ในอดีตที่ไกลโพ้น...เรื่องราวเล่าของเราที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งไม่เคยมีใครมองเห็น
ครั้งหนึ่งเมื่อธรรมชาติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณซึ่งหล่อหลอมเข้าด้วยกันด้วยความรู้สึก
ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็ขับขานด้วยถ้อยคำ

        1

                 เรื่องของเรา เริ่มต้น ณ ที่ใดที่หนึ่งบนทะเลทรายสีครามซึ่งทอดตัวกว้างใหญ่จนจรดขอบฟ้า มีตะกอนก้อนกรวดเรียงรายกันหลายล้านซึ่งต่างก็สดับความคิดอย่างเงียบสนิทประหนึ่งว่าได้สงบนิ่งในเวิ้งคว้างอันไร้ตัวตน และตระหนักถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้อารมรณ์เปลี่ยวของผู้ถูกตกเป็นเบื้องล่างให้เหยียบย่ำ
                 ว่ากันว่า ทะเลทรายจะผลัดกันสลับจากผู้อยู่ล่างสุด กับบนสุดเสมอทุกๆวันเพื่อ แปรเปลี่ยนรสชาติสัมผัสในไออุ่นและความงดงามของผู้กองก้นในซอกหลืบอันอับเฉาที่แสนน่าเบื่อ
                 ในความเหมือนที่ไม่เคยแตกต่างกัน ย่อมมีผู้ผิดแปลกแยกจากพวก มันเป็นก้อนกรวดสีฟ้าที่ชื่อว่า ลูน่า  ลูน่ากำเนิดมาจากไหนไม่มีใครรู้ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่นางเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทราย นางได้สัมผัสกับช่วงเวลาผืนนภาเพียงสามเวลาเท่านั้นคือ เช้า บ่าย เย็น ทว่าเมื่อนางกล่าวกับเพื่อนว่าอยากชมท้องฟ้ายามอื่นบ้าง พวกเขาทั้งหลายต่างพากันอิจฉา กล่าวสรรเสริญว่า ดีแล้วที่นางไม่ได้เห็นช่วงค่ำคืน เพราะในราตรีนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจักเข้าสู่นิทราและปล่อยให้ย่างก้าวของสรรพสิ่งถูกย้อมลงไปในความมืดอันบริสุทธิ์ จนไม่อาจเห็นสิ่งใดได้เลยในความว่างเปล่า
                 เพื่อนของลูน่ายังกล่าวอีกว่า ตัวเขาเองได้สัมผัสกับความลึกล้ำนั้นแล้ว ก็บอกได้คำเดียวว่า อับโชคเหลือเกิน และยิ่งน่าสยดสยองกว่าอีก เมื่อได้ยลโฉมระหว่างการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าของแสงสว่างที่พลันดำสนิท
                ที่เธอได้เปลี่ยนเวรลงจากผิวทรายในยามเย็นนั้น เป็นโชคดีมากมายมหาศาลแล้ว
                แต่ลูน่า ก็ไม่ฟังเหตุผล รอคอยวันเวลาที่ตนจะได้ยลโฉมยามที่อาทิตย์ได้ล่ำลาขอบฟ้าจนหมดทั้งร่างกาย
                การรอคอยนั้น กินเวลาไม่มากนัก ในที่สุดนางก็ได้โผล่พ้นมาบนพื้นทรายในเวลาใกล้ค่ำ ลูน่าเฝ้าจรดจ่อกับความน่าสะพรึงกลัวที่สุดในจักรวาลตามที่เพื่อนทั้งหลายของเธอกล่าวไว้
                ดวงอาทิตย์เหยียบย่างครึ่งซีกของตนลงไปในปฐพีที่สงบนิ่ง ฉกฉวยเอาแสงแห่งชีวิตไปกับตน พร้อมกับปลดปล่อยความเหงาเข้าสู่บรรยากาศทั้งหมด มันแทรกตัวไปกับผืนฟ้าสีส้ม กลายเป็น ศิลปะที่สะท้อนอามรณ์เคว้งคว้างได้อย่างลงตัว เมื่อพระอาทิตย์นั้นหลับตาลงจนสนิท แสงสว่างสีเฝื่อนที่ฝืนสู้อยู่กับแสงสีม่วงก็พลันหายไปในเวลาสั้นๆ ไม่นานนักความมืดก็โรยตัวมาพร้อมกับความหม่นเทาที่ไม่มีวันสิ้นสุด และยึดครองท้องฟ้าเพื่อกลืนกินความหวังทั้งมวลลงไปในท้องอันว่างเปล่า ส่งผลให้ความสะพรึงกลัวพัดมาพร้อมกับลมหนาว ยอกย้อนหัวใจของลูน่า กระชากความกลัวให้มลายหายไป เหลือแต่เพียง ความนึกคิดอันอ่อนแอ
               เธอต้องการแสงสว่าง...แสงสว่างน้อยนิดอย่างไรก็ได้ในความมืดที่ไม่มีอะไรเลยนี้ ให้ได้มองเห็น ให้ได้รู้สึก ให้ได้เข้าใจ
                ลูน่า นั้นแม้จะสลดใจ เศร้าซึมในความโชคร้ายของตนเองเหมือนเพื่อนๆของนาง แต่ลูน่าได้ตัดสินใจกระทำบางสิ่งซึ่งสร้างความขัดแย้งบนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในผืนทรายแห่งนี้ นางไม่ได้น้อยใจรู้สึกด้อยค่าและอยู่กับที่เฉกเช่นทรายอื่น นางเริ่มต้นที่คิดจะเปลี่ยนแปลงความมืดมิดนิรันดิ์นี้ให้จงได้
                กระนั้นหากคิดจะเปลี่ยนแปลง ก็ต้องหาสถานที่ๆ เธอใกล้ชิดกับท้องฟ้าได้มากที่สุดเพื่อพูดคุยกับราตรีและความมืด เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เธอก็เริ่มกลิ้งตัวออกห่างจากผืนทราย บ้านที่ยิ่งใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น 

         2

                เนิ่นนานนัก ที่ลูน่าเดินทางสู่เขาร้างแห่งโอลิมปัส นางไม่เคยหยุด เหมือนความเหนื่อยล้านั้นไม่เคยมีอยู่จริงในร่างอันกลมเล็กม่อท่อของเธอ บ่อยครั้งที่เธอหยุดกลิ้งเพื่อถามทางกับต้นไม้ ใบหญ้า และสายลม ทำให้ข่าวตามล่าหาความฝันของเธอกระจายไปทั่วโลก บางกระแสก็ว่าเธอจะไปปราบความมืดบนท้องฟ้า บางกระแสก็บอกว่าเธอต้องการเป็นพระอาทิตย์ในยามราตรี บ้างก็ว่าเธอต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนิทรา ข่าวลือที่กระพือขึ้นมานั้นล้วนเป็นเรื่องตลกในสายตาของทุกสรรพสิ่ง
                "เธอจะทำอะไรได้ ในเมื่อตัวเธอก็แค่นี้เอง ไร้ค่า และเป็นเศษสวะ"
                "อยู่เฉยๆก็สบายแล้ว หาเหาใส่หัวชัดๆ"
                "หัดเจียมตัวซะมั่ง"
                "โง่เขลาเสียจริง"
                "ปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่เห็นต้องเปลี่ยนอะไรเลย บ้ารึเปล่า"

                แม้ว่าต้นไม้จะหัวเราะคิกคักยามชี้ทางให้
                แม้ว่าใบหญ้า จะหลอกลวงทุกครั้งที่ถาม
                แม้ว่าก้อนหินยักษ์จะไม่สนใจแม้กระทั่งเหลือบมอง
                แม้ว่านกน้อยจะเมินเฉย รำคาญลูน่า เสียจนเหวี่ยงเธอไปไกล
                แม้ว่าสายลมจะไม่เคยตอบ
                แม้ว่าความมืดมิดยังฉายความว่างเปล่าในทุกค่ำคืน
                แม้คำตอบนั้นจะวกวน น่าโมโหแค่ไหนก็ตาม

                เธอก็ยังเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง
               

                ร่างกายมนกลมสีฟ้าของเธอ แม้ว่าจะดูไม่สึกหรอ ไร้บาดแผลใดๆ เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบที่น่าหลงใหล แต่ลึกเข้าในสิ่งที่ไม่มีตัวตนแล้ว เธอกำลังต่อสู้กับตัวเองด้วยความปวดร้าว....

               

3

                หลายพันปีผ่านไปบนสันเขาที่ทอดตัวยาวไปในม่านหมอกที่บอดพร่า สายลมกลับรุนแรงกระหน่ำทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งราวกับต้องการทำลายล้างความหวังเล็กๆของลูน่าเสียให้สิ้น เธอเองก็สั่นเทิ้มเหน็บหนาวมากมายนัก แต่ก็พยายามกลิ้งตัวไปให้ทีละเล็กละน้อย ใช้พลังชีวิตที่เหลืออยู่เดิมพันกับช่องทางเดินที่แคบลึกลื่น หากหลุดไปจากเส้นทางนี้ก็คงไม่พ้นโดนลมหนาวพัดไปไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองไปสองฟากเหว เธอก็เห็นผืนดินที่แตกต่างกันทั้งหลายบรรจบกันอย่างน่าอัศจรรย์ เธอเห็นขอบฟ้าที่สุดสายตาความกว้างใหญ่ทำให้เธอทึ่ง เธอเห็นคว้างเวิ้งของทะเลที่สะบัดพัดอย่างอบอุ่นอยู่ห่างไกล เธอเห็นทุกสรรพสิ่งบนโลกกลมๆใบเล็กแห่งนี้ และรวมไปถึงความเป็นไปของโลกซึ่งไม่อาจเข้าถึง
              สถาณการณ์นี้ประดุจเส้นเวลาบางๆที่ขีดขั้นระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดจบ เสมือนดั่งบททดสอบสุดท้ายที่เราไม่อาจหาผลลัพท์ได้ด้วยการคาดเดา
              จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงลมเป็นครั้งแรก เสียงของสายลมหนาวบางเบาแต่ก็ดูอำนาจนั้น กระซิบแผ่วๆอยู่ข้างก้อนทราย
              "ลูน่า เราเฝ้าติดตามเธอมานานนัก"
              "ท่านเรียกข้าอย่างงั้นหรือ น่าแปลกเหลือเกินที่ท่านพูดกับสิ่งเล็กๆเช่นข้า"
              "เราก็เป็นแบบนี้ ยามใดที่เราพูด ยามใดที่เราพัด ก็ทำให้คนรอบข้างต้องเจ็บปวด แต่วันนี้ กับเธอผู้แข็งแกร่ง ผู้ทนต่อแรงแห่งเราได้ เราคงสามารถพูดคุยได้กระมัง" 
              "อย่างงั้นหรือ ท่านช่วยผ่อนแรงของท่านก่อนเถิด ข้าก็ไม่อยากทน ข้าจะแข็งแกร่งเมื่อยามจำเป็นและอ่อนโยนเมื่อบางเวลาเท่านั้น"
              "เราไม่อาจกระทำสิ่งที่ขัดต่อหน้าที่ได้ แต่เราเองก็ผ่อนลมให้น้อยสุดตั้งนานแล้ว ทีนี้ ตอบคำถามเรามาซักข้อ เหตุไฉนเธอจึงต้องการพูดคุยกับท้องฟ้านัก เธอไม่รู้หรือไงว่าเธอตัวเล็กเกินกว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้นจะได้ยิน แม้กระทั่งเรา เรายังไม่เคยได้ยินเสียงตอบมาซักครั้ง ไม่ว่าตัวเราจะเข้าใกล้ท้องนภามากขนาดสัมผัสแล้วก็ตาม"
              "ไม่รู้ซิ ถ้าข้าไม่กระทำ แล้วใครจะกระทำ ข้านั้นสงสารวันเวลาที่สูญเปล่ายามค่ำคืนเหลือเกิน สงสารความดำมืดที่ถูกรังเกียจ สงสารคนโง่เขลาที่มองไม่เห็นค่าของมัน ข้าจะบอกอะไรท่านซักอย่าง แม้ว่าความมืดนั้นน่าสะพรึงกลัว และเหมือนดั่งความสิ้นหวังที่มากล้น มันก็สวยงามดูล้ำลึกแสนสงบนิ่ง มันขาดเพียงแต่แสงซักเล็กน้อยมาบรรเทาความน่ากลัวให้หมดสิ้นไป และหากเป็นเช่นนั้นแล้วบทบรรเลงท่วงทำนองแห่งความนิรันดิ์ก็จักรบริบูรณ์ ข้าว่าต้องมีผู้ต้องมนต์ในยามรัตกาลดิ์อีกมากมาย"
             "นี่กระมังยามเธออ่อนโยนจึงช่างละเมียดละไมเหลือเกิน...แต่เธอไม่มีอำนาจจะกระทำแบบนั้น..."
             "...ข้ามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง ท่านสายลม ข้าเชื่อว่า การกระทำนั้น แม้มันจะดูเล็กน้อยก็ตาม มันย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เหมือนดั่งก้อนหินล่วงหล่นในบึงสะท้อนคลื่นในความสงบอย่างไม่รู้จบ เหมือนดั่งปีกผีเสื้อยามกระพือพัดจนเป็นพายุ การกระทำของข้า เมื่อได้กระทำจนสุดความสามารถแล้ว และข้าก็เชื่อมั่นในกาลเวลาเสมอ"
             "ยามเธอแข็งแกร่งข้างในของเธอช่างดูองอาจกว่าตัวตนของเธอมากมายนัก แต่มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเล่าในสิ่งที่เธอจะกระทำ"
             "ข้าเชื่อว่าจะมีคนเห็นสิ่งที่ข้าทำแล้วชื่นชมข้า แม้มันจะเล็กน้อยแต่ข้าก็ทำสุดความสามารถ พี่น้องของข้าอาจตามข้ามา ไม่ว่าเพราะต้องการเปลี่ยนแปลง หรือาจแค่อยากเป็นอย่างข้าก็ตาม ถ้าก้อนสะเก็ดทรายเล็กๆอย่างเราค่อยๆช่วยกันด้วยมือทั้งสองข้างของทุกๆคน เราก็สามารถออบกอดโลกได้ทั้งใบ"
             "ขอบคุณที่พูดคุยกับเรา เราได้เรียนรู้มากมาย กระทั่งรู้ต้นกำเนิดของเรา ซึ่งอาจเป็นเพียงลมของปีกผืเสื้อ เหมือนดั่งผูเขาลูกนี้ที่อาจก่อกำเนิดโดยกองทรายอย่างเธอ"
            "ข้าขอร้องท่าน โปรดหยุดโหมกระหน่ำเสียที"
              "..."ไม่มีเสียงอันใดตอบกลับมา...ที่เหลืออยู่หลังจากบทสทนานั้น คือลมเปลี่ยวที่พุ่งทะยานรุนแรงกว่าเดิม ลูน่าเดาว่าคำพูดของเธอคงสร้างความไม่พอใจแก่สายลม ที่หาว่าเขากำเนิดจากลมผีเสื้อที่ไร้ค่า ไม่เป็นไร แม้ว่าเธอต้องเจ็บปวดเพราะหนามแหลมนับไม่ถ้วนที่จากลมหนาว แม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็จะก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้กระทั่งเธอจะต้องกลับสู่จุดเริ่มต้นอันแสนห่างไกล ดังนั้นเธอจึงประจันหน้ากับพระพายที่ดูพิโรธขึ้นเรื่อยๆโดยสงบนิ่ง 

              แต่ข้างในลึกๆนั้น ลูน่าสั่นไหวเหลือเกิน และฉับพลันที่เผลอท้อแท้ เผลอให้โอกาสแก่ความสิ้นหวัง นางก็ไม่อาจเห็นความอ่อนโยนในตัวของลมหนาวอีกเลย ลูน่ากำลังจะหลุดปลิวไปแล้ว แต่เธอก็ยังเหนี่ยวรั้งสุดกำลัง ด้วยมือเล็กๆที่แทบจะมองไม่เห็น
              แม้ว่านางจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่เคยเข้าใจเหตุผลที่ทุกอย่างจึงจ้องทำร้ายนาง เหตุใดชะตากรรมจึงกลั่นแกล้งให้ทุกย่างก้าวของเธอนั้นไร้คุณค่า เหตุใดความรวดร้าวจากบททดสอบหลากหลายจึงไม่เคยลบหายไปจากบาดแผลที่ไม่มีตัวตนเสียที
              และเหตุใดเธอต้องกลับไป กลับไปสู่วงกลมแห่งความไม่สิ้นสุด
              หรือว่าสิ่งที่เธอคิดไว้ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกแห่งสัจธรรม

              เธอไม่อาจเกาะเส้นทางของเธอได้อีกต่อไปแล้วเมื่อสายลมไม่มีความปราณีลงเหลืออยู่ เธอกำลังจะล้มลงบนปลายทางและล่วงหล่นไปในหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง เพื่อมองเห็นทุกขั้นบันได้ที่เธอได้ก้าวขึ้นมา เธอกำลังจะไป ไปจากความฝันสู่ความจริง ไปจากเรื่องเพ้อพกสู่ความเจ็บปวดจากการกระแทก ไปจากความสุขล้ำอันเกิดจากความเชื่อมั่น ไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สร้างเอาไว้ เพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพื่อกลับเข้าสู่วังวนแห่งความสิ้นหวัง ซึ่งตราหน้าว่าเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้

เธอกำลังจะหายไปในสุดเวิ้งของขอบฟ้า
เธอกำลังจะหายไปด้วยอารมณ์ที่เจ็บปวด
เธอกำลังจะหายไปอย่างไร้ซึ่งเหตุผล
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป
เธอกำลังจะหายไป

 

 

 

 

 

 

                (ติดตามตอนไปต่อในตอนจบ)

+++++++++++++++++

                เป็นนิทานที่แต่งไว้นานมากแล้ว กะจะส่งประกวดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะต้องอ่านสอบเอ็น ...เอาเป็นว่าตอนหน้าจบแล้วครับ เห็นว่ามันยาวก็เลยหั่นซะเลย แต่ไว้อัพอีกซักพักล่ะกันครับ ให้คนอยากติดตามอ่านซักหน่อย ...เห้อ อีกสองอาทิตย์จะสอบและส่งงานปลายภาคแล้ว อาจหายไปนานเลยล่ะครับเนี่ยเหอๆ แต่ว่าผมจะลงนิทานให้ครบตอนให้หมดภายในอาทิตย์นี้แหละครับ ขอบคุณสำหรับคนที่จะอ่านต่อตอนจบตอนหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยคร้าบ
                ส่วนเรื่องเนื้อเรื่องนั้น ไว้เราว่ากันตอนจบดีไหมครับ...อา อันนี้ไม่ยากครับ ไม่เหมือนทางฝันลวงตาหรอกครับ

รัตติกาลสีขาว 4/9/2551

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าอ่านถึงตรงนี้ก็คงยังไม่สมบูรณ์ คงต้องรอตอนจบอย่างที่ว่าเนอะ

ส่วนตัวแล้วชอบตอน2นะครับbig smile

#1 By redtear on 2008-09-04 18:04

ชอบตอนสองด้วย...big smile
big smile หมือนจะเปลี่ยนธีมใหม่ใช่ป่ะคะ
หรือว่าเราไม่ได้เข้ามานาน sad smile

#3 By ^_poomapooma_^ on 2008-09-05 13:10