เขากำลังถูกบีบอัดด้วยผนังสี่เหลี่ยมสีเทา กำแพงแต่ละด้านหดรัดเข้ามาเหมือนกับดักในโบราณ เขาออกแรงกล้ามเนื้อทั้งหมดยั้งผนังสองด้านเอาไว้ กระดูกเคลื่อนตัวจากทุกที่ ความเจ็บปวดจากแขนซ้ายกระชากสติประสาทอย่างจัง ความเมื่อยล้าเริ่มมาแทนที่ความฮึดสู้ จิตวิญญาณแห่งการเอาตัวรอดคคจรจายดั่งเกสรที่ปลิดปลิว
ทันใดนั้นร่างของเขาก็พุ่งออกจากช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆนั้น โดยไม่รู้สึกตัวแต่อย่างใด ทำได้แต่มองห้องสี่ด้านให้เป็นกระจกสี่เหลี่ยมใส และเขาก็ยังเห็นร่างตนเองอยู่ในนั้น...
***
เขาลืมตาสะเก็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มผิวหนัง นี่หรือฝันหลังวันสอบวัดผลประจำชาติ แต่เมื่อมองไปรอบๆก็พบแต่ห้องแห่งความจริงที่ไม่มีวันบีบเข้ามา เขาลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยสภาพทุลักทุเล โลกดูเหมือนจะเอียงไปทางซ้าย แต่หัวของเขากลับเอียงไปทางขวา เสียงกระสันตึ๊บในหัวสร้างความปวดร้าวให้กับเขา และเมื่อแสงวาบของไฟนีออนกระทบสายตาที่ชินกับความมืดไมเกรนอีกลูกก็ระเบิดความเจ็บปวดอีกระลอก เขาถอดกางเกงชายเลออกไป เอื้อมมือไปหยิบเอากางเกงยีนส์ที่มีปลายขาขาดรุ่งริ่งมาใส่
เขาดูนาฬิกาสีเงินบนข้อมือ เข็มที่สั้นที่สุดชี้ไปที่กึ่งหนึ่งของเลขเก้า นั่นไม่ใช่เวลาที่เขาควรตื่นซักเท่าไร ดูจากสภาพของบบ้านที่อึมคลึมแล้วพ่อแม่และน้องคงไม่ได้กลับมาจากข้างนอก แปลว่า พวกเขากำลังสนุกสนานกับการชอปปิ้งไม่ก็กินอาหารอันแสนอร่อยเป็นเวลานาน
เขากินอาหารมาแล้วตั้งแต่หกโมงเย็น และยังเป็นคนปฏิเสธเองที่จะไปกินข้าวนอกบ้านในเช้านี้ เพราะมีเรื่องที่ต้องนั่งค้นคว้าเกี่ยวกับทางเลือกอนาคตในมหาลัยอีกด้วย
เวลาสิบนาทีร่วงเลยไปกับการจัดเก็บบ้าน หาของ และออกเดินทางไปหาเพื่อนที่นัดกันไว้
อันที่จริงเขาอาศัยอยู่นั้นไม่ใช่บ้านแต่เป็นคอนโดที่สูงเลียดสามสิบเก้าชั้นแต่จะอย่างไรก็ดี สำหรับเขาแล้วที่นี่ก็ดูเป็นบ้านที่อบอุ่นอยู่เสมอ เขาก้าวออกไปนอกห้องกดลิพท์รอไว้ หลังจากหยิบเอ็มพีสาม เสียงเตือนของก็ลิพท์ดังขึ้น แล้วเขาจึงก้าวไปในห้องสี่เหลี่ยมสีเทานั้น โดยไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
***
วินาทีแรก หูยังฟังเพลงไปเรื่อยๆโดยไม่ใส่ใจอะไร แต่ในนาทีต่อมาเขาก็รู้สึกว่าตัวเองหนักขึ้นเรื่อยๆซึ่งแปลกหากเรากำลังเคลื่อนที่ลง เมื่อมองดูไฟตัวเลข ลิพท์กลับพุ่งขึ้นแทนที่จะลงไป ตอนแรกเขาคิดว่าเขาคงลืมกดทำให้ลิพท์ไปรับชั้นอื่นแทน เขาเลยจงใจกดลิพท์ชั้นบนล่วงหน้าไว้ 5 ชั้นกะว่าจะรอลิพท์ใหม่เพื่อกดลงให้ทัน แต่มันกลับไม่หยุดราวกับว่าต้องการให้เขาพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
เขาประหลาดใจอีกครั้งเมื่อมันเลยเลขสามสิบเก้าอันเป็นชั้นสุดท้ายของบ้านเขาแล้วด้วย เมื่อไม่อาจทำอะไรได้ เขาก็นั่งจ้องไฟบอกชั้นจนกระทั่ง...มันหยุด...มันหยุดอยู่ชั้นที่ ก้าวสิบก้าว และเมื่อเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น เขาก็จ้องไปที่ประตูซึ่งแง้มออกอย่างช้าๆ
ฉับพลันควันสีขาวก็พวยพุ่งจากข้างนอก
"สวัสดี ลพ ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าไม่คิดว่าจะมีคนอยู่นะเนี่ย"เสียงเข้มมีอำนาจดังขึ้นพร้อมผู้ที่ปรากฏตรงหน้า คือชายผิวเข้มใส่ชุดสูทสีขาวจรดตัว ขนาดพื้นรองเท้ายังเป็นสีขาวเลย ลพทำน่าสับสนไม่รู้จะพูดอะไรดี
"เออคือคุณ...คือใครเหรอครับ รู้จักผมได้ยังไง"ชายผิวเข้มพูดยิ้มพลางมองไปที่ปุ่มสวิตชั้นข้างหน้า
"อ่านใจผมได้เหรอครับเนี่ย"
"เปล่า อย่างน้อยข้าก็เจอคนอย่างเจ้ามาเยอะพอล่ะ"ชายผิวเข้มหันมามองหน้าลพด้วยกริยาสบายๆ
"แต่คุณยังไม่ได้ตอบคำถามแรกผมเลย"
"บางทีความเงียบคงจะช่วยตอบคำถามเจ้าได้นะ ลพ อย่างน้อยเจ้าก็คือคนที่ข้าสร้างล่ะกัน รู้ไว้แค่นี้พอ...จริงๆสร้างไว้นานพอดูแล้วด้วย ประมาณเมื่อกาลเวลาและจักรวาลเกิดซัก 12 ล้านล้านล้านปีเห็นจะได้...อย่าไปบอกใครล่ะว่าข้าพูดเรื่องนี้"ประโยคสุดท้ายนั้นเขากระซิบบอกเด็กชาย
"อา...แล้วคุณ เอ่อ...ท่านรู้รึเปล่าว่าทำไมลิพท์มันขึ้นมาชั้นนี้ได้"
"ก็ข้าเรียกมาเอง ไม่ต้องห่วงมันลงชั้นหนึ่งชั้นเดียวกับเจ้าแน่ๆ ขออภัยที่เสียเวลาเล็กน้อย เดี๋ยวมันจะกลับมาเป็นปกติ"
"แล้วท่านจะลงไปทำอะไรหรือ"
"ข้าคิดว่าคงมีคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่านี้สำหรับเจ้าแน่ๆ"
"อา...งั้นเอาคถามนี้ดีกว่า ท่านสร้างผมมาทำไม"
"...เจ้าเล่นคำถามหลุดโลกเลยนะเนี่ย ข้าคิดว่าเจ้าน่ะ อ่านปรัชญามากไปหรือเปล่า"ชายผิวเข้มหันมาหาลพแล้วจึงพูดต่อว่า"ที่ข้ากับเจ้ามาเจอกัน มันคงมีความหมายบางอย่างใช่ไหม?"
"ความหมายนั้นอาจเป็นการทำให้ผมพบคำตอบที่ผมสงสัยมานานก็ได้"ลพเลิกคิ้วมองเพดาน
"อา...งั้นเจ้าลองถามข้ามาซิ เผื่อข้าจะตอบได้"
"ผมมีคำถามหนึ่งอยากรู้มากๆ....ถ้าท่านสร้างผมมา ท่านรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ในชีวิตผม"
"บ๊ะ...ทำไมใครๆที่ข้าเจอต้องถามเหมือนเจ้าทุกคน เรื่องพวกนี้ข้าตอบเจ้าไม่ได้หรอก"
เวลาผ่านไปเกือบอีกสิบนาทีกับการถามไถ่และการไม่มีคำตอบใดๆ
เหมือนกับว่าถ้าถามชายผิวเข้มเกี่ยวกับเรื่องชีวิต หรือเรื่องราวอนาคต เขาจะทำเป็นไม่รู้ถึงมัน แต่อย่างไรก็ดีเขาก็ยังยิ้มอย่างอบอุ่นทุกครั้งที่ลพถามหรือหันไปหา
และเมื่อกำแพงแห่งความอดทนลายลง ลพก็กล่าวว่า
"ผมควรจะถามอะไรดีเนี่ย"
"ข้าว่าเจ้าน่าจะรู้ดีนี่ ว่าเจ้าต้องการถามอะไรมากที่สุด"
"เป็นงั้นไป พูดตามตรงนะผมไม่เคยรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรซักที"
"เอาเถอะ ข้าคงไม่อาจตอบคำถามใดๆได้ ถ้าเจ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว"
"คำถามพวกนั้น ผมรู้อยู่แล้วเหรอ"
"ใช่แล้ว ข้าก็ตอบเจ้าได้เพียงเท่านี้"
"งั้นแบบนี้ผมไม่รู้แน่ๆ ทำไม 1+1 เท่ากับ 2 ล่ะครับ"
"ก็เพราะว่ามันเป็นแบบนั้น คำถามประเภทนี้เนี๊ยนะ พวกเจ้าเป็นคนให้นิยามมันขึ้นเอง แล้วคนนิยามเนี่ยะก็คงไม่ต้องการเหตุผลสำหรับมันเหมือนกัน สำหรับเจ้าแล้วมันคือความจริงที่แท้จริงมั้ง มนุษย์ก็เป็นแบบนี้ล่ะอยากเห็นในสิ่งที่ตนเห็น กระทั่งความจริง พวกเจ้าก็ยังอยากเห็น แม้เป็นสิ่งที่เจ้าสร้างมันเอง"
"ดังนั้นผมจะถามว่า ความจริงมีจริงหรือ"
"อืมถ้าเจ้าเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี่เป็นความจริง ความจริงก็มีอยู่จริง แต่ถ้าเจ้าไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่จริง มันก็ไม่เป็นความจริง"
"มันออกจะสับสนนะครับ ดูเหมือนว่าท่านไม่พยายามตอบคำถามผมเลย"
"ก็ใช่ เพราะว่าคำถามพวกนี้ เจ้ารู้มันอยู่แล้วไง"
แล้วอะไรคือคำถามที่ถูกต้องและมีคำตอบล่ะเนี่ย ระหว่างที่นพคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ ลิพท์ก็หยุดลงกลางคัน ประตูค่อยๆแง้มออกมา เสียงสัญญาณดังขึ้น นพหันไปมองไฟบอกชั้น มันปรากฏเลขหนึ่ง ....มันถึงแล้วเร็วกว่าคิด
"อ้าวแบบนี้คำถามที่แท้จริงคืออะไรล่ะเนี่ย ผมยังไม่รู้อะไรเลย แถมท่านยังไม่ได้คำตอบจริงๆจังๆซักอย่าง"
"ชีวิตเจ้าก็ชีวิตเจ้า"ชายผิวเข้มเว้นจังหวะและพูดต่อว่า "ถ้าถามข้าว่าชีวิตเจ้าจะเป็นอย่างไรในอีกสิบปี หรือชีวิตคืออะไร ข้าก็ไม่มีคำตอบให้เจ้า แต่ถ้าถามว่าทอดไข่ดาวอย่างไร ข้าทำให้ดูเลยล่ะ"ชายผิวเข้มยิ้ม
"งั้นช่วยบอกหนทางที่จะหาและคำถามคำตอบได้ไหม ได้โปรดเถอะครับ"หางตาเหลือบไปเห็นประตูเผยอออก
"อันที่จริงข้าตอบไปแล้ว...ไม่รู้ซินะ ทุกคำถามที่เจ้าถามมาน่ะ มันแท้จริงอยู่แล้วในตัวมันเอง"
"ความแท้จริง...เดี๋ยวก่อน ถ้าผมเชื่อว่าความจริงไม่มีอยู่จริง ถ้าการนิยามในโลกต่างๆเป็นเรื่องของความต้องการของตัวเองล่ะก็...."
"ใช่...การใช้ชีวิตอาจไม่มีเหตุผล"ชายผิวเข้มยิ้มอีกครั้งหันไปมองประตูลิพท์
ฉับพลันที่ลิพท์เปิดออกร่างของชายผิวเข้มก็จางหายไป เหลือไว้แต่ลพเท่านั้นที่งุนงง
ซักพักหนึ่งนพก็ดีดนิ้วและพูดกับป้าคนหนึ่งที่ก้าวมาในลิพท์ว่า
"คุณคิดยังไงกับคำตอบที่ไม่มีอยู่จริง"
***
หลังจากหลับไปในนิทราที่สงบนิ่ง ห้องสีเทาก็ปรากฏตัวออกมา มันยังกระจ่างใสยังอยู่ไกลริบๆ แต่บัดนี้มันขยายตัวออกจากกันทะลุผ่านตัวเขาไปไกล จนกระทั่งมองไม่เห็นขอบกำแพงทั้งสองด้าน โลกทั้งโลกดูเหมือนว่าจะมีแต่สีเทาด้านในเท่านั้น เขามองเห็นใบหน้าของตัวเองบนตัวตนกลางห้อง ใบหน้าที่กำลังจะรู้สึกได้ถึงความเข้าใจซึ่งพัดผ่านไปมา แต่กลับไม่อาจสัมผัสมันได้ทั้งหมด... เขายังงงงันอยู่กับสิ่งที่พบเจอเมื่อตอนเช้า
มันเป็นความจริง?
หรือเราหลอนตัวเองเพราะกังวลกับชีวิตมากเกินไป
หรือเป็นเพียงการพูดคุยกับตัวตนในกระจกของเรากันนะ...
เขารู้สึกได้ว่าความไม่สบายใจได้นี้ทะลุทะลวงเข้ามาในฝัน เพราะเควชั่นมาร์กขนาดใหญ่ปรากฏบนกลางห้อง และหล่นมาทับร่างกายของเขาตรงกลางแทน
มันตั้งตระหง่านอยู่อย่างงั้น จนกระทั่งเมื่อกล่องบนมือของเขาโผล่ออกมาโดยไร้สาเหตุ มันถูกเขียนติดไว้ว่า "คำตอบ"นพเปิดมันออก แล้วความว่างเปล่าจึงปรากฏตัวออกมาค่อยๆกัดกินห้องสีเทาช้าๆ นพหลับตาลงคิดไปไกล.....
แทนที่เขาจะตั้งคำถาม แทนที่เขาต้องการเหตุผล
เขาควรจะฟังคำตอบดีกว่าไหม
.
ความเงียบจึงเติมห้องเปล่านี้จนเต็ม
เควชั่นมาร์คละลายหายไป
แล้วเขาจึงเข้าใจว่า
ความว่างเปล่านั้นยังคงขังเขาอยู่ในตู้กระจกไปตลอดกาล
...รัตติกาลสีขาว..
+++++++++++++++++++++++++++
สวัสดีครับ เรื่องนี้ คิดว่าอ่านยากไหมครับ แหะๆ ผมกะจะเก็บไว้ประกวดซักหน่อย แต่ว่าสุดท้ายก็เอามาลงจนได้ สำหรับคนสับสนๆ ผมแนะนำให้อ่านซ้ำหลายๆรอบ อาจเข้าใจขึ้นมาหน่อยนะคร้าบ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆไว้ครั้งหน้าผมจะพยายามอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ได้
เรื่อง นิทาน:สร้างสวรรค์ซ้ำซ้ำ เป็นผลพวงจากการดูโฆษณา คลีมกันแดดของแพนเค๊ก เขาพูดถึงแพนด้าช่วงช่วง ผมก็เลยคิดถถึงหลินหุ้ย จากนั้นก็ยำแปกับพฤติกรรมต้องการจะให้ผสมพันธุ์เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ แล้วจิตนการไปว่า ถ้าเป็นมนุษย์จะเป็นยังไง แต่อย่างที่ว่าไว้ผมตั้งใจจะเสนออีกแนวคิดหนึ่ง แต่กลับกลายออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย กลายเป็นว่าสื่อแนวคิดเดิมๆของผมเอง
แนวคิดเด่นเรื่องนี้อย่างเรื่องความรัก ผมปล่อยให้คนอ่านคิดไปเองล่ะกัน แต่ว่าสิ่งที่ผมต้องการเสนอในท่วงทำนองประสานก็คือ การไม่กระทำ การกำเนิด และการใช้ชีวิตที่ซ้ำๆกัน วนเวียนไปมา และก็หวังว่าผมจะมีอารมณ์รีเมคให้มันแรงกว่านี้
อ๊าก ไร้เวลาอย่างแท้จริง เพราะ ผม เที่ยว(-0-)เหลือเกิน คุณแมวขี้เหงาคร้าบ ขอโทษที่ไม่ได้ติดตามอ่านบที่ 3/2 บทที่ 4/1 เลย ไว้ผมกลับมาจากเที่ยวก่อนล่ะกรานนนนน
รัตติกาลสีขาว คือแสงสว่างที่มืดมิด ก็เลยมองไม่เห็นอะไรซักอย่าง หึหึหึ (ไว้เขียนอธิบายวันหลังล่ะกันคร้าบ)
ก็ฝากติชมเรื่องสั้นเรื่องนี้ด้วยนะคร้าบ แล้วเจอกันใหม่ในงานหน้า
จะแอดที่ไหนดี
จบแล้วจะทำงานที่ไหนดี
และจะเอาไงกับชีวิตดี
ไม่รู้สิ...สัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็เป็นแบบนี้
และเราก็ยังรู้สึกว่าเราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรอยู่ดี 55+
#1 By a - สุ - จิ -( ปุ - ริ) on 2008-04-27 23:50