ดวงดาวพร่างพรรณนาอยู่ห่างไกล ฝืนฟ้าของค่ำคืนหลับตาลง แสงระยับของดวงดาวจึงรำพันเชื่องช้ากับลมหนาว สนโยกยับยู่ไปตามทางเดินแห่งวายุ เจ้าหนอนน้อยตัวจ้อย หลับหนาวเหน็บอยู่ลำพัง หยาดน้ำค้างเจิ่งบนบ้านต้นไม้หลังเล็กๆ ปลิดโรยสู่ร่างของหนอนน้อยเป็นจังหวะช้าๆ และทุกครั้งที่ละอองน้ำสัมผัสลำตัวของมัน หนอนสีเขียวตัวนี้ดิ้นสั่นเทาอย่างหวาดกลัว

                มันยังคงไม่รู้ว่าพรุ้งนี้ เป็นเช่นไร และไม่รู้จะทำอย่างไรกับสิ่งนั้น.....

                กาลเวลาดำเนินไปอย่างเชื่องช้าแต่ว่ามันไม่เคยหยุด แสงสว่างคลืบคลานกลับมาแล้ว พระอาทิตย์ไต่ขึ้นจากเขาที่มันใช้ในการหลับใหล มันปลุกท้องฟ้าตื่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงครางของนกน้อยดังระงม เมื่อมองกับเมฆสีม่วงอ่อนและแดดรำไรเหล่านั้น เหมือนกับว่าท้องฟ้าสีจางๆกำลังงัวเงียง่วงหาวอยู่ เพราะท้องฟ้าอาจไม่อยากลืมตาตื่นมาเจอวันใหม่ ซึ่งไม่ต่างกันเลยกับหนอนของเรา

                หากแต่ว่า ชีวิตคงต้องดำเนินต่อไป...

                หนอนน้อยตัวนั้น บิดเร้าตัวเองจากนิทราอันหนาวเหน็บ จ้องมองแดดแยงตาด้วยความไม่เข้าใจ มันยังคงอยากรู้เสมอว่า ทำไมตะวันดวงโต จึงไม่หยุดพักงานของมันเสียบ้าง

                หลังจากกระตุ้นความรู้สึกไปหมดแล้ว หนอนสีเขียวตัวนี้จึงปีนป่ายจะเพิงหลังเล็กๆนั้น ขึ้นไปข้างลำต้นไม้ เพื่อหาอาหารโอชะ มันไม่อยากหน้ามืดตามัวกินหลังคาของมันหรอก

                ใบไม้ใบเขียว อวบโอนเปล่งปลั่ง บนผิวใบติดละอองน้ำค้างเป็นหย่อมๆ คำแรกที่มันกัดเข้าไป กลิ่นหวานและน้ำฉ่ำก็ฟุ้งพลุ่งพล่านเข้ามาในปาก และกลืนหายวับไปกับช่องอาหาร เหลือไว้แต่ความเย็นซาบซ่านไว้ในปลายความรู้สึกทุกส่วน

                มันกิน และก็กินอย่างไร้เหตุผล ไม่เคยมีใครสอนมัน มันไม่เคยมีพ่อแม่ มันคิดเสมอว่าพ่อแม่มันเหมือนถูกตีหน้าให้ขยายพันธุ์จวบจนสิ้นอายุไข และมันเองก็ต้องเติบโตไปเพื่อนสิบเผ่าพันธุ์เช่นกัน

                ไม่มีอะไรเลย ไร้แก่นสารเหลือเกิน แล้วทำไมเราต้องเป็นหนึ่งเดียวในเผ่าพันธุ์ที่คิดแบบนั้น?

                 สัญชาตญาณคืออะไร จริงๆแล้ว มันเป็นเพียงแต่การดำเนินไปของสันดานดิบใช่ไหม?

                 ชีวิตทุกชีวิตมีค่า แม้กระทั่งไส้เดือนบนผืนดิน แม้กระทั่งตัวมันเอง...แต่จะทำยังไงถึงจะรู้คุณค่าของเรากันนะ...

                หนอนของเรายังเคี้ยวไม่หยุดปากขณะที่คิดไป มันมีเวลามากเหลือเกินในการคิด เพราะทั้งชีวิตของมันมีแค่กินกับกินแค่นั้นเอง

                และมันก็มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ และคงเพียงพอใช่ไหม

               

                ตะวันไม่ได้หลบเข้าไปในเมฆเลย แสงสาดแรงกล้าไปทั่วบริเวณ ความร้อนผลิแตกออกจากทุกอย่าง และครอบครองความรู้สึกทรมานนั้นไว้โดยตลอด หนอนของเราเคลื่อนตัวไปใต้ใบไม้ใบหนึ่ง เงาไม้ทาบร่างของมันพอดี จากนั้น มันจึงเริ่มกัดกินใบที่มันใช้ยืน จนกระทั่งเข็มเล่มเล็กๆสะกิดมันจากข้างหลัง เมื่อหันไปหาก็พบบุ้งตัวหนึ่งยิ้มอย่างเป็นกันเองกับมัน

                "นานๆทีเจอพวกเดียวกันนะเนี่ย"บุ้งตัวนั้นทักทายช้าๆ

                "คับ"มันทักแบบส่งๆไป

                "แกเคยชิมน้ำหวานรึเปล่า อร่อยมากเลยรู้ไหม"บุ้งตัวเล็กพูดกับมันอย่างสนุกสนาน จากนั้นจึงพาไปหาดอกไม้สีแดงเรื่อขาวใกล้ๆบริเวณนั้น บุ้งตัวนั้นมุดตัวเข้าไปในดอกไม้ แล้วหยิบเอาหยดเยิ้มหนืดสีเหลืองอำพันออกมา เมื่อแตะเข้าที่ปากเพียงเล็กน้อย กลิ่นหวานคลุ้งก็กระจายสู่ปากของมัน ความกล่อมกล่มผสมรสขมเล็กน้อยผสานอย่างเชื่องช้า

                "สุดยอดใช่ไหม พอแกเป็นผีเสื้อแล้ว แกจะได้กินมันทุกวันเลย"

                "โห...แต่เราไม่กินมันบ้างได้ไหม"มันตอบแบบพอเป็นพิธี เพราะในความเป็นจริง มันเกลียดน้ำหวานอย่างจัง

                "ไม่รู้ซิ แต่ผีเสื้อตัวหนึ่งที่ฉันเห็นบอกว่า พอโตแล้วเราจะไม่สามารถกินใบไม้ได้อีก"

                "แต่ตอนนี้เธอก็กินได้นี่นา"

                "อ้าว...แบบนี้แกไม่รู้เหรอไงว่า เรากินใบไม้ทำไม"

                "ไม่อ่ะ"

                "เรากินเพื่อจะเติบโตไง ไม่งั้นฉันจะทนกินใบไม้ด้านๆพวกนี้ไปทำไมเนอะ"

                "อือ"

                หลังจากคุยกันไปอีกซักพักบุ้งตัวนั้นก็จากไป ปล่อยให้หนอนของเราคิดหนักขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ว่าในระหว่างที่คิดไปต่างๆนาๆ ปากของมันก็เคี้ยวเลื่อนลอย

                ความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่อาจไม่เพียงพอ...ถ้าเรารู้ว่าพรุ้งนี้เราต้องเจ็บปวด เมื่อไรหนอเราจะต้องเติบโต เมือไรหนอเราจะเลิกกัดกินใบไม้หอมหวานพวกนี้ สุดท้ายมันต้องหันไปหารสชาติเผื่อนจิตในอนาคตอัน สุดท้ายชีวิตก็คือความทุกข์ทนในสิ่งที่ไม่แนนอน?

                 ...มันไม่อยากคิด แต่ว่าความกังวลมีเหนือเหตุผลทั้งหลาย...

                บ่ายย้อยคล้อยช้าๆไปกับสายลมอ่อนโชยเบา หนอนของเราต้วมเตี้ยมกลับไปหารังเล็กๆ หลังนั้น

                ...พรุ้งนี้เราอาจจะเติบโต และถ้าเราเติบโตมันห้ามได้ไหม....

                หนอนน้อยตะโกนบางเบาไปในหมอกควันสีจางๆ โดยไร้ถ้อยคำใดๆ มันคิดถึงตัวบุ้งเมื่อเช้านั้น และความกลัวก็แทรกซ้อนเข้ามาสู่จิตใจอันเดียวดาย

                มันสรุปเอาเองว่า มันกลัวการเปลี่ยนแปลง

                มันจ้องมองไปยังตะวันดวงโตอีกครั้ง มันยังสงสัยว่า ทำไมตะวันกลมๆดวงนั้นไม่ยอมหยุดพักเสียบ้าง

 

                แสงอาทิตย์เคลื่อนเหงาหงอยสู่ผืนดินสีคล้ำ แสงยอส้มย้อมทุ่งป่าเขียวให้กลืนเป็นหนึ่งเดียวกับความสดงดงาม เสียงนกรำพันกลับรังแผ่วเบา และแล้วอีกวันก็ผ่านไปโดยที่มันไม่ถูกจ้องทำร้ายจากนักล่าใดๆ

                เงาโงนเงนของใบไม้ทาบบนสายตาเจ้าหนอนของเรา มันยังจ้องไปยังดวงอาทิตย์ไม่วางตา ยังใช้ความคิดอยู่กับตตัวเอง เหมือนวันก่อนๆหากแต่ว่า ปากมันไม่ได้เคี้ยวอาหารอีกต่อไปแล้ว...หนอนของเราหยุดกินไปนานแล้ว และคงจะไม่กินมันอีกต่อไป

                เพราะมันรู้แล้วว่า มันกินไปเพื่ออะไร

                การที่ได้สนุกกับความคิด นั่งดูทุกอย่างๆเรื่อยๆ จะเพียงพอต่อการพิสูจน์คุณค่าที่มันเห็นในตัวของมันบ้างไหม ความสบายใจที่ก่อกำเนิดขึ้นแต่เพียงมันตัวเดียว จะเพียงพอให้เป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดชีวิตมันไหม....เจ้าหนอนน้อยขมวดคิ้วและใช้เวลาที่เหลือของชีวิตต่อสู้กับปัญหาที่ไม่มีคำตอบถูกต้อง

                มันเป็นความเห็นแก่ตัว....แต่ก็นั่นแหละ มันถึงจะรู้จักความสุขแท้ๆเป็นยังไง

 

                ทุ่งร้างสดับแต่เสียงวังเวงของความหนาวเหน็บ จันทร์ดวงโตเปล่งสดใส ค่ำคืนนี้ รัตติกาลเป็นสีดำสนิท แต่งแต้มด้วยจุดประกายดาวกระจัดกระจายทั่วฟ้า ความสวยงามปะทุที่จิตใจของหนอนน้อย มันชอบนิทรา มันชอบค่ำคืน มันชอบความสงบ แม้ดูวังเวงน่ากลัว แต่สำหรับความนิ่ง ความเดียวดาย และการจิตนาการแล้วล้วนแต่อยู่ในนิมิตแห่งตัณหา ถึงแม้สิ่งที่มันเผชิญในท้ายที่สุดก็คือความทุกข์ มันก็ยังยินยอมที่จะอยู่แบบนี้ไปจนตาย

                ทันใดนั้น ความคิดของมันก็ไขกุญแจไปอีกดอกหนึ่ง...

                ในอนาคตที่เป็นทุกข์ มันจะมีสุขได้หรือ....คำถามเก่าแก่ย้อนถามกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า และมันก็ตอบได้แต่เพียงความเงียบงัน

                บางที ความพอดีก็อาจใช้ในเรื่องความตายได้ ถ้าตายตอนนี้ มันก็ไม่ต้องห่วงอะไร ถ้าปล่อยชีวิตดำเนินต่อไป มันอาจพบสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้มันมีชีวิตอีก หรือถ้าปล่อยให้เร็วเกินไปมันก็คงรู้สึกเสียดายตายตาไม่หลับ

                ความพอดีมันยากที่สุดเพราะอันที่จริง ไม่มีใครรู้ว่าสายไป หรือเร็วเกินไปยังไงเลย ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วพรุ้งนี้เราจะทุกข์หรือสุข

 

                แสงทอของจันทร์นั้น อาบผิวนุ่มบางๆของหนอนน้อย ลมบางเบาคลอเคลียนิ่งสงบกับร่างนั้น เสียงดนตรีก้องแผ่วไกลออกไป โลงศพของหนอนน้อยตั้งตระหง่านดูท้องฟ้าของราตรี ดั่งชมบทกวีแห่งนภาและดวงดาว ความสุขกับสิ่งที่ได้รับเมื่อได้กระทำบางอย่างต่อกาลเวลา ความสุขที่มันได้รับเมื่อมันหยุดมอง ...มันต้องการแค่นี้พอ และสำหรับสิ่งเหล่านั้น คุณค่าของชีวิตก็เพียงพอแล้วที่จะให้คำนิยามสีขาวแก่ทุกสิ่ง

               

                เวลายังคงดำเนินต่อไป เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ มันยังคงขีดเขียนสิ่งกุญแจในหัวใจได้ไขเอาไว้....

                และก่อนที่ตาจะพร่าเลือนหายไปกับแสงนิทรานี้

 

 

                รัตติกาลเป็นสีขาว....

 

 

 

 

 

 

 

............................................................................................................

 

                บุ้งสีน้ำตาลกลัดด้วยหนามสีขาวยอดหนามนั้นพุ่งทะแยงฟ้า มันตะเกียกตะกายไปยังต้นไม้ด้านบน เพื่อจะจัดการใบไม้บนนั้น แสงอาทิตย์ช่วงชุ่มและบางเบา เกล็ดน้ำชื้นเกาะไหลกลิ้งไปมาบนใบที่มันจ้องด้วยความหิว เมื่อย่างแตะใบได้แล้ว มันก็บรรจงเลียดใบไม้ด้านๆเหล่านี้ลงไปในลำคอ ใบหน้านั้นแสดงท่าทางกระอั่กกระอ่วน มันทรมาน

                แต่มันก็ต้อง...มีชีวิตต่อไป....

                ในระหว่างที่คิดถึงรสชาติหวานๆของดอกไม้ เพื่อกลบเกลื่อนความน่ารังเกียจของใบในปาก ตาของบุ้งตัวนี้ก็เหลือบไปเห็นสีส้มสวยสลดวูบวับไหวไปมาเหนือฟากฟ้า เมื่อมองให้ชัดขึ้น มันก็คือปีกอันอ่อนโยนที่พัดโบกไสวไปมาบนลมเปล่า ลายส้มทับซ้อนรอยฉวัดสีดำของปลายพู่กันธรรมชาติ ได้สร้างความงดงามขึ้นมาอีกหนึ่งผลงาน

                "สวัสดี สหาย จำเราได้หรือเปล่า"ผีเสื้อตนนั้นเอ่ยปากช้าๆ

                "หืม เราเคยรู้จักนายด้วยเหรอ แต่อาจใช่ก็ได้ เพราะเราคุยไปทั่ว"บุ้งตอบกลับไป

                "อืม ว่าแต่นายจะรีบโตไปทำไมกันฟะ เราว่านายควรมีความสุขกับสิ่งที่เป็นตอนนี้ให้มากที่สุดนะ"

                "ทำไมล่ะ ฉันอยากจะเห็นโลกกว่านี้ อยากจะรับรู้มึมอันไร้ความไร้เดียงสา"

                "และมีชีวิตโดยหลบหลีกความตาย ตามหารักแท้เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ และรักแท้ก็หายากเหลือเกิน มีเรื่องให้คิดมากกว่าตอนที่แกเป็นหนอนนะ นายน่ะ ไม่มีวันจะกลับมาช่วงเวลานี้อีกแล้วรู้ไหม"

                "..."

                "มันคือช่วงชีวิตเดียวเท่านั้นนา"

                "ช่างฉันเถอะ ฉันจะกิน จะกินแบบนี้ไปเรื่อยๆ โตแล้วก็คงเข้าใจเอง ดังนั้นฉันก็จะไม่เสียดายช่วงชีวิตที่ฉันขาดไปด้วย"

                "นั่นซินะ ต่างคนต่างเลือก...ใช่ นายมีความสุขกับความไขว่คว้า และฉันเองก็มีความสุขกับสิ่งที่มี ความสุขที่แท้จริงของพวกเราคงต่างกัน"               

                 "มันไม่เคยเหมือนกัน...แต่ก็ขอบใจนายเช่นกันที่แนะนำให้ฉันแบบนี้"

                "ก็อย่างน้อยมันคือความสุขที่ฉันพบเจอ และฉันก็อยากให้ใครๆก็รู้สึกแบบนี้ โลกจะได้เย็นลงซักที"

                "โลกน่ะนะ ช่างมันเถอะ จริงเราต่างก็สนแต่ตัวเองทั้งนั้น ขึ้นอยู่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน"

                "ลาก่อนเพื่อนยาก เราไม่ได้บอกให้นายเลิกฝัน ก็แค่อยากให้นายรู้จักสุขใจบ้างในขณะที่เดิน"

                "ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เราก็สุขใจที่ได้ไขว่คว้าในสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็พอแล้ว"

                "บายๆ" ว่าแล้วปีกอ่อนนุ่มสีส้มก็กวาดเอาสายลมเล็กฟุ้งเฟี้ยวไปกับเส้นทางที่โบยบิน แสงสว่างแยงตาวิบวับไปมา หนวดเส้นยาวสั่นดุกดิกด้วนความสงบเงียบ ก่อนที่มันจะวาดตัวออกไปสู่งท้องฟ้าสีครามบนนั้น ปล่อยให้บุ้งตัวจ้อยเล็กและหายลับสายตาไป

                มันล่องลอยอย่างอิสระ นึกถึงเรื่องเก่าที่ย้อนกลับไปไม่ได้ นึกถึงความทุกข์ในใจที่เคยผ่านพบ มันอาจเป็นหนอนตัวเดียวในโลกที่ไม่อยากเป็นผีเสื้อ แต่มันก็เป็นหนอนอีกหลายๆตัวที่ไขว่คว้าสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง...

                เราไม่ทางรู้ได้แน่นอนว่า พรุ้งนี้จะทุกข์หรือเปล่า เพราะอันที่จริงชีวิตที่เป็นแบบนี้ ชีวิตที่มันคิดว่าเลวร้ายก็ไม่ได้แย่อย่างที่มันจิตนาการ มันกลับเป็นอีกรสชาติที่แตกต่างออกไป ...หรือเพราะมันเป็นผีเสื้อที่เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้แล้วใช่ไหม

                สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการปล่อยวาง ดังนั้นมันก็จะทำสิ่งที่ยากเป็นลำดับถัดมาแทนก็คือ สุขกับสิ่งที่มี และสุขกับการได้ฝัน

                อดีตไม่เคยย้อนกลับมา อนาคตก็ยิ่งไม่รู้เลย

                ดังนั้น...มันควรก็ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อฝันและสิ่งที่มีอยู่นี้ของมันเอง

               

                หากเวลาคือกุญแจ แรงหมุนมันก็คือของเราไม่ใช่เหรอ?

................................................................

 

                แสงตะวันเคลื่อนคล้อยลงอีกครั้ง ไต่กลับไปสู่ปฐพีที่ห่างไกล ลับหายไปพร้อมกับขอบฟ้าสีเข้มปร่า แดดร้อนส้มจางๆหดลดหายไปเรื่อยๆ ความมืดโรยตัวมาจากอีกด้านของฟากฟ้า ค่อยเกาะกุมทุกอย่าง สายลมเปลี่ยวเดียวดายบรรเลงเพลงเศร้าของภูผา ออบกอดร่างที่สดับฟังให้เศร้าสลดอยู่นิ่ง     

                อารมณ์คว้างไหวไปในอากาศเปล่า รัตติกาลสีขาวนั้นมองไม่เห็น.... ผีเสื้อตนนั้นบินลงไปหาเพิงร้างอันเล็กๆ ก้มลงไปในนั้น อ่านข้อความที่ถูกขีดด้วยริมฝีปากของหนอนตนหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ สายตาจรดคิด....ก่อนจะก้มลงกราบ

                หนอนตัวแห้งสีเทาซึ่งตายโดยไม่เติบโต......

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                สายตาของผีเสื้อตัวนั้นผสานกับหนอนน้อยของเรา

                จ้องมองไปที่ขอบฟ้า พบกับแสงสุดท้ายของวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                และเขาทั้งสองก็คงสงสัยว่า

                คืนนี้พระอาทิตย์จะหยุดพักบ้างไหม....

 

 

 

รัตติกาลสีขาว 7/6/2551

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++

                ยาวมากๆ ขอบคุณคนที่อ่านจบครับ ขอให้ได้เจอเงินล้านเร็วๆนะคับ 555

                เรื่องนี้เป็นไงบ้างคับ หักมุมหน่อยไหม แล้วได้อะไรกลับไปบ้างไหมครับ ผมพยายามให้เรื่องนี้มีพลัง (มันอาจดูเข้าใจยากใช่ไหมครับ) การตีความเป็นเรื่องของประสบการณ์ และผมก็อยากให้ตีความเรื่องนี้ให้ออก

 

                ยังอยู่ในช่วงแรมของเนินจันทร์เสี้ยว บทความแห่งแก่นนั้นจะยังมีต่อ อย่าลืมติดตามต่อไป

 

                เรื่อง กอสวะเอื่อยไหลในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอีกไม่กี่ตอนที่ผมเขียนจากความรู้สึกจริงๆข้างใน และมันก็สมบูรณ์ได้ในตัวเอง แล้วก็ได้คุยกับพี่ นางสาวความสุข เรื่องนี้ด้วย

                ผมเขียนไว้รูปลักษณ์ใหญ่ของเรื่อง เรื่องการแสดงคุณค่า และการพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดในคุณค่าเหล่านั้น ก่อนที่ชีวิตของเราจะไร้คุณค่า และก็เขียนไปด้วยถึงความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติในคุณประโยชน์เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยก่อนกับปัจจุบัน และก็เปรียบเทียบกอสวะเองด้วย (ให้ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทั้งตัวเปรียบเทียบ และกาลเวลา)

                ดังนั้นเราแค่เปลี่ยนมุมมอง เราก็จะรู้จักคุณค่าของมันแม้จะเป็นกอสวะก็ตาม...

                แต่พี่นางสาวความสุข คิดไปได้ลึกถึงระดับสอง(ที่คิดว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็น) เขาเห็นถึงคนๆหนึ่งที่จะทำทุกๆอย่างโดยไม่สนถึงคุณค่าของอะไรทั้งสิ้น เหมือนคนธรรมดาเห็นแก่ตัวที่มองทุกอย่างโดยไม่สนสิ่งใด

                และนั่นก็คือมุมมองที่ผมใช้มอง....นั่นเอง ยอมรับครับว่าอ่านได้ทะลุปลุโปล่งจริงๆ ว่าแต่....เรื่องนี้ล่ะคับ  เปนไงบ้าง

 

 

                เอ้อ ลืมถาม ตกลง อะไรของคุณตายไปบ้างไหมครับ...

 

รัตติกาลสีขาว 7/6/2551

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อิอิ


แก้แล้วหรอเนี่ย


ยังมีผิดๆอยู่นะ


นิดหน่อยๆ

#1 By ก็แค่ปลาย่าง (202.149.24.129) on 2008-06-07 21:46

ไม่กินผักกะเขาเหมือนกัน เห้ออออ Hot!
big smile สุขกับสิ่งที่มีก็ไม่เดือดร้อนอะไรมากมาย

big smile สุขกับสิ่งที่ไขว่คว้า ก็ทำให้ชีวิตมีสันสันไปอีกแบบ

ขึ้นอยู่กับกรณีมั๊งคะ confused smile

#3 By !2know ++ on 2008-06-10 10:29

เรื่องนี้ได้อะไร

คำตอบ.. คนเรามีความสุขไม่เหมือนกัน มีความสนุกกับชีวิตไม่เหมือนกัน พบเรื่องราวต่างๆ กัน

แต่สุดท้าย ชีวิตของแต่ละชีวิตก็ต้องพบกับสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เหมือนกันทุกคน big smile

เรื่องนี้สมบูรณ์ดีแล้ว big smile
ลืมตอบ

ยังไม่มีอะไรตาย เพราะยังมีลมหายใจอยู่

นี่...ตอบเท่ห์มะ double wink question
แรงบัลดาลใจ มาจากไหนบ้างคับ อยากรู้
ดผปก่ำรไภทเรนไถ

#7 By (61.7.170.42) on 2009-03-04 14:20