เสียงครางของฟ้าร้องก้องแผ่วไกลๆ เมื่อมองไปจรดปลายขอบทะเลก็เห็นแล่บแสงขาววับวาวไปมา ฟ้ายามเย็นไม่ได้ย้อมด้วยแสงส้ม กลับทะมึนทึมด้วยสีอมทุกข์ เสียงเพรียกของลมเว้าแหว่งราวทำนองเพลงเสียดสี แม้ผืนสมุทรจะกราดคลื่นอ่อนโยน ฝนพรำก็ยังสาดหยาดน้ำลงมา
ผมวางจอยเกมลงเมื่อแพ้ให้แก้การต่อสู้สามมิติที่ใช้การมั่วอย่างเอาเป็นเอาตาย และบอกกับเพื่อนว่า
"กุจะลงไปหาไรช่วยพวกข้างล่างหน่อย"
ผมมาเที่ยวหัวหินอีกครั้ง จะต่างก็คือที่พักอยู่บ้านจุลฝ่ากับเพื่อนๆอีกสิบกว่าคน ซึ่งทั้งหมดเป็นเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกันตลอดสามปี มีส่วนน้อยที่อยู่กันรวมๆแล้วได้ สิบสองปีเลยทีเดียว วันนี้เป็นคืนสุดท้ายที่บ้านจุลฝ่า และเราตกลงจะจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวกัน
เมื่อพ้นขอบประตูลวด ฟ้าอมทุกข์ยังไม่คลายความเศร้า ฝูงแมลงเม่าจากท้องทะเลตระกายเต็มฟ้า บ้างฉวัดเฉวียวน่ารำคาญ บ้างก็ล้มคลุกคลานให้เหยียบย่ำ
ผมนึกถึงเรื่องสั้นที่ส่งให้โรงเรียนคัดไปพิมพ์ เรื่องชื่อว่า แมงเอ๋ยแมงเม่า มันก็ผ่านการคัดสรรค์ไปได้ แต่ว่ามันก็ผ่านมาปีหนึ่งแล้ว เมื่อผมกลับไปอ่านอีกรอบก็พบแต่ภาษาที่แข็งและไม่อ่อนนุ่มเท่าที่ควร แต่ถึงยังไงก็ยังคงกลิ่นอายความเป็น รัตติกาลสีขาวอยู่ดี มันก็เหมือนเรื่องที่ผมเพิ่งกลับมาหัดเขียน ยังคงเป็นประโยคที่เคล้าคลอไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ผมก็ยังใช้อยู่ เพราะถือคติทำให้คนอ่านตกไปในหล่มสีเทาของอารมณ์
มันเป็นเรื่องราวของแมงเม่า และการกระทำของมนุษย์ แมงเม่าเป็นราชินีปลวกและมด ต่างใฝ่ฝันถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ผมให้ปลวกตัวผู้(ปลวกมีวรรณะราชา ไม่ได้ตายทันทีหลังผสมพันธุ์)ไฟแรงตัวหนึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่อง แข่งขันกันจนได้ปัจจัย(หรือราชินี)และเตรียมตัวจะสร้างรัง แต่ว่าสุดท้ายระหว่างที่บินเพ้อฝัน ปลวกตัวนั้นติดกับดักความหลงใหลของมนุษย์ คือกองไฟเล็กๆที่ก่อขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่น และตอนจบผมนำความหลงไหลในแสงไฟเมืองใหญ่ เปรียบกับปลวกหลงไฟ นำความฝันของปลวก เปรียบกับเด็กวัยรุ่นต่างๆ นำความหายนะของปลวก มาเปรียบกับความขมขื่นที่ไม่ได้พูดถึง และผมก็ให้ตัวละครตัวนี้ก่อไฟล่อลวงเด็กๆ โดยเป็นคนขับรถส่งไปขาย โดยอ้างถึงอาหารและเงิน ซึ่งบอกนัยๆถึงความอบอุ่นที่ได้จากไฟที่ตัวละครตัวนี้ก่อนั่นเอง
มันขาดพลัง ผมจะพูดแบบนี้ การเปรียบเทียบก็สร้างความขัดแย้งได้ไม่ถึงแก่น จะสังเกตได้ว่าเมื่ออ่านจบ คนอ่านจะจับได้แต่ว่า อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่ได้สร้างอะไรมากกว่านั้น
เมื่อผมเติบโตขึ้นมา หลังจากผ่านการอ่าน การฝึกเขียนหลายๆครั้ง ผมก็พบว่าประสบการณ์จะทำให้ประโยคแหลมคมขึ้น
และการมองโลกก็เปลี่ยนไปทีละน้อยๆ
ผมชะโงกไปใต้ถุนที่เกลื่อนด้วยของสดเสียบไม้ที่เพื่อนๆช่วยกันทำ มองไปยังเตาย่าง คนสองคนกำลังหาทางติดไฟอยู่ อากาศชื้น ถ่านก้อนใหญ่ มีกระดาษไหม้ชิ้นเล็กๆอยู่ในนั้น เดาได้เลยว่า จุดไฟไม่ติด เมื่อผมถามไป ก็พบว่าเชื้อเพลิงไม่มี จุดไต้ไม่เหลือเพราะพวกที่พักครั้งที่แล้วใส่ไปหมด จนแล้วจนรอด เราก็ตัดสินใจจะทำอะไรแปลกๆ
"ย่างถ่านเอาล่ะกัน"ว่าแล้วเพื่อนคนเจ้าของเสียงก็คีบถ่านสองก้อนไปบนเตาแก๊สท้ายบ้าน ผมหันกลับไปหาเตา ลากเก้าอี้สีแดงมาชิด แล้วนั่งจ้องเชิงตะกอนสีขาวจางๆ
ถ่านก้อนแรกมาถึง ปลายก้อนถูกป้ายสีด้วยแรงไฟ มันใช้ได้ แต่ก็ใช้เวลานานเกินไป สุดท้ายเพื่อนอีกคนก็โทรหาเจ้าของบ้าน เขามาถึงพร้อมกระดาษโฆษณาปึกหนึ่ง เขาจุดไฟอิงกองถ่านในเตา เมื่อไฟติดถ่านแล้ว เขาก็เป่าใส่ขี้เถ้าจากการเผาผลาญไปให้หลุดลอยไปให้หมด
น่าแปลกใจ ผมกลับรู้สึกติดอกติดใจกับการเคลื่อนที่ของเจ้าของบ้าน เขาช่ำชอง ดูมีความรู้ น่าจะรู้เรื่องทะเลมากเหมือนกัน ผมไม่เคยคุยกับเขา แต่เดาเอาว่าสิ่งที่เขารู้ล้วนแต่ได้มาจากประสบการณ์
ผมสรุปสั้นๆได้เลยว่า ประสบการณ์ก็ทำให้เราเติบโตขึ้น
ผมเริ่มซึ้งพวกคำคม ความอ่อนไหว ความงดงามตอนไหน ผมเริ่มจะถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม ตอนไหน ...และผมก็เริ่มตระหนักว่า เราพัฒนาการทางความคิดด้วยการสงสัยเสียด้วย เพราะตลอดเวลาตั้งแต่ม.1 ผมพบว่าผมใช้เวลาส่วนใหญ่ก่อนนอนในการอยู่กับตัวเอง คอยเรียบเรียงสิ่งได้เห็น สิ่งได้อ่านมา เคล้ากับความคิดส่วนตัว กลั่นออกมาเป็นสิ่งใหม่ให้แก่ชีวิต
ตลอดเวลามาจนถึงบัดนี้ ผมพบความเปลี่ยนแปลงในการมองโลกหลายครั้ง และทุกครั้งสอนให้ผมมองโลกกว้างขึ้น กว้างขึ้น และกว้างขึ้น แต่ต่อให้กว้างยังไง โลกเราก็เป็นวงกลม ไม่อาจมองเห็นได้จนหมด
เปิดใจให้กว้าง นี่คือสิ่งเริ่มต้นของการเติบโต แต่หากย้อนขึ้นไปอีก จุดเริ่มต้นก็คือความอยาก และหากสาวไปลึกจุดเริ่มต้นคือความสงสัย และหากเข้าไปในแก่นแท้ จะพบว่าจุดเริ่มต้นอาจแค่เพียง การได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น
เพราะทุกความจริง จะนำพาปริศนาที่สับสนมากกว่าเสมอ
สุดท้ายแล้วก็มีแต่เราเองที่สำนึกว่า ในเรื่องปลอมมีความจริงและในความจริงก็ยังหลอกลวง
ผมจ้องไปหยั่งเปลวไฟ ที่มอดลงเพื่อป้ายแรงที่เหลือแก่ถ่านสีเทา เผลออุทานเบาๆว่า
"แสงสว่างนั้นช่างมืดมิด"
ผมเป็นเวรเฝ้าไฟไม่ให้มอด คอยพัดกระพือลมและเติมถ่านเสมอๆ เมื่อร้อนได้ที่ ของสดก็ถูกลำเลียงมาที่ละอย่างๆ บางคนเข้าครัวไปทำเครื่องดื่มสุดพิเศษ ผมไม่ได้ใจดี แม้ว่ามือผมจะถือพัดทีทำจากกระดาษเหลือๆแถวนั้น ปากของผมก็ยังเดินไปของาบไก่ปิ้งที่ผมทำกับมือได้
ผมเห็นเพื่อนคนหนึ่งเล่นกับไฟ เป็นไฟแช๊กของบ้านพัก เพื่อนคนนั้นเล่นด้วยการจุดรมแก๊สไฟแช๊กใส่มือ ก่อนจะจุดระเบิดใสอุ้งมือนั้น สร้างความเฮฮาได้พักใหญ่ๆ
คนเล่นไฟ...ผมมองไปยังฝูงแมลงเม่านับพันๆ กระพือรอบๆตัวของผม มันบินชนแสงสว่างทุกดวงในบ้าน และมันทุกตัวต่างก็เล่นไฟเช่นกัน...แมลงเล่นไฟ
ผมผลัดเวรให้เพื่ออีกคนทำหน้าที่บ้าง ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม เอื้อมไปหยิบน้ำแก้กระหาย แต่ตายังคงจ้องไปในเปลวสีแดงที่สลับวับไหวด้วยแรงลม
แสงดาวพริบพรับไกลจนลับตา ฝนหยุดตก แต่ฟ้าก็ห่มผ้าคลุมของราตรีเสียแล้ว
ความหลงใหลคือทุกสิ่ง เป็นตัณหา เป็นส่วนประกอบของมนุษย์ ไฟคือความหลงไหล ไฟร้อนแรงแผดเผานั้นเลิศหรู และความรักก็คือไฟ ชีวิตก็คือไฟ ความอยากก็คือไฟ ความสุขก็คือไฟ
ยิ่งมองโลกได้กว้างเท่าไร ยิ่งมองเห็นมากเท่าไร เราก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อหาคำตอบพบเราก็จะมองเห็นกว้างไปอีกเพื่อที่จะสงสัยต่อไป ดังนั้นการสงสัยที่เป็นตัณหา ก็คือไฟที่ตามหาไฟ และพบเจอไฟเมื่อไร ไฟก็ยังคงหาไฟใช่ไหม....
มีคนเคยเปรยไว้ว่า ต่อให้ความมืดมิดห่อคลุมโลกเท่าไร แสงสว่างแม้เพียงน้อยนิดก็ยังทำให้มองเห็น ...แต่ความร้ายกาจมันอยู่ตรงที่ว่า เราไม่อาจมองเห็นได้จนหมดเท่านั้น ปถุชนธรรมดา ไม่ตรัสรู้ ไม่อาจมองเห็นอยู่แล้ว
มนุษย์ไม่มีวันจะไม่สงสัย มนุษย์ที่ไม่มีวันที่จะหยุดอยาก แต่ว่าจะยังไงก็ตาม เราสามารถหยุดตัวเราเองได้....
การสับสนทำให้ผมเติบโต การเติบโตเปลี่ยนวิถีชีวิตทีละน้อยๆ การมองเห็นทำให้ผมมองเห็นโลกทีละน้อยๆ และการค้นหาความจริงเหล่านี้ก็ทำให้ผมสับสนอีกทีล่ะน้อยๆ
ไฟให้ความอบอุ่น สร้างอาหารอร่อยๆ แต่ในทางกลับกันก็เผาผลาญทุกอย่างที่สัมผัสมากเกินไป
บนมือของผม ในสายตาที่มองโลกต่างๆ ผมมีไฟมากมายไว้ใช้ แต่จะใช้ยังไงให้เหมือน คนเล่นไฟ มิใช่ แมลงเล่นไฟ
ลมหนาวหลังฝนปลิวผ่านยะเยือก ท้องฟ้าไม่มีแสงดาว ไม่มีชุมแสงบาดตาใดๆ มีเพียงแต่ผ้าสีนิทราอันแสนว่างเปล่า เสียงกราดคลื่นยังเบาสบาย ผืนสมุทรดำมะเมี่ยมสะท้อนแสงจันทร์วูบวับไปตามจังหวะ ผมปลีกตัวจากทุกสิ่งทุกอย่าง นั่งที่ขอบหินซึ่งเรียงรายชนกับทะเลกว้าง
ต่อให้อันตรายมากเท่าไร ผมก็ยังหลงใหลมันอยู่ดี
ภายใต้แสงมืดสลัว ในหมอกมัวของความเจ็บปวด ผมชื่นชอบมัน
ภายใต้ความรัก และการใช้ชีวิต ผมชื่นชอบมัน
ภายใต้แสงไสวของไฟบรรลัยกรรณ์ ภายใต้การมองเห็นความจริง ภายใต้ความสับสน ผมชื่นชอบมัน
ผมยังตามหาความจริงถึงรู้ว่ามันหลอกลวง ผมยังขวนขวายหาความรักแม้ว่าผมไม่เชื่อมันเลยก็ตาม และผมก็ยังติดอยู่กับความหลงใหลแม้รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสมเพช
แต่เรื่องที่น่าสังเวชที่สุดคือ ผม...ที่ดันไปชื่นชอบสิ่งที่ตนเองสมเพช
ในไฟอันร้อนระอุ ผมคือแมงเม่าธรรมดาๆตัวหนึ่ง
ลมหนาวกรีดกริ่ว เสียงระรึกรื่นแหวกความเงียบในราตรีสีดำ
ผมนึกเล่นๆว่าจะเอาแว่นดำมาใส่ตอนนี้ รอให้เพื่อนเดินมาหาและถามว่า
"มึงจะใส่แว่นดำตอนกลางคืนทำไมวะ"
ผมก็จะตอบว่า
"กุอยากมองไม่เห็นบ้างว่ะ"
...รัตติกาลสีขาว 10/5/2551
+++++++++++++
ยะโฮ้วววว สวัสดีหลังจากหายไปนานครับ เหตุมาจากการพะบู๊มหาลัยนั่นเอง กำลังทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ก็เลยไม่ค่อยว่าง ประกอบกับช่วงนี้เกิดอาการเบื่อโลกมาเฉยๆเลยซะงั้น
เรื่อง หลงไฟ นี้เป็นผลพลอยได้จากการคุยกับตัวเองตอนไปเที่ยว ผสมกับเรื่องเก่าที่ผมเขียนน่ะครับ ก็เป็นความเรียงที่ยังอิงสิ่งที่ไม่มีคำตอบอยู่นะครับ แหะๆ กะว่าจะลองกลับเไปขียนเรื่องหม่นๆเทาๆเสียที
คุณอุสจิปุริ ครับ ผมไม่เคยเป็นแบบนั้นครับ เพราะผมมีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ว่าอยากเป็นอะไร เป็นยังไง แล้วจะทำอย่างไรให้ถึงจุดสูงสุดของชีวิต
เรื่อง ห้องกระจก เป็นเรื่องที่ใช้การพูดคุยกับตัวเองเป็นหลักน่ะครับ(คนที่คุยกับลพก็คือตัวลพเอง) โดยให้การอยู่คนเดียว ในมุมมองของคนธรรมดา ซึ่งหูถูกผสานด้วยดนตรี กับใจที่สับสน และจบด้วยจิตที่พะวักพะวนกับความต้องการของตัวเอง
ผมชอบแนวคิดที่ว่า การใช้ชีวิตมันไม่มีเหตุผลเอามากๆเลย เพราะผมเชื่อว่า เหตุผลก็คือสิ่งที่ต่อยอดมาจากความเชื่อของตัวเอง ดังนั้นถ้าร่างรูปเปลือยของศรัทาปรากฏตัวขึ้น ทุกๆอย่างก็คือความว่างเปล่า ผมจึงใช้ความเงียบค่อยๆตอบคำถามไปช้าๆ เพราะสุดท้าย ในความไม่มีเหตุผล เราก็จะเข้าใจมันเอง
แต่....ตามเรื่อง หลงไฟ และรอยกรีดสีดำแล้ว....รู้ใช่ไหมครับว่า ผมเป็นคนแบบไหน
นี่คือนิยามของนามปากกาผม ฝากเอาไปให้คิดเรื่องของ แสงสว่างที่มองไม่เห็นด้วยล่ะครับ
ไว้ครั้งหน้า เจอกันใหม่ ขอบคุณทุกคอมเม๊นคร้าบ(ดูก่อนว่าความเบื่อโลกจะจากไปตอนไหนครับ)
และ
จะเปิดใจให้กว้างเช่นกัน
^^'
#1 By sanook is me on 2008-05-10 17:24