รอยกรีดสีดำ

posted on 09 Apr 2008 22:00 by crozzaxmoon  in my-Hill
 

 

               มันเป็นช่วงเวลาหนึ่ง บนเนินเปลี่ยวดายอันน่าหดหู่ ความเย็นยะเยียบคู่สัญญาเก่าๆของภูเขาตวัดเลี้ยวมาห่มหมอกสีจางให้แกบุคคลใดก็ตามที่โหยหาความอบอุ่นซึ่งมิใช่การออบกอด ความเหน็บหนาวบรรเลงบรรยากาศแห่งความเศร้าสร้อยสอดคล้องกับภาพจันทร์สีเงินอันแสนงดงาม มันเพียงพอที่ทำให้เขาอยากจะพาคนที่คิดถึงมานอนดูมันเคียงคู่กับราตรีที่ไม่มีวันสิ้นสุด   บางทีเขาก็รู้สึกเอ่อล้นจะขอบของอารมณ์ จนได้ยินการไหลนองของน้ำตา

               เขาหลบตัวมากจากเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่มาด้วยกัน ซึ่งหลับไปพร้อมกับการหมดลงของสุรา เขาปูเสื่อที่นำมา นอนราบไปกับผืนหญ้าสีดำสนิท มองเข้าไปในวิวสุดลูกหูลูกตาของภูเขา จ้องมันอยู่อย่างงั้นเหมือนกับว่า เขาได้จมลงไปในขอบฟ้าที่ผสานกับความมืดมิด เขาหลับตาและกรีดร้องในใจเบาๆ

               รอยกรีดสีดำของหุบเหวกลืนกินความรู้สึกให้จมหายไปในความเดียวดาย อ้อมกอดเปลี่ยวของสายลมเปลื้องนิทราไปจาก แก้มอันมอมของเขา เหลือไว้แต่เค้าโคลงอันสาบสูญ ซึ่งดังก้องเพียงเพื่อกระชากจิตวิญาณให้หม่นไหม้ หากตัวตนของเขาคือการเดินทางเพื่อเคียงคู่บางสิ่ง ตัวตนที่แท้จริงสุดท้ายก็คือ การล่วงหล่น  และนั่นก็ทำได้แต่หวังว่าร่างนั้นจะกระแทกพื้นแหลกสิ้นในระยะเวลาอันใกล้

                แต่ว่าจริงๆแล้ว ตัวของเขาอาจไม่มีเหตุผลของการมีชิวิต เขาเชื่อแบบนั้น เหมือนกับว่าเราสร้างจุดมุ่งหมาย และความฝันขึ้นมาเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นตัวตนที่เที่ยงแท้ของเขาจะมีจริงๆหรือ?

                เราเกิดมาคนเดียว เราก็อาจต้องตายเพียงคนเดียว  เขาไม่ใช่แฝดไม่ได้เกิดมาพร้อมกับใคร มีเหตุอันไหนเขาจะต้องตามหาความรัก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ สับสน หลงใหล งดงาม และยิ่งใหญ่ด้วย หรือความรู้สึกข้างต้นต่างหากคือเหตุผล....

               ไม่แปลกอะไรที่เขารู้สึกว่าโลกนี้มันจอมปลอม คือภาวะะลวงตาที่สร้างขึ้นจากความต้องการ เขาปักใจเชื่อว่ามนุษย์จะมองเห็นในสิ่งที่เขาอยากมองเท่านั้น และอาจเป็นความจริงด้วยว่า เราเชื่อโดยไม่รู้สึกตัว....

                เขาย้อนกลับไปคิดถึงบทสนทนาแปลกๆบนรถไฟ เพื่อนคนหนึ่งถามเขาว่า อะไรเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ก้าวไปเรื่อยๆ หลังจากคิดอย่างเอาเป็นเอาตาย ครั้งแรกเขาตอบ ความเชื่อ แต่นั่นผิดถนัดมันคือสิ่งที่ทำให้เรามีตัวตน เพื่อนของเขาให้ความเห็นที่ทำให้เขาคิดว่าใช่เลย คำตอบนั้นคือ ความอยาก เหตุแห่งการอยากและการไม่อยากทั้งหลาย ผลักดันให้เราก้าวไปตามครรลองอันผิดธรรมชาติ หรือที่เราเรียกว่าวิฒนาการในฉบับของมนุษย์

                เราแตกต่างจากสัตว์ตรงที่เราไม่ได้วิวัฒนการแค่รูปร่างอย่างเดียวอย่างงั้นรึ หรือเราแตกกต่างตรงความคิด

                อันที่จริง การมีความสงสัย และการไขว่คว้าหาเหตุผลสำหรับสิ่งมีชีวิตนั้นอาจผิดธรรมชาติที่สุดแล้วดก็ได้

                วิวัฒนาการคืออะไร ตามที่เรารู้กันดี มันคือการดิ้นรนเพื่อให้รอดชีวิต แต่หากมองให้ลึกเข้าไป มันก็คือการพยายามก้าวเข้าไปสู่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด และด้วยความอยากเหล่านั้น จึงได้สร้างพลังของพระเจ้าขึ้น เหมือนกับจิตใต้สำนึกที่เราเดาไม่ออกว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

                วิทยศาสตร์ คงหมายถึง ความพยายามในการสร้างความสมบูรณ์แบบให้แก่สรรพสิ่งด้วยการนิยามของเราเอง แต่หากเรามองในมุมกลับกัน ที่แท้แล้วเราวนกลับมาที่เดิมอยู่ใช่ไหม ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีมนุษย์ก็ยังเข่นฆ่ากันเหมือนเดิม เปลี่ยนจากดาบ หิน ธนูมาเป็นปืน นิวเคลียร์ และการทำลายล้างที่กว้างขึ้นอย่างงั้นหรือ

                ...วิวัฒนาการทางความคิดของวกวนไม่มีที่สิ้นสุด? เราทำสำเนาของเราไปเรื่อยๆบิดเบือนไปตามกาลเวลา แปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลภายนอกซึ่งมากกว่าสมองจะบันทึกไวได้แล้วจึงส่งต่อๆไปเหมือนวิวัฒนาการของวิทยศาสตร์ที่ต่อยอดจากพันธุกรรมหรือสารเดิมนั่นเอง? และสัชชาตญาณซึ่งเคยทำให้เรารอดตายในกาลยุคเถื่อนนั้นทำให้ไม่มีทางที่มนุษย์จะหยุดเข่นฆ่ากันจริงๆหรือ? จุดสุดยอดของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาคือการสิ้นสุดของอารยธรรม?

                วูบหนึ่ง เขาคิดถึงถึงเหตุการณ์เดินทางแสนยาวไกลเมื่อวานนี้ ช่างแดกดันดีแท้ เมื่อถึงยอดเขา เพื่อนของเขาบอกว่าเรื่อแดงที่ล่ำลาวันเก่าบนยอดภูผาคือรางวัลของ ณ ปลายทางที่แสนคุ้มค่า แต่มันคืออะไรล่ะ แสงอาทิตย์อัสดงซึ่งย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้ม หรือคือความเหนื่อยและความยินดีบนยอดแห่งชัยชนะ มันเป็นความสวยงามและความสุข? เมื่อจบสิ้นวัน เมื่อเรากลับไป มันมีอะไรเหลืออยู่บ้าง มีรางวัลติดตัวเราบ้างไหม แล้วหากเป็นเส้นทางของชีวิต แล้วรางวัลของชีวิตคืออะไร

                ...สงสัยว่าเขาคงไม่อินบรรยากาศกับเพื่อนคนนั้นแน่ๆ

                แล้วเขาควรจะให้ คำนิยามกับคำว่า ความสมบูณร์แบบยังไง รางวัลของชีวิตยังไง แต่ถ้ามันมีคำตอบ คำตอบก็คงเป็นสิ่งเดียวกันกับตัวตนของ ศิลปะ ความรัก และคุณค่าของชีวิต นั่นก็คือ มันขึ้นอยู่กับรสนิยมของตัวบุคคล

                ถ้าเราเกิดมาจากที่เดียวกัน เลี้ยงดูมาเหมือนกัน เราก็คงคิดอ่านเหมือนกันทุกประการ ทฤษฏีว่าไว้แบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่เป็นอย่างงั้นเลย แม้ว่าฝาแฝดจะถูกเลี้ยงดูเหมือนกันเท่าใด ก็ยังพบถึงความไม่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด มันกลายเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ซึ่งในคำนามยิ่งใหญ่ก็คือ จิตวิญญาณ

                 เราต่างก็ต่างกัน นิยามคงต่างกัน รู้สึกก็คงต่างกัน

                 เขาลอยมาไกล ไกลจากความคิดใดๆอันเป็นบ่อเกิดแห่งความเดียวดาย บนภูเขาสูงพลังของธรรมชาตินั้นขับดันอะไรบางอย่างให้ผสานในสมองเขาอย่างช้าๆ บางที่เขาก็รูสึกเหมือนกับว่าใครบางคนพยายามยัดเยียดความคิดของเขาใส่สมองอันว่างเปล่าเหมือนกับนักเขียนในตัวละคร เป็นตัวละครที่ล่วงหล่นและถูกขืนใจ แต่เขาจะแคร์อะไร

                 เขาก็คือเขานี่...และเขาจะเดินไปในทางของเขาโดยแสร้งว่าหลับหูหลับตาไม่สนใจก็ได้

                 เขาจ้องมองไปยังหุบเหวอีกหน....แล้วคิดวกกลับไปเรื่อยเปื่อย

                 หากเราวิวัฒนาเพื่อความสมบูรณ์ที่ไม่มีจริง ตามหาสิ่งที่ไม่มั่นคง และอยู่กับคำนิยามของเราเอง บางทีเราอาจไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้ เราไม่ได้ปีนเขา ไม่ได้ล่วงหล่น และก็ไม่ได้ตามหาสิ่งใด

                 เมื่อเสียงในใจร่ำร้องจนทนไม่ไหว เขากรีดแขนด้วยเล็บของตัวเอง และความมืดก็กรีดตัวจากรอยกรีดนั้น และจู่ โจมเข้ามาหาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

                 แต่ไม่เป็นไรหรอก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เขาก็กำลังเดินอยู่ไม่ได้ล่วงหล่นไปไหน

                เวลายังหมุนต่อไป เราไม่อาจหยุดมันได้

                และก็เขารู้ดีว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             เขาไม่ได้เปิดตาอยู่แล้วนี่

 

 

 

 

 

 

.....รัตติกาลสีขาว

9/4/2551

 

++++++++

            สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันที่นักเรียนม.6ทุกคนกำลังตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเอง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน พูดถึงเรื่องที่เขียนดีกว่า อ่านเแล้วรู้สึกอย่างไงบ้างครับไม่ค่อยเหมือนเรื่องสั้นนะผมว่า มันเป็นการตกผลึกของหลายๆอย่างในเรียงความของผมด้วย ดังนั้นบางคนอ่านแล้วอาจรู้สึกแบบว่าซ้ำๆก็ได้ แต่ในทางกลับกันผมกับเน้นอีกแนวคิดหนึ่งที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงในตอนจบมากกว่า ซึ่งเป็นคติประจำใจของผมตอนนี้ไปโดยปริยาย หวังว่าคงเข้าใจมันนะครับ แต่ต่อให้ไม่เข้ายังไงๆผมก็คงอธิบาย(อาจ) ยาวๆในเอนทรี่หน้าล่ะครับ

            จริงๆแล้วผมกะจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ดาร์คๆที่แสนงดงาม แต่กลับกลายเป็นการระบายความรู้สึกซะแล้ว แหะๆ เอาเถอะครับ เรื่องนี้อาจไม่สนุกเท่าไร แต่สำหรับผมมันเป็นก้าวที่สำคัญในการตกผลึกความคิดของกระผมอย่างแน่นอน

                บางครั้งนักเขียน เขียนเรื่องบางเรื่องเพื่อตอบคำถามของตัวเขาเอง และผมก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น

 

               

                เรื่องที่แล้ว เอ่อ กำเนิดแต่สัตว์สองขา สำหรับผมแล้วมันทื่อเกินไปจริงๆแหละ แล้วก็อิงไปในแนวที่ว่าพยายามเขียนให้สนุก แต่สุดท้ายมันไม่ยักสนุกด้วย คงเพราะว่ามันวกกับไปเป็นคำถามที่ชวนปวดหัวแทน แต่ว่าความเรียบง่ายมันกลับดีตรงที่ว่าสื่อถึงคนได้อย่างเต็มที่...แต่ในตอนจบ ผมใช้วิธีสร้างความไม่ลงตัวในจิตใจเพื่อที้งเรื่องค้างๆคาในความคิดของคนอ่าน ช่วยให้มันน่าสนใจมากขึ้น และซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด ผมจะปล่อยเรื่องราวบางเรื่องไปกับกระแสความคิดก็แล้วกัน

                กำเนิดแต่สัตว์สองขา น่ะนะ เป็นเรื่องที่ผม พยายามสื่อถึงคำว่า "พวกที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ" กับ "พวกสัตว์ประเสริฐที่ต้องการเป็นสัตว์เดียรัจฉาน" แล้วก็รวมไปเป็นคำเดียวที่ว่า "ความเป็นสัตว์ และความเป็นมนุษย์นั่นเอง" อ่านแล้วอาจงงๆไปบ้าง แต่ก็น่าจะทำให้กระจ่างขึ้นอีกนิดนะครับ

 

                งานหนังสือเหรอครับ? ผมได้หนังสือมา 17 เล่ม 2 เล่มเป็นพวกบทความวิทยศาสตร์ (ไม่ผิดนี่ที่เด็กศิลป์สนุกกับการอ่านทฤษฏีควอตัม หรือ ทฤษฏีสติง ผมว่ามันสามารถเป็นจิตนาการที่สุดยอดได้นะครับ)อีก 2 เล่มเกี่ยวกับบทความทางด้านศิลปะ และความเห็นทางสังคมของนักปรัชญา มีนวนิยายสองสามเล่มหลุดโผมาด้วย แน่ล่ะครับผมแสวงหาความเถื่อนดิบในเรื่อง cell ของสตีเฟ่นคิง และกลับมาอ่าน แฮรี่เล่มเจ็ดด้วยความอยากเลือด(โหดไปไหม) ที่เหลือก็เป็นรวมเรื่องสั้นที่อดใจไว้รองานนี้โดยเฉพาะ (เป็นเวลาหนึ่งปี) อย่างเช่น เสียงเงียบ  ฉันดื่มพระอาทิตย์ ความว่าง เป็นต้น...อ้อลืมชินจังไปอีกเล่ม

            ถ้าอยู่ต่อผมว่า ผมได้มากกว่านี้อีกนะแหะๆ แต่ว่าอย่าเลยแค่นี้ก็อ่านไม่หวั่นไม่ไหวแล้ว(เงินตูก็ขาดกระเด็นด้วยเอิ๊กๆ)

 

                ยาวและ....ไม่คิดจะพูดคุยขนาดนี้นะเนี่ย ไว้เอนทรี่หน้าผมอาจเขียนบทความแทนเรื่องสั้น เพราะผมคิดว่า เรื่องที่ผมอยากเขียนมันตกผลึกไม่เพียงพอ ไม่มีแรงบันดาลใจให้กลายเป็นเรื่องๆหนึ่งได้ แต่ยังไงผมก็อยากแสดงความคิดเห็นนี้ออกมาจากปากมันเป็นเรื่องสัจธรรมของเด็กที่ผิดหวังในชีวิต และกำลังพยายามดิ้นรนต่อสู้ต่อไป

                ใครอ่านจนจบขอให้รวยให้แฟนสวยแฟนหล่อเน้อ (555) แล้วก็ใครเป็นหัวอกเด็กเอ็นแย่ๆก็อย่าไปกังวลกับมันมากมายนัก เรื่องบางเรื่องเรากำหนดมันไม่ได้ ปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา รอจังหวะ เมื่อถึงโอกาสหน้าในชีวิตช่วงอื่น (อาจช้าซักหน่อย) ตอนนั้นขอให้เตรียมตัวให้พร้อมให้ดีกว่านี้ล่ะกันครับ......เจอกันเอนทรี่หน้าคร้าบบบ

 

                ปล.เรื่องเขียนผิดน่ะครับ ผมพยายามแล้วจริงๆ อ่านหลายรอบด้วย แก้หลายที บางสำนวนผมตัดออก บางสำนวนผมเติมเข้าไป ทำให้ความรอบคอบไม่รอบเรื่องซักที ก็ขอโทษคนอารมณ์กำลังอินๆดันสะดุดกับเรื่องเขียนผิด ไว้วันหลังหาคนตรวจพรูฟสวยๆดีกว่า เอิ๊กๆ

รัตติกาลสีขาว 9/4/2551

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านจบครับ สาธุๆ ฮ่าๆ(ผสมโรงมุกด้วย ไม่ว่ากันเนอะครับ)

ในงานเขียนนี้ เห็นด้วยครับที่ว่าเป็นก้าวสำคัญในการตกผลึกในความคิด ชอบในความคิดที่ทรรศนะที่แทรกไปในเรื่อง เราต่างกำลังหาคำตอบให้ตัวเองล่ะนะครับ

ยินดีครับที่ได้เป็นเพื่อนบลอคกัน และยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและความคิดเห็นกัน

ผมชื่อออฟครับ เรียกอย่างนี้ก็ได้big smile
แง๊ววววววววววววววววววววววว

เอออออ!!!

มีรัตติกาลสีจมปูมะเนี่ย sad smile Hot!
อ่านจบค่ะเลยมารับพร big smile

ฉันมองว่างานเขียนชิ้นนี้ดูเหมือนบทความมากกว่าเรื่องสั้นนะ

เรื่องคำผิด ฉันเองทั้งที่ว่าก็อ่านทวนดีแล้วแต่ก็ยังมีอยู่เป็นประจำเลยค่ะ ไม่เป็นไรเนอะ ไว้ฉันเจอจะบอกคุณ
อย่างของวันนี้เจอหนึ่งคำค่ะ "เหลือไว้แต่เค้าโคลงอันสาบสูญ" น่าจะเป็น "เค้าโครง" หรือเปล่าคะ

เขียนดีอีกแล้วค่ะ ให้ Hot! เป็นรางวัล

ตามคนข้างบนมาอ่านค่ะ
เห็นแนะนำว่าดี
แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ

big smile


#4 By ไ พ ลิ น * (58.9.21.181) on 2008-04-11 21:24

เตรียมตัวรับแฟนหล่อ เพราะอ่านจบแล้ว confused smile

เมื่อความคิดตกผลึกได้อย่างลงตัว จะพบเพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่ง big smile

จะตามอ่านต่อนะคะ surprised smile

#5 By ~ N ~ on 2008-04-13 14:41

ลืมไป สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^^

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ
ขันน้ำ ดอกมะลิ

#6 By ~ N ~ on 2008-04-13 14:42