นิทาน:กระต่ายกับรอยยิ้ม
posted on 05 Aug 2008 23:12 by crozzaxmoon in Moon-Hill
กระต่ายน้อยขี้กังวลเดินไปช้าๆ สู่เส้นทางที่ไม่มีใครรู้จัก
มันเดินไปเรื่อยๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพียงหวังว่าซักวันหนึ่ง ณ ขอบฟ้าที่บรรจบกับแสงจันทร์
เส้นชัยและความฝันจะรอมันอยู่ที่นั่น
วันหนึ่งในขณะที่มันยังเดินโดยจดจ่ออยู่กับการตามหาบันไดแห่งของท้องฟ้า
ตรงเนินเขาลาดลงไปหยั่งนอกเส้นทาง
มันพบกระต่ายอีกตัวหนึ่งซึ่งคงออกเดินทางจากฝูงเช่นเดียวกับมัน
ในโลกแห่งกระต่ายนี้ ไม่มีใครออกนอกฝูงหลวงเป็นอันขาด
นอกเสียจากบ้า และเต็มไปด้วยความหลงใหลในโลกของอารมณ์
กระต่ายตนนั้นมีขนสีขาวเจือด้วยเหลื่อมแดงสดราวกับพระอาทิตย์อัสดง
มันกำลังกลิ้งเล่นระหว่างพงหญ้าสีทองกับฟ้า อันหาได้ยากยิ่งในดินแดนแห่งนี้
แต่มันไม่สนใจหรอก มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้รอมันอยู่
ขนสีเงินของกระต่ายขี้กังวลม้วยหยาดส่องประกายสีทองออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ดวงตาสีเลือดนกของกระต่ายตนนั้นหันจ้องกลับมาหาแสงพิศมัยของดวงดาวนั่น
รอยยิ้มผุดขึ้นแทนใบหน้าเคลิ้มใส และร่างของกระต่ายเหลื่อมแดงก็วิ่งรี่เข้ามา
การเคลื่อนที่นั้นแตกต่างกับตัวของกระต่ายสีเทาโดยสิ้นเชิง
มันเต็มไปด้วยส่วนเกิน ระวีระวาด และไร้ระเบียบ
แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนาน ร่าเริง จนมันอดจะยินดีกับ ท่าวิ่งประหลาดนั้นไม่ได้
หากทว่า มันไม่มีเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้หรอก พลังงานต้องเก็บไว้ยามต่อสู้กับปัญหาเท่านั้น
"หวัดดี ชั้น ซันนี่ ยินดีที่ได้รู้จักนะ" กระต่ายเหลื่อมแดงยิ้มหวานทักทายมัน
"ชั้น สตาร์ดัส ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน" มันทักทายกลับไปด้วยมารยาท
"นายกำลังจะไปไหนเหรอ คนที่ออกจากฝูงหลวงน่ะ ต้องมีเหตุจำเป็นแน่ๆ"
"มันไม่ใช่เรื่องของนายโอเค ตอนนี้ชั้นเสียเวลามากแล้วล่ะ"
"เห้ๆ ชั้นถามนายดีน่า แบบนี้ทำอะไรผิดไว้เหรอ"
"เปล่า บอกแล้วไงว่าฉัน..." แต่ทันที่จะต่อจบกระต่ายเหลื่อมแดงก็เปรยออกมาว่า
"ฉันเองก็ทำผิดร้ายแรงไว้
ฉันหมายพระจันทร์....."
สตาร์ดัสหยุกกึกมองไปในดวงตาเลือดนกอันจริงจังน่าขนลุก
ก่อนจะถอนหายใจยาวๆไปทีหนึ่งและพูดช้าๆว่า
ฉันก็เช่นกัน
..............................................
ซันนี่ออกเดินทางไปพร้อมกับสตาร์ดัสนับตั้งแต่วันนั้น
ทั้งสองชวนคุยกันเรื่องที่พบเจอในอดีต
เรื่องราวของซันนี่ดูราวกับเทพนิยายอันแสนงดงาม
แต่สตาร์ดัสกลับให้ซันนี่ได้แค่เพียงชีวิตประจำวันกับภารกิจแก้ไขปัญหาบนทางข้างหน้า
มันเดินเรื่อยไปอยู่แบบนี้อีกหลายวันจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง หลังจากทุกอย่างดูเหมือนกับแน่นิ่ง ซันนี่จึงพูดขึ้นว่า
"ช่วงนี้เราโชคดีเนอะไม่ค่อยได้เจอปัญหาอะไร"
"เพราะมากับฉันไงล่ะ"
"แต่ฉันก็รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย เราน่าจะหาอะไรเจ๋งๆทำว่าไหม"
รอยยิ้มวูบแรกนั้นมองมาที่สตาร์ดัสก่อนจะหายวับไปกับใบหน้าที่เศร้าซึมของสตาร์ดัส
จากนั้นไม่นานซันนี่ก็ร่าเริงอีกครั้ง พร้อมทั้งตะโกนโดยไม่สนใบหน้าของสตาร์ดัส
"นั่นแกเห็นรึเปล่า ผีเสื้อฟลามิงโก้ สีชมพูดใหญ่ยักษณ์เชียวแหละ โหตรงกลางมีกุหลายสีแดงช่อใหญ่ด้วย ...ไปจับกันไหม"
"อย่าเลย มันจะทำให้เราเสียเวลา อีกอย่างหนึ่งถึงแกไล่จับมันได้ แกจะได้อะไรขึ้นมา"
"บางที มันอาจช่วยให้เราบินไปได้อีกหลายกิโลเชียวแหละ"
"บินได้? นายเอามาจากไหน"
"ก็ลายกุหลาบนั่นไง นายไม่รู้จักความหมายของมันเหรอ"
"อ่า..จริงสินะ...แต่ว่า ฉันไม่เอาด้วยหรอก อันตรายไป ถึงบินไปได้ ถ้าเกิดตกลงมา แกอาจบาดเจ็บต้องหยุดยาวก็ได้นะ"
"อะไรว๊า เอาเถอะ ไม่เปนไร..."
เงียบไปซักพัก และเวลาผ่านไปเพียงชั่วคราว ซันนี่ก็ตะโกนเสียงดังอีกว่า
"เห้ย แกได้กลิ่นหรือปล่า"
"กลิ่นอะไร"
"กลิ่นน้ำตกเยลโล่ ที่ๆทองคำไหลออกมาพร้อมกับรสหอมของน้ำผึ้งน่ะ ไปดูกันหน่อยไหม หืม"
"อย่าเลยน่า"
"ง่า..."
แต่ก่อนที่สตาร์ดัสจะเทศมันเรื่องเวลาและการเดินทางเหมือนกับทุกๆวัน มันก็สะดุดกลับความรู้สึกแปลกประหลาด โลกมืดลงเล็กน้อย และเสียงของนกก็หายไปอย่างไร้ล่องลอย
"เดียวนะ กระโดดตามฉันมา"
"ห๊ะ! ได้เลย"ซันนี่ก็พุ่งพรวดตาก้อนแสงดาวไป มันหันกลับมาและพบกับ....
แสงไหวพร่างๆพราวตามมันอยู่ลิบๆ
แสงไหวพร่างพราวดำทะมึนกรีดร้อง
พวกมันเจอฮิเรนด้า ปีศาจล่ากระต่ายหลงฝูง...
.......................................................................................
เมื่อหนีมาจนเห็นว่าปลอดภัยแล้วสตาร์ดัสก็พูดว่า
"นี่ถ้านายมัวไปแต่ไปหาเยลโล่บ้าบอนั่น มีสิทธิตายได้เชียวนะ"สตาร์ดัสกล่าวเรียบๆปกกับจะหวะหอบเหนื่อย
"เหอะ ฮิเรนด้า ฉันก็เคยล้มมาแล้ว"ซันนี่พูดแบบเครียดๆ
"แต่นั่นจะทำให้..."
"เสียเวลา เออ ช้นรู้ ชั้นรู้ แต่ถ้ามัวแต่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตมันจะสนุกเหรอวะ"ซันนี่ขัดจังหวะที่น่าเบื่อนั่น
"ถ้านายอยากสนุกทำไมไม่ไปผจญภัยที่อื่นเล่า มาหมายจันทร์กับฉันทำไม"
"เรามีความฝันตรงกันไม่ได้หรือไง เพื่อนเอ๊ยทำไมนายไม่หัดสนใจกับข้างทางบ้างวะ"ซันนี่เริ่มหัวเสีย และมันกำลังจะปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นเอาไว้
"ทำไมล่ะ ฉันคิดเสมอว่า ปลายทางต่างหากที่สำคัญที่สุด"
"แล้วนายจะมีชีวิตอยู่อย่างขุ่นมัวแบบนี้ไปเรื่อยๆเลยเหรอ"ซันนี่ขึ้นเสียง
"ขุ่นมัว ...ไม่เห็นจะขุ่นมัวยังไง ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ มีความสุขกับที่ๆปลอดภัยของตัวเองก็ดีถมไปแล้ว"
"ความสุข นายเรียกความกังวลว่าความสุข นายเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย"
"นายต่างหากที่บ้า มัวแต่หลงงมงายกับสิ่งไร้สาระลอบตัวจนมองไม่เห็นจุดหมายของตัวเอง"
"จุดหมายของตัวเอง....แกไม่รู้ใช่ไหมว่า จุดหมายของแกที่สร้างขึ้นมาน่ะ ก็เพื่อตอบสนองต่อความสุขของตัวเองไม่ใช่เหรอ"
"ความสวยงามที่ทำให้แกหลงใหลน่ะ มันก็ไม่ต่างอะไรกับของข้างทางเหล่านี้หรอก"
"เพียงแต่แกไม่เคยเห็นความสำคัญกับมันเท่านั้น"
"แต่ว่าพลังที่ทำให้เราแหกกฎทุกข้อที่มีอยู่มันก็มาจากแรงบันดาลใจแห่งจุดหมายปลายทางนะเว้ย"
"ก็ใช่ เส้นชัยมันจำเป็น ฉันยอมรับ แต่ว่า ความฝันน่ะ สร้างความสุขกับเราก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ"
"สำหรับนายมันพอแล้ว แต่สำหรับฉันเราต้องคว้ามาให้ได้ต่างหากถึงจะเรียกว่าความสุขที่แท้จริง แล้วคนอย่างนายมันก็แค่คนดาษดื่นที่อ้างว่าทำตามความฝันของตัวเอง"
"ไม่หรอก สำหรับฉันแล้ว เส้นชัยน่ะนะ มันก็แค่เส้นทางที่วางเอาไว้ให้ฉันเดินไปถึง ไม่ได้หมายความว่าให้ฉันเดินตรงไปหามัน ความสวยงามข้างๆทางน่ะ มันงดงามมากเลยรู้ไหม แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ชั้นก็คิดว่าความทรงจำต่างหากที่สำคัญ และความทรงจำระหว่างทางไปถึงเส้นชัยเหล่านั้น จะเป็นตัวบอกคุณค่าชีวิตของฉัน ไม่ใช่ความสุขวูบเดียวเมื่อคว้าฝันไว้สำเร็จ หากฉันตายไประหว่างทางฉันก็ยังพอมีความสุขจากสิ่งเหล่านั้นประทังความพอใจไปได้....."
"เดี๋ยวๆวูบเดียว นายรู้ได้ยังไง "
"ฉันไม่รู้ แต่มันก็มาจากความคิดฉันเอง ความเชื่อชั้นเอง และถ้าเราต่างมีความเชื่อต่างกันสุดท้ายเราก็ต้องจากกันไปอยู่ดี มันก็เหมือนกับความรักนั่นแหละนะ ถ้ามันเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ควรจะยื๊อให้ยิ่งเจ็บปวด ....ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปสตาร์ดัส เราคงต้องแยกทางกันเดินเสียแล้ว ขอโทษนะ แต่ว่าเราคงต่างกันมากเกินไป"
"ไม่เป็นไรหรอก ซันนี่ เราสองคนน่ะมันก็ตัวคนเดียวตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อน"
"อืม แล้วเจอกันใหม่ในโอกาสหน้า สหายผู้หวาดระแวง"
"อืมแล้วเจอกัน สหายผู้เต็มไปด้วยความร่าเริง"
และตะวันทองอร่ามก็ร่อยลางไปพร้อมกับทางแยกของมันทั้งคู่
.................................
หลายวันต่อมา
ณ ท้องฟ้าเช้าตรู่วันหนึ่งมันพบว่า
ผีเสื้อฟลามิงโก้ถลาล่อนเหนือหัวมันและห่างไปไกลจนลิบตา
เมื่อมันเดินต่อไปอีกหลายวัน ณ ทุ่งหญ้าที่ทอดตัวขวางทางเอาไว้
มีเศษซากกระจายของปีกผีเสื้อและกุหลาบสีแดง ซึ่งบัดนี้เหี่ยวแห้งดำสนิทร่วงโรย
นอกจากนั้นคาวเลือดแห้งเกราะกรังก็เจิ่งขัง ติดตรึงบนผืนดิน
สีแดงฉานท่วมท้องทุ่งราวกับเลือดของรัตติกาลหลั่งไหลเมื่อถูกแสงดาวกรีดเป็นชิ้นๆ
ไม่ไกลจากซากวินาศ ร่างๆหนึ่งหอบเสียงดังน่าหดหู่ ดังเสียจนสะกิดให้ทุกสิ่งหันมามอง
ร่างสีขาวเหลื่อมแดงคงจมกองเลือดมาเนิ่นนาน เหมือนกับว่า พวกล่ากระต่ายหลงฝูงนั่นตั้งใจไม่ให้มันตาย
ไม่นานนักเสียงหอบนั้นก็หยุดลง และเสียงแหบพร่าที่เค้นออกมาจากความทรมานก็ล่องลอยออกมาจากร่างนั้น
"...สะสะตาร์ดัสหรือ ฉันรอนานมากเลยนะ ฮะฮะฮะ มันเป็นอย่างที่นายว่าเลยแหละ แต่ฉันกลับไม่เสียใจที่ไปไม่ถึงพระจันทร์....นายอยู่ที่นี่ใช่ไหม ฉันรู้สึกได้ แต่ฉันก็เรียกนายทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาจากความเจ็บปวด ฮะฮะฮะ เอาล่ะฉันจะพล่ามอะไรต่อมิอะไรที่พูดซ้ำๆกันมาหลายทีอีกครั้งเผื่อนายอยู่ด้วยและได้ยินมัน"
"ซันนี่ ฉันอยู่นี่...."เสียงของทั้งสองนั้นผสานกับแสงเว้าแหว่งของยามจันทร์ขึ้น และร่วมท่วงทำนองกับน้ำตา สิ่งที่สะท้อนออกมาก็เป็นเพียงแค่ ความวังเวง อ้างว้าง ซึมเศร้า
คำพร่ำบ่นในสิ่งที่มันสูญเสีย สิ่งที่ได้รับมาไหลออกมาไม่หยุด แม้จะดูเหมือนกรีดร้อง เรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นอะไรที่ฉงนเหลือเกิน ไม่ไม่รู้ว่าทำไมซันนี่ถึงเล่าให้มันฟัง ซันนี่ไม่มีเหตุผลต้องบอกสตาร์ดัส ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆเลย แต่ทว่าเมื่อค่อยๆฟังความงดงามเหล่านั้นแล้ว มันจึงตระหนักว่าสิ่งที่มันได้พบเจอล้วนแต่หาไม่ได้ง่ายๆ และมันยิ่งสะท้อนลึกมากกว่าเดิมอีกเมื่อซันนี่พูดประโยคครั้งสุดท้ายว่า "สิ่งที่ฉันค้นพบน่ะล้วนมาจากข้างทางทั้งนั้น นายควรเปิดใจให้แก่สิ่งรอบกายเถอะนะ เส้นทางน่ะจะสวยงามด้วยการมองของนายนะ...."
และเป็นที่น่าเศร้าที่ร่างสีเหลื่อมแดงไม่ได้ยินหรือรับรู้อะไรเกี่ยวกับการมากของสตาร์ดัสเลยแม้แต่น้อย
สตาร์ดัสนั่งเฝ้าข้างกองหญ็าแห้งกรังด้วยเลือด ปล่อยหยดน้ำตาอุ่นๆไหลลงไป มันร่ำไห้ แต่ก็ยังคอยเงี่ยหูฟังเพื่อก็บทุกๆลายละเอียดที่ซันนี่เล่า แม้ซันนี่จะพูดซ้ำๆกัน เล่าซ้ำกันอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง....และอีกครั้ง มันก็ยังอยู่คอยอยู่ตรงนั้นโดยไม่เบื่อหน่ายไมจากไปไหน เพราะมันจะรอ รอจนกว่า....
"อา นายจะมาไหมนะ สตาร์ดัส กระต่ายขี้กังวลสหายฉัน ฉันอยากให้นายรับรู้ความจริงของความสวยงามจริงๆเลยล่ะ แต่ว่ามันคงยากเสียแล้ว เพราะฉันคงทนต่อไปไว้ไม่ได้ อยากวอนขอพระเจ้าเหลือเกินให้นกให้ผีเสื้อให้กลิ่นดอกไม้ให้แสงจันทร์ ช่วยฝากบทเพลงนี้ให้เขาหน่อยได้ไหม"
มืออุ่นๆของสตาร์ดัส แตะไปบนหน้าผากเย็นชืดของซันนี่ แต่มันก็ไม่มีปฏิกิริยากลับมา มีเพียงเสียงแหบห้าวที่ร้าวรานกังวานเหน็บหนาว และแต่ล่ะจังหวะนั้นก็แผงด้วยความทุกข์ทรมานในความตาย หากทว่าเนื้อเพลงกลับดูไม่น่าหวาดหวั่น สตาร์ดัสรับเอาเสียงนั้นมาไว้กับตัว ค่อยๆสร้างภาพทีละเล็กทีละน้อย
....แต่มันไม่เข้าใจ
ภาพของกระต่ายสีเทาบนเส้นทางที่แสนงดงาม
กับภาพกระต่ายบนจุดหมายที่แสนงดงาม
มันไม่เข้าใจอะไรเลย.....
แต่เสียงโหยหวนก็หยุดลงเสียดื้อๆพร้อมกับคำพูดเหนื่อยอ่อนของซันนี่ว่า
"อา... คงร้องไม่จบเสียแล้ว ฝากบอกสตาร์ดัสด้วยว่า อย่าได้เสียใจกับสิ่งนี้เลย เดินต่อไปซะนะ....เพราะว่านายก็เตรียมใจกับเรื่องแบบนี้ไว้แล้วนี่นา แต่ยังไงก็แล้วแต่ถ้าแกมัวแต่เตรียมใจไว้ แกจะได้รับความสุขจริงๆเหรอ... "มันกระแอมเบาๆ ก่อนจะบอกว่า "แล้วก็ฝากแทนเนื้อเพลงเป็นสิ่งนี้ให้เขาแทน"....
พระจันทร์ตราตรึงจ้องมองมาหาเขาทั้งสอง แหวกม่านของทะเลดาวออกมาอย่างแจ่มชัด
เพื่อจะได้ยลโฉมสิ่งที่งดงามกว่าจันทราแห่งความฝัน ซึ่งกำลังจะปรากฏตัวออกมาแล้ว.....
ทั้งหมดจดจ้องหน้าตาสกปรกมอมแมมเต็มไปด้วยเลือด
รอยยิ้มบริสุทธิ์ของชีวิตที่ได้เห็นคุณค่าของบางสิ่ง ผุดขึ้นจากใบหน้าของกระต่ายน้อย และแน่นิ่งไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของมัน
สตาร์ดัสปล่อยมือจากหน้าผากของสหาย
มันเห็นรอยยิ้มที่สะท้อนบนเลือดเจิ่งดินนั่นจึงได้เข้าใจ
ถ้ามัวแต่เตรียมใจกับความเจ็บปวด มันก็ไม่ได้เตรียมใจให้แก่ความสุข
และสุดท้าย ณ ความฝันที่แท้จริงมันจะให้ความสุขได้จริงๆหรือ
วันนี้มันจะยอมลดตัวลงมาเสียบ้าง
ให้มันพอดีกับกระต่ายเหลื่อมแดงที่ตั้งเอาไว้
หลังจากจัดการกับซันนี่ไว้กับอ้อมกอดของธรณี
กลิ่นหอมของดอกไม้ข้างทางก็ลอยมาแตะจมูกที่ไร้ความรู้สึกมานาน
มันเด็ดมาดม
และมองไปยังรอยยิ้มของตนเองอีกครั้ง
กระต่ายน้อยยังคงขี้กังวลและเดินไปช้าๆ สู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยดอกไม่ นกน้อย สายลม
มันเดินไปเรื่อยๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพียงหวังว่าซักวันหนึ่ง ณ ขอบฟ้าที่บรรจบกับแสงจันทร์
เส้นชัยและความฝันจะรอมันอยู่ที่นั่น
เพียงหวังด้วยรอยยิ้มว่า
เส้นชัยและความฝันจะรอมันอยู่ที่นั่น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 3/8/2551 รัตติกาลสีขาว
เรื่องนี้เป็นนิทาน(ที่ยาวหน่อย) ดังนั้นมันเลยค่อนข้างง่าย และก็ออกแนวดาร์คแฟนตาซีนิดๆ
ที่ช่วงนี้เขียนนิทานเยอะเพราะว่าอยากทำนิทานภาพอ่ะครับ อยากเอานิทานที่ผมเขียนมาทำเป็นหนังสือภาพจริงๆนะ(มันก็แค่อีกหนึ่งความฝันแหะๆ)
ช่วงนี้ผมไร้เวลาอย่างรุนแรง การเรียนออกแบบทำให้ผมแทบคลั่งตาย (ครับผมยังเรียนสาขานิเทศอยู่ครับ) เป็นหลักสูตรที่สร้างความอึดและความประณีตได้แทบทุกตารางนิ้ว (นอนไม่เคยพ้นตี 2 ล่ะเอ่อ) แล้วเดียวมีปั่นรายงานอีกเห้อ...บ่นๆๆๆๆๆๆ
ไม่ได้มาอัพอย่างนานเลย คิดถึงกันผมบ้างไหมครับ ผมอยากขอบคุณสำหรับคนที่ยังแวะเวียนติดตามกันอยู่จนถึงบัดนี้ เอาไว้ปิดเทอม(นานขนาดนั้น) ผมจะกลับมาพยายามอ่านบล๊อกคนอื่นให้ได้นะคร้าบ
อยากทำนิทานภาพเฟ้ยยยย....
ก่อนไปก็ ขอให้ ทุกคน ยิ้มให้กับเส้นทางที่เดินนะครับ เพราะผมเองก็กำลังยิ้มให้กับงานตรงหน้า(ที่มันกำลังล้มมาทับ) และก็เส้นชัยลิบๆ
8/5/2551 รัตติกาลสีขาว
สองวิถีทางที่จะเดินไปสู่ความฝัน มันดูเป็นเรื่องที่ยาวไกลจริงๆ นะคะ

แอบรู้สึกว่านิทานมันวายนิดๆ ห้าๆ เชียร์ให้ทำเป็นิทานภาพนะ อยากเห็น
เราก็ต้องพยายามมั่งแล้วสิ
#1 By alamode on 2008-08-06 00:30