กอสวะลอยไหล..ในแม่น้ำเจ้าพระยา
posted on 26 May 2008 18:37 by crozzaxmoon in Moon-Hill
แสงตะวันสาดจ้าในบ่ายวันหนึ่ง ผมก้าวจากลงจากบันไดสถานีรถไฟฟ้า นั่งลงบนม้านั่งยาวเหยียดชิดกับขอบท่าเรือ แล้วจ้องมองไปยังแสงสะท้อนเขียวแก่ที่วิบวับเมื้อต้องกับความร้อนของอาทิตย์ ก้อนเมฆก่อตัวห่างไกลออกไปเป็นผืนสีเทาราบเรียบ หากแต่สายลมกลับสงบเงียบเหมือนจะรับฟังแต่เพียงเสียงเซงแซ่ของคนสัญจรไปมา ณ สะพานตากสิน ผมดูการไหลซ้ำๆของผืนน้ำไปเรื่อยๆ และตาก็ไปสะดุดกับกองผักตบชวา ซึ่งกองสุมด้วยขยะหลายอย่าง
กอสวะลอยเอื่อยไหลไปตามสายธารที่ไม่เคยย้อนกลับ
เรือธงสีส้มแล่นเลียบเข้าท่าเรือ คนจำนวนหนึ่งก็เข้าไปหาเรื่อลำนั้น ผมลุกขึ้น เดินต่อแถวอย่างเชื่องช้า ก้าวข้ามไปในตัวเรือ เดินซอกแซกหาพื้นที่พิงลำตัวตามนิสัยของผมซึ่งมักจะติดกับขอบเรือเสมอ ผมหันไปหาเรือ ทั้งๆที่นั่งว่าง คนส่วนใหญ่กลับเลือกที่ยืน หรือบางที ในการเขียนบทความครั้งนี้ ผมคงเจอคนแปลกๆก็ได้
ท่าเรือดูว่างลงไปถนัดตา เสียงกระหึ่มของเรือกลบเพลงช้าๆในหูฟังไปจนหมด ผมจึงถอดมันออกแม้จะรำคาญเสียงเครื่องยนต์นี้ก็ตาม สายลมแหวกกลับมาหาเรือที่พุ่งไปข้างหน้า ลมอุ่นโชยไหวบ้าคลั่ง ตรงกันข้ามกับเรือที่โคลงเคลงไปมาด้วยความสงบ
เมื่อไม่มีอะไรในตัวเรือน่าสนใจ ผมจึงหันไปชมวิวสองข้างทาง บรรยากาศเก่าๆ และบทเรียนที่เคยทะลุหูซ้ายไปหูขวาเมื่อตอนเรียนอยู่ก็หวนกลับมาทันใด แม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ผมนึกถึงบ้านเรือนและคนไทยโบราณ สมัยก่อนบ้านเหล่านี้ต่างก็ติดแม่น้ำ มีท่าเรือทุกบ้าน ไปไหนมาไหนก็ใช้เรือเป็นพาหนะ ทุกคนต้องใช้น้ำจากที่นี่ ทั้งอาบ ทั้งดื่ม และสำนึกบุญคุณ เจ้าพระยาเปรียบได้ดั่งเลือดของประเทศ มันให้ทั้งข้าว อาหาร ชีวิต ความมั่นคง การค้าขาย และความเจริญมาให้แก่เราทุกคน
เรารักแม่น้ำสายนี้
กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ตึกราบ้านช่องเกิดขึ้นแทนบ้างหลังเก่า ความสะดวกสบายเติบโตไม่หยุดยั้ง ความมักง่ายจึงทวีความเข้มข้มขึ้น ทำให้บ้านหลายหลัง โรงงานหลายแห่ง คนหลายคน ปล่อยของเสียสู่สายเลือดของเราเหมือนกับว่าเราลืมไปแล้วถึงสายเลือดของเรานั้นคืออะไร วัฒนธรรมที่ผสานด้วยหลายๆสิ่งกระจายออกสู่สังคมของเราอย่างกว้างขวาง จนกระทั้งแม้แต่คนบางคนที่อาศัยติดกับแม่น้ำ ก็ยังว่ายน้ำไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ
และทุกวันนี้ เราก็ กลัว น้ำกันเสียแล้ว
ผมหลับตาลง แล้วตั้งคำถามว่า อะไรคือคุณค่าที่หายไปในเวลาเหล่านั้น...จิตสำนึก หรือความรัก... อะไรเปลี่ยนทุกๆอย่างให้เลวลง ...จิตสำนึก หรือว่า ความเปลี่ยนแปลง... ผมเงยหน้าไปหาริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองข้าง น้ำสีเขียวแก่ล่องลอยไปกับผักตบชวาไหลออกสู่ทะเลไปเรื่อยๆ ชีวิตเนินต่อไปข้างหน้า แต่ความรู้สึกเมื่อมองเห็นสิ่งเหล่านี้ผ่านไปช้าๆทำให้ผมคิดถึงคำๆนั้นขึ้นมา
ผักตบชวาเคยเป็นของประดับสวนสุดหรู แต่ ณ บัดนี้ บนเส้นทางของสายน้ำ ผมเห็นแต่เพียงกอสวะไร้ค่า อันเป็นแหล่งรวมของสิ่งโสโครกที่มนุษย์สร้างขึ้น
และกอสวะก็ยังไหลไปอย่างไร้จุดหมาย
ขณะที่กำลังดื่มด่ำกับความคิด และชีวิตของกอสวะ เรือหางยาวลำหนึ่งแล่นผ่านหน้าผมไปพร้อมกับน้ำเจ้าพระยาที่ฟุ้งกระจาย เมื่อเรือผ่านไปมันก็สร้างคลื่นครึ่งวงแหวนบนผืนน้ำ ผมยิ้มเยาะ นึกถึงคนหลายคนที่เปรียบแม่น้ำป็นกาลเวลา สิ่งที่ผมพบเห็นคงเป็นเพียงผลกระทบเล็กๆที่เกิดขึ้นกับมัน ผมมองตามหลังเรือลำนั้นไป เห็นรอยกรีดของใบพัดบนน้ำบาดทางยาวเหมือนกับแผลลึกของประสบการณ์อันโชกโชน แต่สุดท้ายเมื่อเรือลำนั้นผ่านไปจนลิบตา แผลเป็นก็ยังจางหายไปราวกับว่ามันเป็นส่วนเดียวกันกับผลกระทบเล็กๆเหล่านั้น
ลมอุ่นพัดกระชากเสียดกับตัวเรือพุ่งแทงใบหน้าโดยไร้ความเมตตา ผมได้ยินเสียงฟู่พัดอื๊ออึงแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามมาจากตัวเรือ ส่วนจมูกรับรู้กลิ่นนั้นก็ฉุนด้วยเบนซินที่เผาผลาญเป็นกำลังให้แก่เรือ ประสาทสัมผัสเพื่อเพิ่มอรรถรสของการจมดิ่งในคำถาม เหลือแต่เพียงการมองเห็น ...การมองเห็นเท่านั้น
ผมหันกลับมามองผืนน้ำสีเขียวแก่เบื้องหน้า ดึงความคิดที่ออกนอกลู่มาสู่ทางสงสัยดั้งเดิม นิสัยเก่าๆของผมยิ้มทักทาย และเริ่มปฏิบัติการถามตัวเองอย่างที่มันเคยทำ ....เพื่อปรับการมองเห็นสิ่งเหล่านี้เท่านั้น
คำว่าคุณค่า เกิดมาพร้อมกับความประทับใจ เกิดมาพร้อมกับเมื่อเราตระหนักถึงประโยชน์ของมัน เกิดมาพร้อมกับการจดจำ เกิดมาพร้อมกับการสูญเสีย แต่ว่าคำๆนี้จริงๆแล้ว มีเท่านี้ใช่ไหม....มันคงไม่ใช่หรอกมั้ง มันอาจตื้นกว่านี้ หรือว่าลึกกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ช่างมันเถอะ ผมเชื่อแบบนี้ ไว้ซักวันได้เจอประสบการณ์ใหม่ ผมก็จะหันกลับมามองอีกครั้ง
ในขณะที่วงจรความคิดทำงาน กอสวะปรากฏตัวขึ้นอีกที่ปลายตา มันยังคงอยู่ แม้จะไปลอยตามกระแสคลื่น แต่มันก็ไม่หายไปเหมือนรอยอื่นบนน่านน้ำ น่าขำ แม้เรือไททานิคที่ยิ่งใหญ่ แม้เรือรบลำที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อมันตายไป น่านน้ำก็ไม่มีที่ให้มันลอยอย่างอิสระเลย
..พวกกอสวะล่ะ สำหรับผมแล้ว มันควรมีชีวิตอยู่ไหม...?
ผมมองไปยังทางที่จากมาของเรือด่วนลำนี้ก็พบกับเส้นทางที่เรือสร้างขึ้น และเส้นทางที่แหวกออกผสานกลับไปใหม่เมื่อเรือผ่านพ้นไปไกลแล้ว เช่นเดียวกับผลกระทบเล็กๆเหล่านั้น เหมือนมันได้ตายลงไปพร้อมๆกัน
เป็นความจริงเสมอที่ เราจะตระหนักถึงประโยชน์ได้สูงสุดเมื่อเราสูญเสียมันไป
เมื่อผมเชื่อว่าทุกอย่างมันจอมปลอมและไม่มั่นคง สุดท้ายเราก็จะปล่อยมันไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ทำให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นติดอยู่ในสมองเราตราบจนวันตาย และเราคงได้รู้กันว่า...
...ชีวิตนั้นมีคุณค่าแค่ไหน...
เรือด่วนเจ้าพระยาจอดที่ท่าเรืออื่นๆหลายครั้ง ทุกครั้งจะมีคนลงไป และขึ้นมาใหม่ สลับวนเวียนไปไม่รู้จบ มันเป็นวิถีชีวิตของคนเดินเรือ และหากมองความหมายของผมให้ลึกกว่านั้น มันคงเป็นวิถีทางของทุกๆคน
ตราบใดที่ ทุกๆอย่างจมหายไปกับเวลา สิ่งที่ดีมีคุณค่าสำหรับเราคงต่างกันแค่มุมมองจริงๆ แต่มุมมองเหล่านั้นก็เปลี่ยนไปพร้อมกับใจของเราที่ไม่อาจมั่นคงได้หากเวลาล่วงเลยไป... แม้ว่าคำตอบนี้สำหรับผมแล้วยังไม่แน่ใจนักก็ตาม แต่อย่างน้อยของคนชีวิตที่ผ่านการมองเห็นมาหลายแบบก็รู้ดีว่า..เวลาไม่ได้พิสูจน์คุณค่าเท่านั้น แต่มันยังทำลายได้ด้วย การเปลี่ยนแปลงที่มากับชะตากรรมนดำเนินต่อไปไม่รู้จับ
ที่สุดแล้ว...ที่สุดแล้ว....เส้นทางของเราก็สามารถตายไปสู่ก้นทะเล ดำรงไว้แต่กิตติศัพท์เก่าๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคุณค่าแท้จริงอันยิ่งใหญ่ที่เราเห็น สุดท้ายจะเป็นอย่างไรในสายตาของคนอื่น จะเหมือนกอสวะเหล่านั้นไหม
เสียงกรีดกิ่วอันบ้าคลั่งของสายลม และตัวเรือกระชากผมกลับสู่โลกธรรมดาอีกครั้ง สะพานพุธปรากฏเบื้องหน้า เรือด่วนแล่นเร็วใกล้เข้าไปเรื่อยๆ
ผมยิ้ม ยื่นหน้าออกไป....
เสียงกรีดร้องของหญิงวัยกลางคน แหบพร่าหวาดกลัวดึงความสนใจของคนบนเรือมาที่ผม
แรงกระแทกดังเงียบๆตามมา ทำให้หัวและลำคอของผมหันไปคนล่ะทิศ เสาสะพานดึงเอาส่วนใบหน้าและหัวออกจากลำตัว เลือดไหลฉาบเป็นแนวตรงตามเรือเดินราวกับช่างทาสีมักง่าย ของเหลวหยาดไหลหยดไปข้างล่างดั่งน้ำตาสีแดงของแม่น้ำผู้เศร้าเสียใจเพราะถูกหวาดกลัวเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป
เสียงอุทานไร้สำนวนดังขึ้นระงม เสียงเป่านกหวีดดังสับสน
ร่างของผมโงนแงนเมื่อหลุดจากเสาต้นนั้น เมื่อไร้การควบคุมจากหัวที่หายไป มันก็ล่วงหล่นสู่สายธารข้างล่าง จมดิ่งไปในความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำสายนี้
เลือดฟุ้งหลุดจากร่างของผม ผสมปนเปกับน้ำสีเขียวแก่ ให้เห็นเป็นหลักฐานว่า ร่างนั้นตกที่ไหน จากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ตัวของผมก็ลอยขึ้นจากน้ำ แล้วไหลไปตามคลื่นสงบของกาลเวลา
กอสวะหลายพันยังลอยเอื่อยไหลไปตามสายธารที่ไม่เคยย้อนกลับ....
และกอสวะก็ยังไหลไปอย่างไร้จุดหมาย.....
.....
ในความเป็นจริง ไม่มีใครเห็นอะไรเลย สาววัยกลางคนยังคงง่วนอยู่กับอารมณ์ศิลป์แบบผม บุรุษผู้ทำหน้าที่คล้องเชือกเป่านกหวีดก็ยังคงนั่งมองพื้นอย่างเลื่อนลอยต่อไป
อะไรบางอย่างตายไปจากผมอีกครั้ง ครานี้ผมรู้ดีว่าอะไรจากไป
อาจเป็นความโง่ ความเข้าใจ อาจเป็นตัวตนหนึ่งของผม แต่ว่าผมปล่อยให้คนอ่านคิดเองเสียดีกว่า เผื่อว่าบางที เขาจะได้พบเห็นการตายของบางสิ่งเช่นกัน
และเสียงสุดท้ายของบทความนี้ก็ดังขึ้น มันเหมือนกับเสียงย่ำท้าวและงอแงของเด็กแรกเกิด ผมมองไปบนเรือลำนี้ ไม่มีเด็กทารกขึ้นมาด้วย...
ผมยิ้มอีกหน แม้เรือลำนี้เล่นต่อไปอย่างไม่รู้จบ
สายธารของผมก็มีบางคนก้าวมาแทนที่บางสิ่งนั้นตลอดเวลา .....
...........
ผมย้ำกับตัวเองอีกครั้ง แม้ทุกอย่างจะจอมปลอม
แม้ว่าคุณค่าเราจะต่างจากคนอื่น
แม้เราคือกอสวะที่แล่นเอื่อยไปเรื่อยๆ
ผมจะยังทำสิ่งที่ตัวเองทำได้สุดความสามารถ
เพราะผมคือคนธรรมดาที่ปล่อยวางทุกอย่างไม่ได้หมด
เพราะผมคือคนที่รู้จักคุณค่าของความไร้ค่าดี.....
+++++++++++++++++++
ผมรู้สึกว่า...ผมทิ้งคำตอบไปพร้อมกับเจ้าพระยาบนเรือด่วนลำนั้น
......
แรมของจันทร์เสี้ยวนี้ยังไม่หมด
การหาคำตอบของผมเลยแฝงด้วยคาวเลือดเล็กๆ
หากแต่ว่า
คุณก็รู้จักผมแล้วนี่
...รัตติกาลสีขาว...
ปล.สีเทาคือแก่น มีหน้าที่ทำให้เข้าใจ และสร้างความแตกต่างได้...จริงไหมครับ...?

คนทุกคนต่างมีคุณค่าในตัวเองค่ะ
การผสมอย่างลงตัวระหว่าง ขาว - ดำ
กิเลสละไม่ได้ก็จริงฮะ
แต่ดิ้นรนไป ก้าวมากไปผมก็เหนื่อย
ขอพักบ้าง หยุดบ้าง ไม่อยากหวานเลี่ยน 555
#1 By tent on 2008-05-26 19:21