นิทาน:ทางฝันลวงตา
posted on 23 Aug 2008 21:20 by crozzaxmoon in Moon-Hill
มันเหมือนกับการกลับหลังของวันเวลา
ท้องฟ้าถักทอด้วยราตรีสีเทา และดวงดาวก็ร่วงโรยดั่งหิมะที่เปล่าเปลือย
ดวงจันทร์ดำก่ำแผดแสงขาวของนวลจันทร์ไปทุกบริเวณ
ณ อีกฟากหนึ่งก็มีเพียงเมฆสีดำสนิทปะปนกันไปมาและกำลังกลืนกินอีกส่วนของท้องฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และที่สุดขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สีฟ้าก็ปรากฏตัวเพียงครึ่งเดียว ถักทอแสงหม่นๆเชื่องช้า
โลกพิสดารนี้กำลังเปลี่ยนหมุนวนไปตามกาลเวลา
มันจะเช้าตรู่ หรือจะเป็นยามเย็นนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้
แต่เวลาก็ยังเดินต่อไปอย่างที่มันเคยเป็น
ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกใดๆก็ตาม
...............................................................................................................
"ครั้งแรกที่ฉันลืมตาขึ้น แสงสว่างขาวๆก็เสียดแทงเข้าดวงตาของฉันเข้าอย่างจัง หลังจากนั้นฉันก็ไม่สามารถขยับตัวได้เลย แขนและขาไม่ตอบสนองต่อจิตสังการแม้แต่น้อย เหมือนมันเป็นร่างอื่นที่ฉันทำได้แค่เฝ้ามองเท่านั้น ใช่ๆ..กลิ่นเหม็นฉุนหยั่งกับดอกไม้พิษก็คละคลุ้งเต็มไปหมด ดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่นของฉันวับวูบภาพข้างหน้าเบลอไปหมด ฉันสะลึมสะลือ มึนงง ไร้ความรู้สึก ประหนึ่งถูกกักในคุกมืดก็ไม่ปาน หากแต่ว่า....ฉันกลับรับรู้ได้เสมอถึงเชือกหลากสีที่ระโยงรยางค์เชื่อมกับตัวฉันมากมาย เหมือนกับมันได้ทำหน้าที่อะไรซักอย่างแก่ฉัน ให้ฉันยังคงรู้สึก และฉันก็อึดอัดกับความรู้สึกที่ไม่ใช่ความรู้สึกมากเหลือเกิน"
"แกฝันแปลกนะเนี่ย"เจ้าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเก่าๆขาดรุ่งริ่งยิ้มอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะตบหลังตุ๊กตานกสีเทาตัวหนึ่ง
"ไม่รู้ซิ แต่มันเหมือนจริงเหลือเกินนะ"ตุ๊กตาสีเทาตัวนั้นพูดขึ้นก่อนจะนั่งลงบนต้นไม้สีดำต้นหนึ่ง
"เอาเถอะนะ ถ้ามันเป็นแค่ความฝัน ก็ปล่อยมันไปเถอะ กลับมาเรื่องที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ดีกว่าน่า เฮบบิทเบิร์ด"
"ลุงฉันก็พึ่งเกิดมาในโลกนี้ได้เพียงสองวันเอง มันมีอะไรน่าสนใจในโลกนี้หรือ..."
"ห๊ะ...นายไม่เคยลองเลยหรือ"ลุงหมีพูดขึ้น
"ลองอะไร ฉันมาถึงนี่ก็คิดแต่เพียงว่า มันคืออะไรบ้าง"
"แล้วก่อนที่แกมา แกไปอยู่โลกไหนมาหรือ แล้วมันต่างจากโลกที่แกเคยผ่านไปพบขนาดนั้นเชียว..."
"ฉัน..ฉัน......ไม่รู้หรอก"ตุ๊กตาสีเทากล่าวเศร้าๆ
"เอาเถอะ มันเป็นเรื่องที่เราจะเข้าใจวันหลัง ...เฮบบิทเบิร์ด ถ้ามัวแต่ฉงนกับเรื่องราวในโลกนี้ล่ะก็ แกจะไม่มีความสุขเอานา เพราะโลกที่แกอยู่น่ะเต็มไปด้วยความพิศวงที่น่าค้นหามากมายเลยรู้ไหม ดังนั้น แกลองเปิดใจให้กว่าแล้วคิดถึงสิ่งที่แกอยากทำดูซิ สิ่งที่แกฝัน สิ่งที่แกชอบ..."
"...."เฮบบิทเบิร์ดหลับตาและคิดถึงเรื่องราวที่ตกค้างในความจำประหลาด
"และมันก็ปรากฏออกมาแล้ว เฮบบิทเบิร์ด ไม่ซิ เฮบบิทคาร์"ตุ๊กตาหมียิ้มปร่าๆให้แก่รถสีเทาคนั้น
"รูปลักษณ์ฉันเปลี่ยนไป... แต่ฉันไม่มีทางรู้ว่าทำไมฉันถึงชอบสิ่งที่เรียกว่า คาร์ มันเหมือนเป็นจิตนาการแห่งความฝันหยั่งไงหยั่งงั้นเลยล่ะ ไอ้สิ่งที่เรียกว่า คาร์ เนี่ย ว่าแต่ลุงรู้ได้อย่างไรเหรอ"
"เอาน่า...แล้วแกชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ"
"ฉันก็ไม่รู้ลุง อย่างที่บอกน่ะมันเป็นความรู้สึกที่หายไปในช่องโหว่ของอะไรซักอย่าง"
"เอาเถอะ เฮบบิทเบิร์ด แกจะเป็นอะไรก็ตามใจ ให้แกมีความสุขก็พอ"ตุ๊กตาหมีกล่าวอย่างนิ่มนวล เมื่อเห็นร่างของนกกลับมาเหมือนเดิม แต่คราวนี้นกตัวนั้นกลับสีเขียวสดทั้งตัวเสียแล้ว
"โลกนี้จะเป็นอย่างที่แกต้องการ หากทว่า มันจะไม่ใช่สิ่งที่แกต้องการทั้งหมดหรอก"
"...ฉันไม่เข้าใจ...."
"เดี๋ยวฉันมา ขอตัวไปหาความสุขของฉันบ้างดีกว่า แกเองก็ลองหาสิ่งที่โลกนี้ให้แก่แกไม่ได้ดูล่ะกัน"
.........................................................................
"ครั้งนี้มันแจ่มชัดมากเลยลุง กลิ่นเหม็นหืนนั่น กับความอึดอัดและก็โลกที่เย็นเยียบเนี่ย มันยังทำฉันสยดสยองเสมอที่คิดจะนอนเลยนะ"
"แต่มันก็แป๊บเดียวใช่ไหมล่ะ"เจ้าหมีพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนก่อนที่นกน้อยจะนอน
"อืม ถ้าตอนนี้น่ะใช่ แต่ตอนนั้นมันกลับดูเหมือนว่ายาวนานจนแทบจะตลอดกาล"
"มันเป็นเรื่องของเวลา เฮบบิทเบิร์ด เรื่องราวมักจะดูเต็มไปด้วยสีเทาๆ เมื่อมันกลายเป็นเพียงเรื่องที่ไม่อาจกลับคืนมาได้ ทุกอย่างก็ดูเป็นเพียงชั่ววูบอันแสนยาวนาน"
"....ลุงพูดอย่างกับว่าลุงรู้จักกาลเวลาแบบนั้นแหละ"
"มันเป็นเรื่องที่ลุงเจอกับตุ๊กตาน้อยๆเช่นเจ้าหลายๆตัวนั่นแหละ"
"แล้วพวกเขาหายไปไหนล่ะ"
"ถ้านายฟังเพลงนี้อาจเข้าใจก็ได้นะ....เรื่องที่พวกเขาหายไปน่ะ"
"เพลง..."
"ใช่เรามาร้องเพลงกันดีกว่า แต่ก่อนจะเข้าสู่ความเครียด ฉันจะแนะนำเครื่องดนตรีของฉัน แก...นี่คือ เซกโซโฟน ใช่ๆต้นไม้สีเหลือปนม่วงอันนั้นน่ะที่มันพึ่งผุดขึ้นมาแหละ แล้วก็...."
ตลอดทั้งวันนั้น ทุ่งรกร้างของความไม่เข้าใจก็เต็มไปด้วยบทเพลงกับท่วงทำนองสนุกสนาน และเวลาผ่านไปนานจนกระทั่ง.....นกน้อยของเราเริ่มง่วงนอน เมื่อลุงหมีสังเกตเห็น มันก็หยุดเครื่องดนตรีหลากชนิดไว้ หันกลับมาหานกน้อยที่เหนื่อยหอบ
"มาถึงเพลงที่นายจะเข้าใจแล้ว...."
"ครับ มาซักทีซิน่า...."
บรรยากาศก็พลันตรึ่งเครียดขึ้นมาทันใด เครื่องดนตรีก็เหลือเพียงกีต้าคลาสสิกตัวเก่าเท่านั้น แล้วตุ๊กตาสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึก็เริ่มร่ำร้อง
"ความจริงอันแสนเดียวดาย
ความจริงอันแสนโหดร้าย
ความจริงที่แสนจะหลอกลวง....
ความจริงของเธอควรจะเป็นเช่นไรหรือ
โลกของเธอ
โลกของความจริง
เธอต้องการให้โลกของเธอเป็นเช่นไรหรือ...."
เสียงแหบแห้งที่ราวจะบาดโลกงดงามนี้เป็นเสี่ยงๆดังก้องกังวานไปสู่โลกกว้าง....
แม้มันดูเหมือนจะเป็นแค่คำลวกๆที่เรียงต่อกัน...
แต่น้ำตาอุ่นๆของนกน้อยก็หยดไหลสู่ทุ่งหญ้าสีนิทรา....โดยนกนั้นยังไม่เข้าใจ
..........................................................................
ครั้งนี้ กลิ่นฉุนของดอกไม่พิษก็คละคลุ้งเข้าไปใหญ่ หากว่าสถานณการณ์มันกลับแตกต่างจากเดิม มีสัตว์หน้าตาประหลาด สองขาสองแขนยืนตัวตรง บนหัวมีสีเขียวอ่อน ทั้งปากและลำตัวเองก็เป็นสีเดียวกันล้อมรอบตัวเขา พร้อมฉายไฟแรงกล้าจนรู้สึกร้อนไปทั่วตัวของมัน จากนั้นไม่นานสัตว์ประหลาดก็ยื่นแขนที่คล้ายๆกับลุงตุ๊กตาหมี หากทว่าท่อนแขนนั้นเปล่าเปลือยไร้ขนปุกปุยและปลายมือมันนั้นก็เป็นสีขาวอย่างน่าประหลาด จากนั้นไม่นาน ปลายด้ามของแข็งสีเงินก็กรีดไปตามร่าง และมันก็รู้สึกหยั่งกับว่ามีใครเปิดเอาร่างเพื่อสอดส่งข้างในตัวของมัน ....ถึงแม้จะไร้ความเจ็บปวด แต่มันก็อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อรู้สึกว่าร่างกายมันยังแน่นิ่งแม้จะกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆก็ตาม
......................................................................................
"มันผ่านไปแล้ว แกอย่ายอมให้มันเข้ามาในชิวิตแก อยู่กับความสุขความจริงที่แกยอมรับเสียเถิด.... ว่าแต่แกค้นพบอะไรในโลกนี้บ้างล่ะ หลังจากผ่านไปหลายวันเข้า"
"อา...ก็ได้ ฉันพบว่าที่นี่ไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้ แล้วก็ไม่สามารถย้อนเวลาได้ใช่ไหม....อ้อ แล้วก็โลกนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าจุดรวมของความจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้...."
"อา ถูกต้อง เรียนรู้ได้เร็วดีนะ ไม่งั้นฉันจะมาหาแกบ่อยๆทำไมเล่า ...ก็นั่นแหละ ที่นี่มีกลางวันกลางคืนที่เราไม่รู้ว่าอันไหนเป็นอะไร แต่แกรู้ไหมว่ามันเป็นเดียวกันกับเรื่องของตุ๊กตาหมี ตุ๊กตานก ตุ๊กตาอื่นๆ ทั้งเรื่อง นั่นเองก็เป็นความจริงที่นายยอมรับมันอย่างไรเล่า เอาเถอะ เฮบบิทเบร์ดแค่แกยอมรับผืนดินที่ยืนอยู่นี้ได้ก็พอใช่ไหมล่ะ"
"ครับ...."
"และเนื่องจากแกรู้จักโลกนี้ได้เร็วเหลือเชื่อ ฉันอยากถามแกว่า ในโลกนี้แกอยากทำอะไรเป็นพิเศษไหม อะไรก็ตามที่ยากและหาไม่ได้ในโลกที่นายยอมรับมัน"
"ฉันอยากไปพระจันรทร์"
"...ได้ฉันจะไปกับแก นานๆทีจะมีคนขอแบบนี้มานะ"
"นานๆที ลุงอยู่กับมันมานานแล้วเหรอ"
"นั่นซินะ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราก็เชื่อเหมือนกันหมด"
"ความเชื่อ..."
"สิ่งที่แกมีสิ่งที่แกรับรู้สิ่งที่แกรู้สึกสิ่งที่ร่างกายและจิตใจยอมรับ นั่นแหละคือความเชื่อ"
"ฉันไม่เข้าใจ"
"มโนภาพแห่งความจริงไงเล่า เอาเถอะนะฉันว่าเราถึงเวลาที่จะบินแล้วใช่ไหม"ทันใดนั้นปีกสีดำก็ขยายออกจากลำตัวของหมีนั้น
ทั้งสองเดินทางไปสู่ฟากฟ้าสีเทา ซึ่งมันกลับมีสีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมองไม่เห็นพื้นโลกสีนิทราแล้ว ผืนท้องฟ้าที่พวกเขาทั้งสองเหยียบย่างเป็นเพียงขอบฉากรุ้งสดตระกาลตา เหมือนมายาแสนสับสน ตลอดทั้งวันนั้น เรื่องมหัศจรรย์ต่างๆก็ผ่านเข้ามาอย่างเรื่องเหล่าการผจญภัยที่แสนสนุก
...แล้ววันๆหนึ่งก็หมดไป...พวกเขาพักอยู่บนเมฆสีคราม มองท้องฟ้าสีรุ้งที่กำลังเลือนรางเป็นเทาเข้ม ชมดวงจันทร์สีดำดวงโตที่เขาจะไปให้ถึงภายในเร็ววัน
"หลับได้แล้วล่ะมั้งแฮบบิทเบิร์ด"ลุงหมีกล่าวเชื่องๆก่อนนั่งพักบนเมฆฟ้าสีครามก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง
"แต่ชั้นไม่อยากที่จะไปเผชิญกับความสยดสยองแบบนั้น"
"มันเป็นส่วนหนึ่งของแก เมื่อแกมีความสุขแกก็ต้องมีความทุกข์.... และถ้าแกอยากไปหาความฝัน แกต้องทรให้ได้ ...เอาน่า แฮบิทเบิร์ด พรุ้งนี้เราจะได้บินทีเดียวไปถึงดวงจันทร์เลยไง หลับเสียนะ"และบทเพลงกล่อมเด็กของลุงหมีก็ดังอย่างนุ่มนวล บรรเลงจนนกน้อยของเราหลับหายไปในราตรีนั้นอย่างรวดเร็ว
................................................................
ความเจ็บปวดก็ยังเป็นเรื่องที่รู้สึกเหมือนไร้ความรู้สึก
รอยกรีดลึกยังติดอยู่ที่ไหนบนร่างกายที่ถูกระโยงยางด้วยสายต่างๆมากมาย
จากนั้นรอยเลือดสีแดงหม่นก็เกรอะติดกับปลายมือสีขาวของสัตว์ประหลาดก็กระชากจากร่างของมัน
และเพียงวูบเดียวนกน้อยก็ตื่นขึ้นมาเพื่อค้นพบว่า....
"ลุงหมี มีบางส่วนของฉันหายไป ไม่ใช่นอกกายนะ แต่เป็น..."แล้วนกน้อยก็ชี้ไปบริเวณสะโพกด้านขวาของตน
ตุ๊กตาหมีพยักหน้า และทำหน้าวิตกกังวล
"ฉันว่าเรารีบไปก่อนที่แกจะหลับอีกครั้ง"
"หะ หา แต่ฉันต้องการจะสุขใจกับข้างทางกว่านี้"
"ถ้าไม่มีจุดหมายก็ไม่มีเส้นทาง ทำสิ่งที่แกไม่เสียใจไปตลอดชีวิตดีกว่า แล้วแกคิดว่าอะไรสำคัญที่สุดในตอนนี้เล่า ไปเถอะ มาไปกับฉัน"แล้วทั้งสองก็รุกรี้รุกรนออกจากก้อนเมฆก้อนนั้น.....
...................................................................................................................
แสงสีเทาสว่างวับวามจนไม่รู้จะหาสิ่งใดเปรียบได้ อยู่แทบเท้าของมัน แต่ ณ รอบฟ้าบนพระจันทร์นั้นก็ยังเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะกระจายป่นเหงาวับวูบเริงร่า ทัศนีภาพที่ไม่มีวันเห็นบนโลกที่มันจากมาสร้างความสนุกสนานให้แก้นกน้อย ซึ่งก็เริ่มร้องเพลงกับลุงหมี เมื่อผ่านไปยามหนึ่ง ลุงหมีก็นั่งลงและพูดขึ้นว่า...
"คิดถูกที่มากับแกนะเนี่ย ช่วงชีวิตหนึ่งขอให้มีสิ่งนี้แหละถึงจะดี"
"ช่วงชีวิตหนึ่ง เราสามารถตายได้ด้วยเหรอ"
"ถ้าแกเข้าใจ แกจะไม่ตาย ไม่กลัวมันด้วย"
"งั้นฉันจะไม่เข้าใจไปตลอดชีวิตเลย และฉันยอมที่จะกลัวมันแบบนี้ต่อไป"
"สิ่งของย่อมมีสองด้าน การอยู่กับการจากไปก็เช่นกัน...."
"ลุง...เบื่อหน่ายหรือ..."
"บางทีอาจมีโลกในความฝันของเธอ โลกที่เธอเกลียดชัง ในที่สุดแล้วฉันก็อยากจะเชื่อมันจนสนิทใจ โลกของเราคงเหมือนกันใช่ไหม ความเจ็บปวดและความเดียวดายเหล่านั้น...ซึ่งมันอาจเป็นความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง...ที่ฉันจะได้ยลโฉมมัน"
"แต่ลุงจะทนรับมันได้เหรอ"
"ไม่รู้ซิ บนโลกนี้เมื่อค้นพบปาฏิหาริย์บ่อยครั้งเท่าใด ก็เหมือนกับว่าศรัทธาได้ลางเลือนไปเท่านั้น"
"....."
"แกเอ๊ยเล่นให้เต็มที่นะ"แล้วตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลก็หลับตาลงและหยุดความเคลื่อนไหวไปซักพักเหลือไว้แต่นกน้อย เดินเล่น สร้างสรรค์ต่อสู้ ผจญภัยบนโลกของจันทราเพียงลำพัง.....
..........................................................
"ลุงๆ พอฉันตื่นมา ทำไมฉันหายใจลำบาก เหมือนกับว่าด้านซ้ายของซี่โครงมีอะไรหายไปอีกแล้ว"ตุ๊กตาหมีลุกจากการหลับใหล มันหันมารับฟังด้วยใบหน้ากึ่งเศร้าใจกึ่งปลอบโยน
"ฟังฉันก่อน ฉันจะขอถามแกหน่อย โลกของความจริงกับโลกกับความฝัน แกอยากจะเชื่อโลกแบบไหนหรือ"
"ถ้าฉันสามารถอยู่บนโลกแห่งความฝันได้ ฉันก็อยากจะอยู่กับมันไปตลอดกาล"
"เพราะว่าความจริงก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดเสมอใช่ไหมล่ะ....แต่ทว่า....โดยพื้นฐานแล้วเราก็เชื่อเหมือนกัน สุดท้ายเราก็ไม่อาจหนีความจริงพื้นฐานของชีวิตซึ่งถูกปลูกฝังมาได้เลยใช่ไหม..."
แต่ก่อนที่นกน้อยจะตอบมันก็รู้สึกง่วงอย่างฉับพลัน มันล้มลงกระแทกกับพื้นสีเทาอย่างจัง...
...................................................
...แสงสว่าง
....กลิ่นฉุน
.....เสียงร่ำไห้ของหญิงสาว
......โลกของนกน้อยขาวโพลน
.....สัมผัสอบอุ่นแผ่วเบาของเธอ รักของเธอผ่านมายังนกน้อย แม้ว่าร่างนั้นจะไร้ความรู้สึกก็ตาม
.......................................................
ภาพตัดกลับมาอย่างไร้สาเหตุ นกน้อยตะโกนออกมาแม้ความอึดอัดจะเสียดลึกเหมือนกับปอดของมันได้หายไปแล้วว่า
"แต่ฉันจะพยายามเชื่อ เชื่อแม้ว่าโลกแห่งความฝันจะไม่มีจริงอยู่เลย...."
"ซึ่งแม้กระทั่งตอนนี้แกก็ยอมรับใช่ไหมว่าโลกที่แกอยู่นี้มัน...ก็เจ็บปวด และปัญหาคือ...แกไม่พอใจกับสองที่และแกเริ่มที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอ ฉะนั้นความเจ็บปวดก็คือความสับสน แกควรจะปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะ"
"...."
"แล้ว...แกรู้ได้อย่างไรว่าโลกนี้มันไม่มีอยู่จริง หรือโลกนู้นที่แกว่า มันคือความฝัน"
"...."
..........................................................
....เลือดเหนาะหนะ
....กลิ่นยาฆ่าเชื้อ
.....เสียงร่ำไห้ของหญิงสาว
......โลกของนกน้อยขาวโพลน
....ความทรงจำเหลื่อมล้ำแปลบปลาย นกน้อยอยากบอก บอกรักเธอผู้กุมมือเขาเอาไว้ แต่แล้ว....แม้จะไม่มีความเจ็บปวด แต่ร่างกายก็รับรู้ถึงความตายที่คลืบคลานมา...
.....................................................................
ร่างของนกน้อยหลุดหายไปทีล่ะชิ้น ดวงตาหลุดหายไปในอากาศ หากทว่ามันยังรู้สึกว่ามองเห็น ...มือและเท้าค่อยๆหมดแรงลงเรื่อยๆ และมันก็รู้สึกว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นกำลังไปเติมเต็มชีวิตของใครอีกคน....มันล้มลงกับพื้น ขาทั้งสองของมันทรุดจมไปกับพื้นดิน นุ่นสีหม่นแดงกระจายเต็มพื้น ลุงหมีหลบตา หายใจลึกยากหยั่งถึง
มันรวบรวมพลังอันน้อยนิดกับลมหายใจอันรวยริน พูดต่อไปว่า"ลุงหมี ฉันขอที่จะเชื่อในสิ่งที่ฉันมีความสุข ก็พอแล้ว"
"โลกนี้จะเป็นอย่างที่แกต้องการ หากทว่า มันจะไม่ใช่สิ่งที่แกต้องการทั้งหมดหรอก"ลุงหมีกล่าวช้าๆ
"แต่ว่า....มันไม่...."
"แฮบบิทเบิร์ดในเวลาแบบนี้ ในสถานที่แบบนี้.... เจ้านกน้อย เพื่อนของฉัน แกจะคิดอะไรก็ตามใจ แต่อย่าลืมว่าแกควรจะมีความสุขในตอนท้ายสุดไม่ใช่เหรอ ...และนายก็รู้คำตอบนั้นแล้วนี่นา..."
"แต่...แต่ว่า....ทำไมความจากพราก การลบเลือนมันถึงโหดร้ายขนาดนี้...อา...ฉันกลัวเหลือเกิน ตกลงแล้วฉันชีวิตมีความสุขพอไหมนะ บนโลกอันแสนสั้นนี้น่ะนะ..."เสียงหายใจแผ่วปลาย มันเริ่มโคลนเคลนสังขารรวดร้าวเริ่มทำร้ายร่างของนกตัวนี้ช้าๆ
" ฉันจะไม่ตอบคำถามแกแต่ จะบอกว่าการที่แกรู้จักโลกจริงๆของแก รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความจริงที่แกยอมรับ รู้จักสิ่งที่สร้างความสุขให้กับแก และจวบจนวาระสุดท้าย แกก็ยังตายด้วยสิ่งที่แกเชื่อได้ แกน่ะคงโชคดีกว่าใครๆอีกมากเลยรู้ไหม"
"อา....ลุงฉันขอถามอีกคำถามหนึ่งได้ไหมว่า...จริงๆแล้วอะไรคือโลกแห่งความจริงเหรอ..."มันไอเอาไอนุ่นสีเลือดออกมา
"แล้วสำหรับแก ความจริงเป็นโลกไหนหรือ..."
"นั่นซินะ อันไหนกันแน่นะที่เป็นความฝัน... "และเมื่อสิ้นเสียงนั้น หน้าอกของนกน้อยก็เหวอะกระชาก นุ่นสีขาวก็เปรอะเปื้อนสู่ผืนสีเทาของจันทร์ เพียงไม่นานนักหัวใจนุ่มนิ่มก็ไหลไป จมไปกับพื้นสีเทานั้น มันกำลังส่งต่อให้ใครอีกคนแล้ว....
น้ำตาที่มืดบอดไหลพรั่งพรูหลุดล่วงกระทบดิน ....มันรู้ มันรู้ดี มันรู้ตั้งแต่ก่อนจะมาถึงโลกแห่งนี้ แต่ด้วยความเชื่อ มันควรจะไม่รู้......เพราะเราเป็นเพียงแค่...แค่.....
"แล้วแกจะเชื่ออะไรล่ะ....."เจ้าหมีพูดยิ้มๆ และหันไปยินดีกับบนใบหน้าที่เปื้อนความสุขของนกน้อยเช่นกัน
"ก็ตามที่ลุงพูดนั่นแหละ ฉันจะเชื่อของฉันเอง...."
"จำเรื่องนั้นได้ไหม เจ้านกน้อยของฉัน เรื่องที่เราพูดกันครั้งแรกน่ะ....สุดท้ายมันก็ถึงเวลาที่นายจะต้องเข้าใจว่า........."
....................
มันเหมือนกับการกลับหลังของวันเวลา
ท้องฟ้าถักทอด้วยราตรีสีดำ และดวงดาวก็ร่วงโรยดั่งหิ่งห้อยที่เปล่าเปลือย
ดวงจันทร์สว่างใสแผดแสงขาวของนวลจันทร์ไปดั่งทุกบริเวณ
ณ อีกฟากหนึ่งก็มีเพียงเมฆสีส้มสนิทปะปนกัน มันกำลังกลืนกินส่วนของท้องฟ้าดำเหล่านั้น
และสุดขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สีสดใสก็ปรากฏตัวเพียงครึ่งเดียว
โลกพิสดารนี้กำลังเปลี่ยนหมุนวนไปตามกาลเวลา
มันจะเช้าตรู่ หรือจะเป็นยามเย็นนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้
ร่างของศิลปินนักแต่งเพลงยังนิทราไม่ลืมตื่น
แต่เด็กน้อยข้างเตียงก็ได้หายไปจากเขาอย่างไม่มีวันกลับมา
ทว่า....
เวลาก็ยังเดินต่อไปอย่างที่มันเคยเป็น
ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกใดๆก็ตาม
20/8/2251
รัตติกาลสีขาว
++++++++++++++++++++++++++++
แรงบันดาลใจครับ
อันดับแรกก็เรื่อง shockolate ซึ่งเป็นผลงานของนักเขียนไทย ซึ่งผมอ่านเรื่องที่คล้ายกับเรื่องนี้แว่บแรก แล้วก็เกิดความเศร้าขึ้นมานั่นเอง ผมชอบตัวเรื่อง ควาหม่นเทาของมัน แต่มันก็เป็นแค่รูปแบบการนำเสนอที่คล้ายกันเท่านั้น
อันดับต่อมา คงเป็นเพลงฝัน ของslotmachine มั้งครับ มันเพลงที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับว่า เราอยากจัมีชีวิตอยู่ในความฝันได้ไหม
และเรื่องแรงบันดาลใจต่อมาก็คือเรื่อง อัตภาวะนิยม นะครับ ที่เชื่อกันว่า โลกของเราเราสร้างมันมาเอง(ซึ่งผมได้แปลเป็นหลักของชีวิตที่ผมเล่าให้ฟังเป็นนิทานแล้ว)
ก็โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ ก็เชื่อเหมือนกันหมด แล้วการที่พวกเราเชื่ออะไรแตกต่างกันบ้างนั่นแหละที่สำคัญ นี่คือคำพูดที่ลุงหมีได้กล่าวไว้ครับ ก็อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในเรื่องหนอนน้อยผู้ไม่กินผัก เพราะเราเชื่อต่างกันความสุขที่แท้จริงก็ย่อมต่างกันใช่ไหมครับ และเรื่องนี้ก็แค่เอาความเชื่อของผมใส่ลงไปว่า....(ไปคิดเอาเองล่ะกันเน้อ)
ครับแนวคิดรองของเรื่องนี้ยังคงเกี่ยวพันกับกาลเวลาอีกนั่นแหละ(ลองจิตนาการดูนะครับว่าจริงๆแล้วนกนั่นจริงแล้วมีชีวิตอยู่บนอีกโลกหนึ่งนานถึงวันหนึ่งไหม) มันเป็นเรื่องของความไม่พอดีในความตาย เชื่อเถอะครับคนที่ปลงตกจนอยากฆ่าตัวตาย ถ้าความตายเป็นเพียงการดับความทรงจำล่ะก็ พวกเขาคงยินดีที่จะตาย และนั่นก็คือความพอดีของการสิ้นชีวิต หากทว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความพอใจในการตายก็เริ่มจะหายไปเองด้วย เมื่อเราพบเป้าหมายใหม่ เมื่อเราพบคุณค่าของชีวิต บางทีคนที่พยายามฆ่าตัวตายก็จะนึกเสียใจที่พยายามจะตาย....
มันเหมือนอย่างที่ลูเคียว่าไว้แหละครับ เพียงหยิบยื่นความหวังเพียงนิดเดียว กำแพงที่หนายิ่งกลับพังทลายเพียงชั่ววูบ (จำตอนที่งินพูดบอกจะช่วยลูเคียตอนที่จะประหารชีวิตได้ไช่ไหมครับ ส่วนคนที่ไม่ได้อ่านก็...ไม่เป็นไรครับ555+) คนยอมเปลี่ยนไปตามกาล กระทั่งพอดีในความตายก็ยังหาได้ยากยิ่ง
นอกจากนี้แล้วอาจโกรธนะครับ แต่ผมจะบอกว่า สิ่งที่นกน้อยจะพูดก็คือ สุดท้ายแล้วเราก็แค่เป็นมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกหนีความจริงได้จนหมดนั่นเอง...
อ้อ ผมลังเลว่า จะใส่ประโยค ร่างของศิลปินนักแต่งเพลงยังนิทราไม่ลืมตื่น แต่เด็กน้อยข้างเตียงก็ได้หายไปจากเขาอย่างไม่มีวันกลับมา อยู่เหมือนกัน เพราะมันจะไปทำลายจิตนาการนะครับ แต่มีหลายคนที่อ่านบอกว่าคนอ่านอาจคาดไม่ถึงประโยคดังกล่าว...และทำใหนิทานไม่หม่นพอ
ช่วงนี้ขยันเขียนเพราะว่าง 555 แต่ท่าทางงานจะเข้าอีกไม่นานนะครับเนี่ย (เข้าแล้วล่ะครับ555+)...ยังอยากทำหนังสือภาพเหมือนเดิมแหละครับ แต่ว่าหาคนวาดไม่ได้ แง๊วววว ....แต่ไว้ปิดเทอมก่อน จะพยายามหาแนวร่วมให้ได้เลย... ส่วนตัว Monite(เฮดบล๊อกอันใหม่นะครับ) เนี่ยว่างๆผมจะทำมันไปเรื่อยๆ ชอบอ่ะ ซอมบี้ ผ้าพันแผล ค้อน ตะปู และการทำลายความรัก อิอิ
แล้วเจอกันครับ
21/8/2551
รัตติกาลสีขาว
เนื้อเรื่อง ข้าน้อยยังไม่กระจ่างทั้งหมด ขอไม่วิจารณ์นะฮับ
แต่ยังชอบแนวทางการเขียนบรรยายบรรยากาศและความรู้สึกฮับ มันดูอ่อนละมุน ชวนฝัน ดีฮับผม
#1 By DDP on 2008-08-24 00:08