นิทาน:สร้างสวรรค์ซ้ำซ้ำ
posted on 18 Apr 2008 23:38 by crozzaxmoon in Moon-Hill
นิทานก่อนตาย สร้างสวรรค์ซ้ำๆ
แสงสว่างผืนบางคลี่ตัวคลุมทุ่งหญ้า
ป้ายแตะความอุ่นลงไปจรดขอบอาทิตย์
ปุยเมฆอ้วนม้วนอยู่ไม่หากจากพื้นสีฟ้าที่คว้าไม่ถึง
ชินตาและเบื่อหน่าย
ร่างเปลือยของชายคนหนึ่งทอดร่างยาวมองฟ้า
เพราะเขาคิดว่ากำลังถูกจ้องดูจากบนนั้นด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น
ยาวนานและไร้เหตุผล
เขาหันกลับไปบนตีนเขา หาอีวี่ หญิงสาวร่างเปลือยอีกคน
เธอนั่งพิงต้นไม้อ้อยอิงรับเสียงเอื่อยเบาๆของนกร้อง
เลือนลอยและพร่างพราว
เขาเรียกมันว่านก ก็เพราะหนังสือเรียกมันว่านก
ดังนั้นเขาจะเรียกอีวี่ว่า หญิงสาวเพราะเธอถูกเรียกกันมาอย่างนั้น
มันถูกเรียกเหมือนๆเดิม
86251 วันที่เขาเกิด
ม้วนสีขาวที่ริ้วไร้บนท้องฟ้ากลิ้งไหลไปมา
เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยซักวัน
เขากระซิบ
ให้ใครซักคนที่มองไม่เห็น
ชายคนนั้นผลักนิยายรักเล่มโตบนอกไป
เขวี้ยงลงไปในกองหนังสือมหึมาด้านหลัง
ไต่ลงเขาไปหาอีวี่ เขาได้ยินเสียงกรีดร้องสั้นๆเป็นจังหวะเบาๆในซอกหลืบของกองหนังสือ
คาดว่าหนังสือคงไปโดนโทรทัศน์ ไว้วันหลังเขาจะไปปิดเสียงอีก
มันฉายภาพหนังเรื่องใหม่ทุกชั่วโมงแต่แนวซ้ำๆกัน
หนกหูจนน่ารำคาญ
มันถูกวางทิ้งไว้ในโลกรกร้างของกองหนังสือนั้น
แต่ก็อย่างที่บอกเขาเรียกมันว่าโทรทัษน์ และเรียกสิ่งที่เขาอ่านว่าหนังสือ
เพราะมันถูกเรียกไว้อย่างนั้น
เขาหิวแล้ว
และเมื่อเขาหิว
อาหารจะปรากฏตรงหน้า
แต่ตอนนี้
เขาแค่อยากกินกับอีวี่เท่านั้น
เสียงดนตรีรีดริ้วของนกน้อยค่อยๆหายไปอย่างเป็นใจ
เมื่อเขานั่งพิงรากไม้ต้นใหญ่อีกด้านของอีวี่
เขาภาวนาในใจ ร้องเรียกเบาๆ
อาหาร ข้าหิวแล้ว พระเจ้า
จากนั้นไม่นาน อาหารนาชนิดที่เขาเคยอ่านมาในหนังสือก็โผล่มาล่องลอยในอากาศให้หยิบกิน
อีวี่ยิ้มรับเขา แล้วเอื้อมไปหยิบน่องไก่ทอดสีน้ำตาลสองน่องไว้
ชายเปลือยร่างจึงคว้าน้ำสีเข้มที่เต็มไปด้วยฟองลงมา
เสียงสนระเสเฮฮาดังขึ้น
เขาเล่าเรื่องสิ่งที่ได้รับจากหนังสือวันนี้ให้อีวี่ฟัง
ฝนพลำกรีดละอองน้ำกระจายจากฟ้าเบาๆ
เสียงนกร้องพลงเป็นฉากหลัง
เราทั้งคู่ยิ้ม
ใช่แล้ว
..มันเหมือนเดิม...
พระเจ้าเข้าฝันเราทุกครั้ง
ให้เรากระทำแบบในหนังที่เราดู
แต่เราไม่เข้าใจ
ทำไม ทำไม ทำไม
.........
การกระทำซ้ำๆแบบนั้น
จึงจะส่งผลดีแก่เรา
เขามองไปหาอีวี่ที่ละเลียดของเหลวสีเข้ามลงไปในคอ
อารมณ์เขาพลุ่งพล่าน คงเพราะอาหารและน้ำที่กินเข้าไป
..แต่เราทั้งคู่...
ชินตาและเบื่อหน่าย
แต่ว่าไม่มีเหตุผลที่ทำให้เขาเลิกมองเธอ
ไม่มีเหตุผลให้เขาเลิกทำดีแก่เธอ
ยาวนานและไร้เหตุผล
อีวี่ ใบหน้าบนผมทองสลวยของเธอ
รูปเค้า เรือนร่าง ความทรงจำที่มีเธอ
เลือนลอยและพร่างพราว
.........................................................
"อุดมคติ หยั่งกับ สวรรค์"
มันเป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ
เขารับรู้เรื่องราวเลวร้ายหลากหลาย และความสุขลึกล้ำในนั้น
ทำให้เราทั้งคู่ตระหนักว่า
การไม่กระทำนั้นดีที่สุดแล้ว
......................................................................................................................
ฟ้าผืนดำเหมือนเก็บร้อยน้ำตาไว้
ครวญครางเศร้าโศก แล่บลิ้นสีขาวไปมาไม่หยุดหย่อน
ตึกสีเทาทันสมัยมืดหม่นเคราะคระตระหงั่นตระหง่าน
หากมองจากบนฟ้า ตึกเหล่านี้ดังแผลเป็นของโลกสีคราม
ในห้องบนสุดของอารามที่สูงที่สุด
สิ่งมีชีวิตกลมเกลี้ยงสีเทาสองตนกำลังจ้องมองไปหยั่งมอนิเตอร์หลากหลาย
"เมื่อไรจะผสมกันซักทีวะ"
"นั่นซิครับเราก็ทำทุกอย่างแล้ว"
"ทั้งจับแก้ผ้า ทั้งให้ดูหนัง ทั้งให้อ่านหนังสือ แถมให้ยาไปอีก"
"แล้วเมื่อไรกุจะได้เพิ่มประชากรสัตว์หายากเสียที"
"ท่านครับไม่ใช่หายาก แต่เป็นสัตว์โบราณ และมีแค่สองตัวนี้เท่านั้น"
"เออๆ กุรู้ ของเดิมน่ะเป็นมนุษย์หน้าเดียวกันหมด แถมมีความรู้สึกว่างเปล่าอีกต่างหาก "
"สงสัยต้องข้ามรุ่นไปอีกน่ะนะ"
"ผมก็ว่างั้นครับท่าน"
"รอดูต่อไป"
"เจ้าอดัมพาไปสวนดวงดาวแล้วครับ"
มอนิเตอร์ตัดภาพไปมาระหว่างชายหนุ่มและอีวี่
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
..........................................................................................
อีวี่นอนเคียงข้างกับอดัม
ทอดร่างราบบนทุ่งร้างของราตรี
จันทร์สกาวดวงเด่น
หยอกระริกๆกับดาวไปมา
"ถ้าเราคนใดคนหนึ่งหายไปจะเป็นยังไงนะ"
อีวี่กล่าวขึ้น
"เราคงกระวนกระวายจนขาดใจ"
"แล้วสมมุติว่า พระเจ้าบอกให้เราทำในสิ่งนั้น ถ้าไม่ทำฉันจะหายไป เธอจะทำหรือเปล่า"
"ถ้า พระเจ้าทำเช่นนั้น เราอาจเฉือนตัวเองตายไปหาเธอเสียดีกว่า"
"ทำไมล่ะ"
"เราไม่ควรให้กำเนิด ที่รัก เพราะว่าการมีชีวิตมันสกปรกที่สุด"
"แล้วทำไมพระเจ้าถึงอยากให้เราทำอย่างงั้นกันนักนะ"
"อาจเพราะความรักมั้งที่เขาอยากศึกษา"
"..?.."
"และเราก็แสดงให้พวกเขาเห็นว่าความรักไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนั้นก็ได้"
"แล้วความรักคืออะไรเหรอ อดัม"
คำตอบทั้งหลายเรียบเรียงขึ้นมาไม่มีที่มาที่ไป
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงตอบได้
อาจเพราะเขาไม่ใช่คนตั้งคำถาม
"คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนอยู่นี้ไง"
"ฉันไม่เข้าใจ"
"เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจ มันก็เหมือนเดิมๆแหละ"
"ฉันยังไม่เข้าใจ เหมือนเดิมยังไง"
"เราเรียกสิงที่เกิดระหว่างเราว่าความรัก เพราะมันก็ถูกเรียกมาอย่างงั้นยังไงเล่า"
ละอองดาวสลับวับไหว
เปล่งเส้นสะพานทางช้างเผือก เป็นถนนของความฝันกรีดผ่านทางของผืนฟ้า
เลือนลอยและพร่างพราว
พร้อมกันนั้น สายลมเฉื่อยหนาวพลิ้วโบกไปมา
เขาทั้งสองกอดกันลำพัง แลกไออุ่นเล็กๆให้แก่หัวใจดวงน้อยๆ
ยาวนานและไร้เหตุผล
หลังจากมองดวงตาทีสะท้อนแสงจันทร์กันและกันแล้ว
เราก็หลับไปในคืนที่
ชินตาและเบื่อหน่าย
...เหมือนๆเดิม..
....
รัตติกาลสีขาว
18/4/2551
++++++++++++++++++
เรื่องนี้อาจมีต่อนะครับ เพราะตอนแรกตั้งใจจะใช้อีกแนวคิดหนึ่ง ไปๆมาเรื่องดำเนินไปหาคำว่ารักซะงั้น แถมกลับมาเขียนแนวใช้คำซ้ำๆอีก แต่ผมก็ชอบนะ มันให้ความซับซ้อนอันดี นอกจากนั้นแรงบันดาลใจก็คือ ช่วงช่วง หลินหุ่ย อ่ะครับ
เรื่องที่แล้ว รอยกรีดสีดำ นอกจากเป็นสมุดบันทึกเก็บผลึกเล่มเล็กๆของผมแล้ว มันยังเป็นผลต่อยอดมาจากการคุยกับพี่ นางสาวความสุข (อาจนานไปหน่อยนะครับพี่) และก็เกือบทุกเรื่องที่ผมเขียนเกี่ยวกับความฝัน มันเป็นเรื่องราวของการผ่านพ้นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตน่ะครับ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือปรัชญา หรืออย่างน้อยไปอ่านบทความของศิลปิน จะเห็นพ้องกันว่าหลายๆอย่างมันเหมือนกันเหลือเกิน แต่กลับไม่เข้าใจว่าเมื่อได้รับเรื่องเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จยังไง
มันขึ้นอยู่กับการอยากลงมือทำครับ และบางคนก็ติด เหมือนกับการบรรลุอรหัน พวกเขาติดอยู่บางที่ทั้งที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่อาจสลัดมันพ้น อย่างเช่นว่า เราจะไขว่คว้าสิ่งที่มันจะดับสูญไปทำไม หรือ การทำตัวเหลวแหลกเพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเราก็ตายแล้ว
อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก มีบัวอยู่สามเหล่า(ผมเคยได้ยินว่าไม่มีบัวเหล่าที่สี่) มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียนรู้ และปรับมาใช้ในชีวิตมากแค่ไหน เพราะสำหรับคนที่ติด บางทีเขาก็เชื่อว่าพระเจ้าลิขิตชีวิตเรา จึงปล่อยตัวไปตามชะตากรรมอะไรแบบนั้น
มันเป็นความจริงเสมอที่ว่า ความผิดหวัง จะทำให้เราพยายามตามหาตัวตนของเรื่องจริง เราถูกยัดความคิดต่างๆลงไปในสมอง ดั่งตัวละครที่ไม่มีชีวิตของตัวเอง
มันเป็นความจริงอีกเช่นกันว่าเราไม่สามารถพลิกแพลงทฏษฏีที่ได้รับมาทั้งหมด และบางครั้งเราพลิกแพลงไม่ดีจนทำให้เราติด อยู่ในหุบเหวสีดำ(มันก็คือความคิดของเรา)ที่เรากรีดตัวเองไว้
ชีวิตที่ตัวละครที่ผมกำหนดนั้นเ คยมีชีวิตที่ต้องไม่เผชิญความจริงมาตลอด และเมื่อได้ตามหาคำตอบของชีวิต เขาก็สับสน เขาเป็นทุกข์ และเมื่อในตอนจบเขาเขวี้ยงทุกอย่างที่ผมเขียนหรือที่ผมตอบกับเขาในสมองทิ้งไป เพราะเขาได้เติบโตขึ้นมาอีกหน่อยก้าวไปอีกขั้น ออกจากสภาวะการติดไปแล้ว เหมือนกับว่าเขาเลือกที่จะรับ ดีกว่ารับมาทั้งหมด
ทั้งหมดอาจสรุปได้สั้นๆว่า "ผมจะเชื่อความจริงที่ผมเชื่อเท่านั้น"
ขอโทษด้วยที่สัญญาว่าจะเขียนบทความครับ พอดีอารมณ์หมด (ครับ อาจเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ผมเป็นคนที่ต้องมีอารมณ์อยากจะทำเท่านั้นถึงจะลงมือ ซึ่งบางครั้งต้องให้พ่อแม่สร้างอารมณ์อ่านหนังสือหรือเก็บบ้านให้ด้วยเลย หุหุ ไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นอารมณ์ไหน) แต่มีแนวคิดอยู่ในหัวแล้ว เมื่อมีอารมณ์เมื่อไรก็จะเขียน
ใบไม้นักเขียน ยินดีที่ได้รู้จักคร้าบ เรียกผมนพก็ได้ อยากคุยนอกรอบด้วยจังเลย แหะๆ
สายลมที่ผ่านมา เอ่อ รัติติกาลสีจมปู เนี่ยใครถูกเขวี้ยงค่ำคืนลงไปในปูเหรอครับ แล้วก็ถ้าเป็นสีชมพู จะให้รัตติกาลสีจะชมพูว่ายังไงเหรอ (เอาฮานะคร้าบบบ) คือว่าในที่สุดผมก็หานามปากกาภาษาไทยของตัวเองเจอ มันมีความหมาย ว่างๆจะเขียนเป็นเรื่องสั้นให้อ่านนะครับ อ้อขอบคุณที่กด hot ให้พ้ม
ฉันอาจเป็นแมวตัวที่เหงาที่สุดในโลก ฮะๆ นักเขียนเป็นกันหมดไหมหนอ 555+(พึ่งกลับมาเล่นเน็ต ดังนั้นจะกลับไปบทที่ 3 ล่ะ)
ไม่ได้มาเยี่ยมบล็อกนานเลย แหะๆขอโทษคร้าบ แล้วเที่ยวสงกรานสนุกไหม ผมเหรอ? อยู่บ้านคร้าบ อารมณ์สบายๆในเมืองกรุงที่ไม่มีรถ เลยไปเที่ยวในกรุงเทพทุกวันเยย เหอๆ แต่ไปกับครอบครัวนะ
สุขสันวันปีใหม่ไทยคร้าบ ช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเน้อ....
รัตติกาลสีขาว(ไม่ใช่ชมพูนะ)
ส่งให้ไป1ดาว
#1 By ใบไม้นักเขียน on 2008-04-19 18:42