ทางถุงกระดาษสายเปลี่ยว

posted on 16 Jul 2008 23:28 by crozzaxmoon  in Moon-Hill
 

 

ณ กลางเส้นทางสายเปลี่ยว

ข้าพเจ้าหยุดอยู่บนนั้นเพื่อพักจากการพยายามมองเห็นและพยายามเติบโต....

....

เจ้าถุงกระดาษนั่นไหวหวั่นมาแต่ไกล....

มันหมุนคว้าง แน่นิ่งจนมานอนหลับ ณ ปลายเท้าของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าหัวเราะ จรดปลายดินสอด้วยความรู้สึกบางอย่างลงบนกระดาษน้ำตาลนั่น

 

"ถุงกระดาษยับย่นไม่เคยกลับมาเรียบดั่งเช่นเคย

ถุงกระดาษปลิวว่อนไม่เคยกลับมาที่เดิม

ถุงกระดาษหล่นลงสู่ผืนดิน เปื้อนเลือด เปื้อนลอยเท้า"

....

ณ เส้นทางสายเปลี่ยว

ข้าพเจ้าก้มลงพับถุงกระดาษและปลดปล่อยมันสู่เวิ้งอากาศแสนงดงาม

ข้าพเจ้ามองมันเดินทางไปตามลมที่ไร้จุดหมาย....

สู่ท้องฟ้าครามครั่นของยามเย็น...ซึ่งพันธนาการชีวิตของเราเอาไว้

 

"ในเมฆหมอกของนิทราและรัตติกาลสีขาว

บางสิ่งยังลวงหลอกตนเองด้วยความจริง

บางสิ่งยังสนองความทุกข์ด้วยความสุข

บางสิ่งได้ทิ้งร่างไปบนซากน้ำแข็งไร้ชีวิตอีกครั้ง...อีกครั้ง...อีกครั้ง...

 

ข้าพเจ้าชิงชังโลกนี้ไม่น้อยไปกว่าตัวเอง

และไม่อาจรักโลกนี้ไปกว่าตัวเอง"

....

ณ ลิบตาบนทางสายเปลี่ยว

ข้าพเจ้ามองเห็นถุงกระดาษที่ปล่อยไปไสวสั่น

 

"ถุงกระดาษเกิดมาอย่างมีเหตุผล เพื่อใช้ใส่ของเพียงชั่วคราว

ความงดงาม หน้าที่ ความเชื่อ และความหมาย ก็เพียงชั่วคราว

มันเปลี่ยนไปตามกาล ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นวงกลม แต่มันก็เดินเป็นเส้นตรง

และเราจะตระหนักเสมอว่า....ไม่เคยมีอะไรกลับมาเหมือนเดิม

 

เมื่อถุงกระดาษไร้เหตุผลมันก็ยังมีเหตุผล

เพราะการดำรงอยู่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

และการมีเหตุผลคือสิ่งใดกันเล่า...."

 

บนหนทางสายเปลี่ยว

ข้าพเจ้าล่องลอยด้วยจิตที่นิ่งสงบ

ไม่ว่าจะมองเห็นมากเท่าไร ไม่ว่าจะเติบโตเพียงใด

เราก็ยังคงให้คำถามกับการมองต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

.....

 

 

ข้าพเจ้ายับย่นไม่เคยกลับมาเรียบดั่งเช่นเคย

ทิ้งร่างไปบนรัตติกาลสีขาวที่ดำรงอยู่อย่างไม่มีเหตุผล....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และฝันเพียงพรุ้งนี้ข้าพเจ้าจะได้เป็นเพียงแค่

"...กระดาษขาว...."

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ณ เส้นทางสายเปลี่ยว

ข้าพเจ้ายังย่ำเท้าต่อไป

เพราะไม่ว่านาน...นานแค่ไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อดีตก็ไม่มีวันย้อนคืน.................

 

 

 

รัตติกาลสีขาว

พัธนาการรำพัน

Crozzax 3/6/2551

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

             อาจดูเครียดไปหน่อยนะครับ แต่ผมอยากบันทึกแก่นนี้เอาไว้ เพราะหลังจากช่วงรับน้องมา ไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย ตอนนี้จะสอบมิดเทอมแล้วด้วย เลยอัพบล็อกไว้เป็นสิริมงคลซะเลย

                ทางถุงกระดาษสายเปลี่ยว ผมอยากให้เป็นนามธรรม ก็เลยออกมาในรูปแบบนี้ เป็นแก่นความเฝื่อนขมที่ระทมกับความอยาก จนกลั่นออกมาเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจยากเสียหน่อย มันเป็นวุตถุดิบชั้นดีที่จะนำมาใช้เป็นแกนของการเขียนด้วย แต่ทว่า อารมณ์ที่จะนำมาร้อยเรียงเป็นข้อเขียนมันน้อยเหลือเกิน หากยังดิ้นรนจะเขียนออกมา ก็คงเป็นแบบเรื่องที่แล้ว ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดที่ผมควรจะรู้จักเอาไว้ว่า ชีวิตมันต้องประณีต มันถึงจะดีที่สุด

                หลายคนอาจไม่พอใจนะครับ แต่ผมจะสรุปแก่นหลักของความเรียงนี้ไว้ตรงท้ายนี้ว่า(และอาจพาลงงไปไกลอีก 555)

                "การรู้ทุกสิ่งคือทุกข์ของทุกๆอย่าง"

 

                ยังคงไม่มีเวลาเหมือนเดิม เหอๆ จะพยายามไปอ่านบล็อกคนอื่นนะครับ ขอบคุณที่ยังจำกันได้และแวะมาอ่านนะครับ

 

รัตติกาลสีขาว

16/7/2551

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จับใจมากคับ
สำเนียงเท่ดีนะครับ

#2 By ยังคง... on 2008-07-17 08:31

แรกๆ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่มาชอบใจเอาประโยคสรุปนี่ล่ะค่ะ
"การรู้ทุกสิ่งคือทุกข์ของทุกๆอย่าง"
พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเอาไว้ให้รู้เพียงใบไม้หนึ่งกำมือ เรื่องอื่นๆรู้ไปมีแต่ฟุ้งซ่านค่ะ หรือแม้แต่เรื่องที่รู้ไปแล้ว บางทียังคิดเลยว่า ไม่รู้จะดีกว่า เพราะความจริงเป็นสิ่งเจ็บปวด
มาพยายามกะชีวิตกันต่อไปเถอะค่ะ

#3 By alamode on 2008-07-18 00:22

อ่านแล้วทำให้คิดว่าชีวิต มันมีปลายทางจริงๆ หรือ เราเพียงแค่หมุนวนกันไปตามจังหวะ เวลาเท่านั้นbig smile

#4 By คนึงนิจ on 2008-07-18 15:43

ไม่เปลี่ยวหรอก มีพี่เดินอยู่ 555+

ยังเจ๋งเช่นเคย big smile
ข้าพเจ้าชิงชังโลกนี้ไม่น้อยไปกว่าตัวเอง

และไม่อาจรักโลกนี้ไปกว่าตัวเอง"


ชิงชังตนเองและโลกใบนี้

...

ไม่อยากให้มีตนเองและโลกใบนี้


อาจเป็นเพราะได้รับรู้อะไรมากเกินไปรึเปล่า

"การรู้ทุกสิ่งคือทุกข์ของทุกๆอย่าง"

บอกไว้เอง


คนเรา จะมีความสุข จะใช้ชีวิตได้อย่างมีค่ามากถ้า
1.ไม่รู้อะไรเลย ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ แล้วก็ตายไปเหมือนคนอื่นๆ เหมือนเม็ดทรายลหายล้านเม็ดบนหาดทรายขาว มากมายและไร้ค่า

2.รู้อะไรหลายอย่าง และทำใจได้ ว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนั้น มันไม่มีอะไรเลย

เพราะเราให้ค่ากับชีวิตเรามากเกินไป
เราจึงเป็นทุกข์
big smile ยับบ้างเรียบบ้าง ก็ สลับๆ กันไปนะคะ big smile

แต่ชอบตอนจบจังค่ะ
เพราะบางทีการรู้ทุกเรื่อง เราก็ต้องมาคอยแก้ปัญหามันซะทุกเรื่อง ด้วยจริงๆ sad smile

#7 By !2know ++ on 2008-07-20 15:10

ณ เส้นทางสายเปลี่ยว

กระดาษใบเดิมได้ย้อนหวนคืนมาอีกครั้ง...

คล้ายจะกลับมา เพื่อทักทายหนทางเก่าๆ

ที่ได้ปลิวผ่านเรื่อยมา .....





แต่คราวนี้มันไม่ได้มาแผ่นเดียว !!!

มันมาเป็นปึก !!!!!!!!!





กระดาษเพื่อนเก่าเพื่อนยาก

ได้หวนกลับมาพร้อมกับห่อกระดาษสีครามวาววับ

ที่คอยหุ้มห่อดั่งอ้อมกอดของแม่...

"DOUBLE A"



"วิ่ววว....วิ่ว"

เสียงหวีดหวิวยามต้องกับลมคล้ายจะกระซิบเป็นทำนอง

ให้รู้ว่า ...............

"เด่วเน้เขาปั๊ตตานาแล้ววว"


ป.ล.บังเอิญมันลอยไปไกลเข้าโรงงานรีไซเคิล 5555+

เปนกำลังใจให้ต่อไป เย้!!

#8 By อากิระ (124.121.138.114) on 2008-07-25 21:05

ลืมไป ...

ไอ่ที่ยับย่นนี่... "ผม" ใช่ปะ

ไม่ใช่แค่ยับย่นนะวันนี้ มันยับเยินนนน question

#9 By อากิระ (124.121.138.114) on 2008-07-25 21:12

ชอบ 2 ประโยคนี้
.
.
..
.
.

อดีตก็ไม่มีวันย้อนคืน.................

กับ
.
.
..
.....

"การรู้ทุกสิ่งคือทุกข์ของทุกๆอย่าง"

โดน.....สุด x2

สุดท้ายมีคำถาม...


นั่งมองถุงกระดาษนานมั๊ย?ถึงเขียนเรื่องนี้ได้....ฮ่า

เขียนเหมือนปลงสังขารได้แล้วเลย ..........ฮ่า


เป็นกำลังใจให้เขียนต่อไป สู้ๆๆ...เย้ย!!!

จะคอยติดตาม..คับ confused smile

#10 By shizuka ^^ (58.9.228.214) on 2008-07-25 21:22

อดีตไม่มีวันย้อนคืนจริงๆด้วย และเรามักจะนึกถึงอดีตมากเป็นพิเศษในวันที่เราไม่มีความสุขในปัจจุบัน

#11 By Ripley on 2008-07-26 11:12

เหอๆ ไม่อัพบลอกสักทีนะเนี่ย

นานแล้วนะเนี่ย

เข้ามาอ่านบางทีก็ไม่ได้เม้นท์

แต่ก็ติดตามอยู่นะคับ