้นฉาดฉายความสงบเย็นยะเยือกต่อทุกผิวสัมผัสของอารมณ์
                    จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นล้าน ทุกๆอย่างบรรจบกันจนสมบูรณ์แบบ บนผืนผ้าที่ว่างเปล่าถูกศิลปินที่เรียกว่าธรรมชาติ ลงพู่กัน ตกแต่งเสียใหม่จนงดงามยิ่งกว่าความประทับใจใดๆ ให้แสงสีขาวของดวงไฟแต่ล่ะดวงบนฟากฟ้าสีดำนั้นฉายส่องสว่างให้แก่หมู่ชนอย่างถึงที่สุด  ดั่งเพชรประกายที่ส่งสุกลุกวาวอยู่อย่างมหาศาลบนเส้นทางของความรู้สึกที่ไม่มีวันจบในความมืด ดั่งดวงแสงจากภมรของหิ่งห้อยที่คล้อยต่ำหวั่นไหวถ้าทายเงาของราตรี ช่างน่าหลงใหลจนสนิทหัวใจ
                     ในที่สุดทุกสรรพสิ่งก็ไม่กลัวตัวตนของค่ำคืนอีกต่อไป แม้มันยังดุเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัว แต่กลับให้ความรู้สึกลุ่มหลงหวั่นไหว และรู้สึกว่าตนเองติดอยู่ในสายใยอันแปลกพิสดารของความสงบ กับความสวยงาม
                     ในตอนจบของเรื่อง ดวงดาว กองทรายบนท้องนภาต่างก็สรรเสริญคุณความดีของลูน่าที่สอนพวกเขาในหลายๆสิ่ง ดาวทั้งหลายจึงมารวมตัวกัน เพื่อกอดรัดฟัดเหวี่ยง ร่วมพูดคุย โห่ร้อง แสดงคำขอบคุณกับลูน่าไปตลอดกาล ปรากฏการรวมตัวนั้นกินเวลาสิบห้าวันจึงจะสมบูรณ์ และมีการสับเปลี่ยนกันโดยให้กลุ่มจับเป็นวงล้อมรอบตัวลูน่าในขนาดที่เท่ากัน เมื่อสังสรรค์กันครบจำนวนแล้วก็จะเปล่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกราตรี แล้วจึงสลายรอกลุ่มใหม่เติมเข้ามา เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยไปจนความเข้าใจผิดทำให้ผู้เกิดใหม่เรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ลูน่า(Lunar) และกลายเป็นรากศัพท์ต่อมาของมูน (Moon) หรือพระจันทร์ที่ผลัดกันเป็นเสี้ยว แหว่งเว้า ทรงกลดอยู่เรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นอีกอย่างที่งดงามที่สุดในจักรวาล เพราะเสมือนดั่งดวงตาของสรรพสิ่งที่นิ่งสงบภายใต้ผืนเหงาของแสงสว่างแห่งความมืดมิด
                      ค่ำคืนยังปรากฏ ดวงดาวยังฉายแสง พระจันทร์ยังคู่กับราตรี ลมหนาวยังคู่กับบทเพลงอันเป็นนิรันดิ์ ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว......

 

6

                    ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ลูน่าให้เราเรียงตัวกันบนฝืนนภาที่ไร้ขอบเขต ให้ชนรุ่นหลังได้อ่าน เข้าใจ ได้ตระหนักถึงพลานุภาพของสิ่งเล็กๆ
                     แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร ที่เทพยึดครองภูเขาโอลิมปัส เมื่อไรที่มนุษย์ได้กำเนิดมา เมื่อไรที่เสียงของเราไม่ได้ยิน ภาษาของเราไม่อาจเข้าใจได้ และความรู้สึกของเราไปไม่ถึง มนุษย์ไม่เคยมองเห็นตำนานขนานยักษ์ของเรา ซ้ำร้ายยังบังอาจเหยียบลูน่าเราเสียอีก
                    แต่ไม่เป็นไรหรอก ตราบใดที่พวกเรายังปรากฏตัวอยู่ในวรรณกรรมปรัชญาอันยอดเยี่ยม เรายังอยู่ในบทพรรณนาอันแสนอ่อนไหวของกวี ยังอยู่ในอารมณ์แห่งความคิดถึงความเงียบเหงาของเหล่ามนุษย์ ยังปรากฏในงานวรรณศิลป์ที่ส่งคุณค่า ยังอยู่ในความงดงามที่ไม่อาจบรรยายได้ของความรู้สึก
                    แม้จะถูกลบเลือนจนเหลือน้อยนิด
                    เราก็ดีใจที่ได้กำเนิดมาเป็น

 

 

 

                   ...สิ่งที่แสนงดงาม

 

 

(ลูน่าฝากมาบอกพวกท่านด้วยว่า อย่ากลัวลมหนาวเลย แม้เขาจะทำร้ายท่าน แม้ว่าเขาจะสร้างอารมณ์แห่งความเศร้าเว้าแหว่งในความเหงาก็ตาม รู้มั๊ยเพราะเขานั้นอ่อนไหวมากมาย จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่แปลผันจนเผลอทำให้ท่านต้องเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่อาจเลือกเกิดได้ ยิ่งเห็นท่านประทับใจในเสน่ห์ของค่ำคืนเช่นเดียวกันกับเขา เขาก็แค่ต้องการชมพวกเรากับท่านแค่นั้นเอง อย่าโกรธสายลมเพียงเพราะเขานั้นหนาวเหน็บเลย ข้ารู้ดีว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดีเลิศ เป็นคนที่อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษที่สุดในจักรวาล...)  

รัตติกาลสีขาว5/1/2551(แก้ไขครั้งล่าสุด 9/8/2551)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                   อย่างที่บอกนะครับ เรื่องนี้ค่อนข้างนานแล้ว เลยดูเรื่องอาจตลาดๆไปนิดหนึ่ง แต่ว่า มันก็ดูมีความเป็นผมอยู่เหมือนเดิม ฟุ้งเฟ้อ และเต็มไปด้วยความฝัน (555+)ผมว่าเรื่องนี้ง่ายๆนะครับ ค่อนข้างที่จะสื่อตรงไปตามปากตัวละครก็ว่าได้(กระบวนการข่มขืนตัวละครแบบเดียวกับที่พี่อ้อมบอกนั่นแหละครับ)
                  เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของ นิทานชุดปรารถนาแห่งแสงจันทร์นะครับ มันเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวความปราถนาอื่นๆในเรื่องด้วย(ก็กำเนิดพระจันทร์นี่นา) อืม...อีก 5 เรื่องนั้นต่างก็สนับสนุนแนวคิดการดำรงชีวิตแบบของผมและสนับสนุนกันและกันจนหมดเลยครับ แต่ว่า เรื่องมันสนับสนุนกันยังไงนั้น ไว้ว่ากันตอนจบเรื่องที่หกล่ะกันครับ ซึ่งถ้าไม่ผิดพลาดอะไรไปจากนี้ นิทานเรื่องหน้าเป็นตอนจบของชุดนี้และ ผมจะอัพทิ้งทวนเรื่องนั้นเป็นเรื่องสุดท้าย  ก่อนเข้าสู่โหมดลุยไฟนอล อืมผมจะบอกล่ะกันว่านิทานชุดนั้นมีอะไรบ้าง จะได้จัดหมวดหมู่ดีๆในบล็อกนี่ด้วย
                  อา...ก่อนจบไปผมพูดถึงแก่นของเรื่องนี้ดีกว่า อ่านเรื่องนี้เสร็จแล้ว เริ่มเชื่อในความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของตัวเองบ้างไหมครับ อืม...ผมน่ะเชื่อเสมอ มันก็เหมือนทฤษฏีบัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็คนั่นแหละครับ แต่นำมาปรับใช้กับความสุขและการไขว่คว้าของตัวเองนั่นแหละครับ...

                 ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบครับ แว่บไปทำงานต่อล่ะคร้าบ

 

รัตติกาลสีขาว  9/8/2551

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากเจอลูน่าจัง
เปงได้เหมือนลูน่าcry
ฉันชื่นชมและยกย่องค่ะ

"พร้อมกับความรู้สึกที่เธอได้ปลดถาระออกจากหัวใจจนหมดจรด จะเหลือก็เพียงแต่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อจากนี้"

ชอบๆsurprised smile

#1 By `นู๋แบ๊ว` on 2008-09-05 19:48

ถึงคุณ crozzax จะบอกว่าเป็นเนื้อเรื่องที่ดูตลาดๆ แต่กระนั้น มันก็กลืนกินจิตใจข้าน้อยเข้าไปในเขตคามของความตื้นตันแล้วล่ะฮับ

...สวยงามยิ่งนักฮับ...
ข้าน้อยคงพูดได้แค่นี้
และที่เหลือนั้น
...ให้ราตรีเป็นผู้ขับขานละกันฮับ... confused smile

#2 By DDP on 2008-09-05 21:59

หลงรักลมหนาว...
ชอบจังค่ะ big smile
พอดีชอบพระจันทร์ เลยรู้สึกว่ามีความเกี่ยวพันและชอบเรื่องราวแบบนี้เป็นพิเศษ cry

#4 By Bluemoon on 2008-09-06 02:00

ตลาด ก็เหมือนกับ กระแส
อะไรที่เข้าถึงคนหมู่มาก ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป

และฉันว่าวิธีการเขียนของคุณ มันไม่เคยออกแนวตลาดสักที
สำหรับคนไม่ชอบอ่านหนังสือแล้ว ฉันว่ามันออกจะอ่านยากด้วยซ้ำ

#5 By นกไร้ขา on 2008-09-06 10:50

ปริ้นๆ เก็บไว้อ่าน เครื่องปริ้นใช้แต่แล้ว แต่สายตายังแย่นิดหน่อย อีกอาทิตย์หนึ่งค่อยมาแสดงความเห็นbig smile

ขยันขึ้นหรือเปล่าเนี่ย cry
อา...หลังจากหายไปนานไม่ได้อัพบล็อกของตัวเองเหอะ-*-

อ่านที่ไรกี่ครั้งผมก็ชอบการบรรยายของคุณจิงๆเลยขอรับ
ช่างไพเราะ แค่อ่านก็แทบจะกลืนกินเสมือนตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องไปเชียว^^~
เหมือนก่อนผมเกลียดลมหนาวแต่ตอนนี้ชักรักลมหนาวแล้วสิขอรับ..

confused smile

#7 By Kurei on 2008-09-09 18:45

ชอบพระจันทร์ ดวงดาว ปุยเมฆ สายลม..หยาดฝน..และหลายๆอย่าง
อยากฟังนิทานหน้าฝนจังเลยค่ะ..พอดีเป็นคนชอบฝนและก็ มันเข้ากับบรรยากาศดี
big smile
งดงามในความฝัน
แห่งดวงจันทร์ที่ผันจร
แสงนวลมากล่อมนอน
พักผ่อนใจในราตรี

อ่านแบบสแกนไปก่อน แต่ขออนุญาตก็อปมาปริ๊นต์อ่านอีกครั้งทีหลังนะครับ
big smile

#9 By รัตนาดิศร on 2008-09-16 22:23

กลับมาเขียนเเย้วนะ

มาเม้นด้วย

อิอิ

แล้วจะมาอ่านอิก

เอิ๊ฏๆๆๆ

ขี้เกียจอ่านย้อนหลังว่าน้องชายเอ้ยยsad smile

#10 By zeerberry on 2008-09-23 02:29