ลึกลงไปในของเล่น
posted on 06 Mar 2008 19:26 by crozzaxmoon in Moon-Hill
"...จงเล่นเสียเด็กน้อย.."
รุ่งเช้านี้อาบด้วยแสงจันทร์ ความสว่างยังคลืบคลานมาตามทางสีม่วง บอกเวลาของวันใหม่ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า แต่สำหรับฉันผู้ซึ่งมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งธรรมดานั้น กลับห่วงหาแต่วันพรุ่งที่ไม่อาจย้อนคืน
เราทั้งคู่จ้องมองกันด้วยความเข้าใจที่ลึกล้ำ เหมือนดั่งดาวที่เปลื่อยเปล่าในค่ำคืน เมื่อกำแพงแห่งความอดทนได้พังทลายลง เราทั้งคู่ก็เลอะเลือนไปจากความจริง มุ่งไปสู่จุดสุดยอดแห่งความรู้สึกที่ทอดยาวอยู่บนทางที่ไม่รู้จบของความไม่เข้าใจ
***
คุณเป็นศิลปิน อย่างน้อยคุณก็เรียกตัวเองเช่นนั้น ส่วนฉันเป็นเพียงหญิงสาวผู้ตามความฝันในมหาลัย เราพบกันครั้งแรกเมื่อคุณกำลังสงบจิตใจบนบรรยากาศของท้องฟ้า กับฉันที่รี่ไปเรียนโดยไม่มองไปข้างหน้า ทำให้อุบัติเหตุรักนั้นเหมือนดั่งนิยายน้ำเน่า
เราเรียกว่าความบังเอิญ คุณเรียกว่าพรหมลิขิต แต่ฉันกลับคิดว่าเป็นแค่โชคชะตา เราเจอกันอีกหลายหน จนฉันคิดว่าเป็นแผนของคุณ แต่จะทำไมล่ะ ในเมื่อคุณยอมทุ่มเทให้ฉันขนาดนี้ ฉันไม่สนหรอกว่าบนฟ้ากำหนดคุณมาหรือเปล่า ฉันเพียงแค่ขอความอบอุ่นในเวลาที่ฉันต้องการก็พอ
***
รสที่อิ่มด้วยหยาดชื้นของน้ำลาย พัวพันแทรกซ้อนลึกเข้าไปในริมฝีปากอย่างแผ่วเบา เราทั้งสองเคลื่อนตัวเข้าใกล้กันจนรู้สึกถึงลมหายใจของแต่ล่ะฝ่าย มือของคุณออบกอดร่างของฉันจนได้ยินเสียงหัวใจของเราทั้งคู่เต้นไปพร้อมกัน และเมื่อรอบแขนฉันคล้องเอวของคุณให้ชิดเข้ามา ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ไล่มาตามแดดจางๆตอนเช้า ก็พลันออบอุ้มเราไว้ให้เป็นเพียงสายลมที่กวัดแกว่งเพราะไร้ซึ่งหัวใจ
***
คุณเป็นจิตรกร ส่วนฉันอยากเป็นอัยการ เพราะฉันต้องการความมั่นคงในอนาคตที่ควบคู่ไปกับความสุขอันยิ่งใหญ่ที่มาจากการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม แต่คุณกลับอยากมีเวลาที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ มันแปลกนักสำหรับวิถีชีวิตที่เราทั้งสองไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร เหตุใดมันสามารถบรรจบกันได้
คุณบอกว่าฉันแปลก
ฉันต่างหากที่ว่าคุณแปลก
ทุกคนในโลกต่างก็ไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบกันทั้งนั้น แต่ศิลปินกลับมุ่งหาความเป็นตัวของตัวเอง มุ่งหาเอกภาพอันโดดเด่นซึ่งแปลกแยกจากบุคคลทั้งหลาย มันแทบไม่มีค่าเลยในความหมายของการร่ำรวย และมีอำนาจ หรือความสำเร็จที่ฉันมุ่งหวัง มีใครที่ไหนต้องการความเป็นของตัวเองบนที่ว่าความกันบ้างเหรอ
ฉันเคยถามคุณว่าศิลปะคืออะไร
คุณไม่ตอบ
คุณถามฉันกลับว่า ความรักคืออะไร
และฉันก็ไม่อาจตอบได้
แต่ฉันก็ได้ตระหนักแล้วว่า เรายังคงลุ่มหลงกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ยอมเดินบนทางที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายด้วยความคะนองแม้ว่าฉันฝันถึงชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ชีวิตที่เดินได้อย่างสบายใจ แต่ในทางที่ฉันเลือกมันกลับเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ฉันยอมรับเอง
โดยเฉพาะ...
ความรักครั้งนี้....
***
ชุดนอกของฉันล่วงหล่นไปตามลมเย็นที่ไล่เลียดผิวหนัง คุณปลดพันธนาการฉันให้เหลือแต่เพียงเรือนร่างที่เผยโฉมความแหว่งเว้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายในเงาที่สะท้อนประกายอยู่อย่างลับๆ ดวงตาของเรากระทำเพียงจ้องลึกเข้าไปในสิ่งที่กระเพื่อมออกมาจากอารมณ์ ซึ่งตกตะกอนอยู่ภายในเรือนร่าง
หลังจากนั้น คุณจึงใช้สัมผัสอันอบอุ่น ประโลมเล้าตามเส้นโค้งของจิตใจ เหมือนหยอกล้อลูกสุนัขอย่างแผ่วเบา
***
คุณขอย้ายมาอยู่กับฉัน ด้วยเหตุผลที่ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ คุณไม่เคยขออะไรเลยซักอย่าง ยกเว้นสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียว มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือ ไม่...ฉันไม่รู้หรอก มันเป็นการกระทำที่แปลกประหลาดสำหรับคนยุคโบราณ แต่สำหรับเราแล้วมันกลับเป็นแค่แบบทดสอบกระมัง
เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เริ่มมองเห็นความขัดแย้งและจุดร่วมกันมากขึ้น จนเราแทบไม่มีความไม่เข้าใจในอิริยาบทของแต่ล่ะฝ่าย ถึงจะเป็นเช่นนั้น ฉันก็ยังสงสัยอยู่ลึกๆว่า ฉันได้ทำแบบทดสอบที่ตรงกับฉันรึเปล่า มันก็เหมือนกับหาคำตอบให้กับเส้นทางของเรา แม้ว่าฉันใช้ความพยายามมากมายในการหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆเท่าไร มันก็เหมือนกับว่าไม่มีจริงมากขึ้นเท่านั้น
แล้วฉันต้องการอะไรจากคุณแน่ๆอย่างงั้นเหรอ?
ฉันจำได้ดีถึงวันที่ไปรับคุณจากอพาร์แมนท์แห่งหนึ่ง แน่นอนฉันจำภาพแห่งความเศร้าโศกอันติดตรึงใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเดินมาส่งคุณได้ดี ทั้งยังได้ยินเสียงของน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเธอซึ่งบรรเลงไว้เพียงแต่ความผิดหวัง
ฉันไม่ถามอดีตของคุณ ไม่คิดเจ้าไปพัวพันแรงบันดาลใจซึ่งคุณได้เหยียบไว้แม่แต่น้อย ยามที่คุณจะเล่าฉันก็คงได้ยินมันเอง และยามที่คุณต้องการคนรับฟัง ฉันก็จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เฉกเช่นความอบอุ่นที่ไม่เคยหยุดกอดฉัน
คุณว่าฉันแปลก แปลกที่ไม่สนใจอดีต ไม่เหมือนผู้หญิงที่เขาเคยคบ
แต่ฉันว่าคุณน่ะซิที่แปลก แปลกที่คิดว่า ผู้หญิงเหมือนๆกันหมด ...คุณเป็นศิลปินนะ! คุณน่าจะเข้าใจจุดนี้ดี
***
คุณเคลื่อนตัวไปในทุกซอกทุกมุมของตัวฉัน แล้วจึงใช้สองมือปลดปราการด่านสุดท้ายของฉันออกไป พร้อมกันนั้นฉันก็รูดกางเกงตัวกระจ้อยของคุณ เผยให้เห็นเพียงชั้นในอันว่างเปล่าของเราทั้งคู่
การจุมพิตที่รุนแรงสลับกับจังหวะที่แสนอ่อนหวานกระจายไปทั่วความรู้สึก ความเยือกเย็นของอารมณ์เหนี่ยวนำให้ฉันตกลงไปอยู่ในเสียงบรรเลงของเปียนโนของบุคคลนิรนาม ที่ใช้นิ้วได้ชำนาญดั่งคลื่นทะลที่เปลี่ยวไหวเพราะความสงบเงียบ
***
"กิ๊กมีแฟนใหม่แล้วเหรอวะ ตะก่อนกูยังเล่นกับมันที่ห้องนอนทุกวันเลย" เพื่อนของคุณพูดเหมือนไม่ได้สนใจฉันแม้แต่น้อย บนร้านเหล้าที่เต็มไปด้วยสีและเพลงบรรเลงเงียบ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องพาตัวเองมากับคุณ
"มันคงเล่นกันเหมือนกู ตอนนั้นทุกวันแหงๆ "เพื่อนคนเดิมพูดขึ้นอีก ยกแก้วขึ้นชี้ไปทางผู้หญิงหน้าตาสละสวยคนหนึ่งที่หันหลังให้กับกลุ่มของเรา
ณ ที่นี้เวลานี้ เพื่อนของคุณช่างแตกต่างจากที่ฉันคิด พวกเขาไม่เหมือนกับนักค้นหาความสันติภาพ หรือ ปรัชญาอันปราดเปรื่องแต่อย่างใด เหมือนมันบอกฉันอยู่ลึกๆว่า จริงๆแล้วรูปลักษณ์ของสัจนิรันดิ์ ก็คือคุณธรรมที่เหม็นคาว แต่ก็พูดไปคนพวกนี้อาจเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่หลงมัวเมากับของเล่นบางอย่างก็ได้ ของเล่นอย่างเช่น เหล้า บุหรี่ ศิลปะ เงิน เสียงเพลง และความรัก
แล้วบนโลกที่ยิ่งใหญ่นี้ อะไรคือสิ่งจริงจังกันแน่
"รักมันก็แค่ อารมณชั่ววูบ เป็นเพียงความสัมพันธุ์ที่ก่อขึ้นจากกิเลศและตัณหา ผสมปนเปกับกับความไม่เข้าใจ จนเกิดเป็นสิ่งจอมปลอมอันยิ่งใหญ่ รักแท้ก็คือมิตรแท้ หากเป็นเช่นนั้น ความรักต่างก็เป็นเพียงแค่ ความลุ่มหลง " คำพูดปิดท้ายของศิลปินตัวแสบคนนั้นดังก้องในหูของฉันโดยตลอดแม้ว่าฉันจะหัวเสียและวิ่งออกมาก็ตาม
คุณตามฉันออกมา แม้ว่าฉันจะทำกริยาเลวทรามแบบนั้น คุณก็ยังหมือนกับลมอุ่นๆที่พัดมาเสมอ
***
คุณนอนราบกับพื้นเตียง ให้แสงสะท้อนของเช้านี้ บดบังเรือนร่างของฉันจนหมด ความเชื่องช้าที่บรรจงเลียดไล่ผิวของคุณ กระสันซ่านความรู้สึกให้กระเด็นไปแสนไกลจนยากจะควบคุม และมองเห็น
คุณปล่อยให้ฉันกระทำ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนแห่งอารมณ์ ที่คุณบอกฉันไว้ว่าเป็น ตัวตนของศิลปะ
***
คุณกระทำทุกอย่างเหมือนเดิม เหมือนที่ฉันต้องการ ฉันเริ่มโหวกแหวกโวยวาย พาลเอาเรื่องนี้ผสมกับเรื่องนี้ เอาความเละเทะแหลกลาญที่พบเจอในชีวิตของเราทั้งคู่ขึ้นมาจากหลุมศพแห่งการให้อภัย แต่คุณก็นิ่งเฉย ปล่อยให้ฟืนไฟนั้นมอดไหม้เพราะกาลเวลา ในที่สุดฉันก็ด่าเพื่อนคุณ ด่าความไม่เข้าใจในรสนิยมของเขา และค่านิยมความรักที่สกปรก แม้จะเห็นด้วยว่าความสัมพันธุ์ทางกายมันไม่ใช่ความรัก
และเมื่อฉันหยุด สามลมอ่อนๆในลมปากของคุณก็พัดโชยอย่างแฉ่มช้า และแล้วความอบอุ่นก็ได้เลื่อนไหลออบกอดตัวฉันไว้ลึกจนมองไม่เห็นแม้กระทั่งตนเอง
***
เพียงพอแต่เวลาที่ผ่านพ้น ฉันเหม่อมองข้างหน้าอย่างไร้ความรู้สึก แต่ก็ยังเห็นแสงไฟสั่นไหวอยู่ลึกไปในหัวใจ ฉันพักร่างกายอาบเหงื่อแห่งตัณหา ปล่อยผ่านความเป็นตนเองไปบนพื้นเตียง แต่คุณยังไม่หยุด สายตาสีดำสนิทจ้องลึกไปในเรือนร่างทั้งหมดของฉัน จนเมื่อไม่มีสัญญาณห้ามใดๆ คุณก็เริ่มต้นความร้ายกาจอันน่าพิศวงของคุณอีกหน
***
คุณว่าทำไมฉันต้องโกรธแทนผู้หญิงคนนั้น ทำไมฉันต้องโกรธแทนผู้หญิงทั้งโลก เรื่องพวกนี้มันเป็นแค่สิ่งที่แปลกประหลาดของความรู้สึกเท่านั้น เรื่องความรักน่ะมันแค่ต่างกันเพราะมุมมองและรสนิยม เนื้อแท้มันก็เหมือนๆกันหมด ไม่จำเป็นต้องเข้าใจมัน แค่รู้ว่าเราสร้างมันและเชื่อมั่นกับมันได้ก็พอ
"แล้วสำหรับคุณ ความรักคืออะไร ในอุดมคติอันแสนวิเศษของคุณ อะไรคือความสัมพันธุ์ทางกาย ทางใจ และอารมณ์ มันแตกต่างกันบ้างไหม"
คุณว่า ฉันว่าแปลกอีกครั้ง ไม่มีใครสนใจความหายที่แตกต่างกันไปแต่ละบุคคลหรอก จะมีก็แต่คนที่หาคำนิยามต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น พวกเราไขว่คว้าหาความจริงเพียงเพื่อบอกว่าเรายืนอยู่ ณ จุดใดของสังคมต่างหาก ทั้งมันยังเป็นเครื่องมือที่ใช้บอกความเป็นบริบูรณ์ของตัวตนเราเองอีกด้วย สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ คุณ ผม คนอื่นๆ คือ คุณค่า ความช่วยเหลือ และความสุขจากสิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจเสียมากกว่า แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอที่เราจะพูดว่า รักใครซักคน
"แล้วแบบนี้มันจะต่างอะไรกับ...."
คุณพูดขัดฉันต่อว่า แล้วฉันจะยังดึงดันให้คนรอบข้างเดินไปในเส้นทางของฉันทำไม ในเมื่อทุกคนก็มีเส้นทางของตัวเอง
แต่ฉันไม่ได้บอกให้คุณเดินมาหา แต่บอกให้คุณเข้าใจ
คุณพูดต่ออย่าช้าๆ ถามฉันว่ารู้รึเปล่าว่าไอ้ต้นน่ะ แทบเป็นแทบตายตอนที่ถูกทิ้ง ฉันน่ะคงไม่รู้ใช่ไหมว่า มันโดนหักอก
เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยต่อไปว่า ความรักมันก็เหมือนงานศิลป์ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ รสนิยม มุมมอง การตีค่า ที่สุดแล้วอะไรๆก็ตามไม่ว่าความสัมพันธ์จะเกิดในรูปแบบไหนอย่างไร มันก็สามารถเป็นรักแท้ได้ทั้งหมด เพราะมันไม่เคยมีอะไรผิดหรือเข้าใจได้อย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกัน เมื่อได้รับความจริงอันแสนงดงามหรืออัปลักษ์ของความรักแล้ว ถ้าเจอความถูกต้องที่ขัดแย้งกันเอง ฉันจะมีความสุขเหรอ
ฉันรู้ ฉันเข้าใจมันหมดทุกอย่าง สิ่งที่คุณพูดมาก็เหมือนบอกให้เด็กตั้งใจเรียน แม้รู้ว่ามันดีแก่เขาแต่ตัวเด็กเองก็ไม่อาจบังคบตัวเองให้เรียนได้...ทุกๆคนต่างก็อย่างไขว่คว้าความจริง ตามค่านิยมแห่งเหตุผล
ความไม่รู้คือ ลาภอันประเสิฐ ที่รัก การกระทำเพื่อสร้างงานศิลป์นั้นมีวัตถุดิบคือ การตกตะกอนของอารมณ์ และจินตนาการอันรวมเป็นแนวคิดจนสะท้อนออกมาเหลือแต่รูปร่าง ความรักไม่อาจเป็นงานศิลป์ได้ แต่ศิลปะมันอาจมาจากความรักได้ แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องรู้จักที่มาของศิลปะ แค่เราสัมผัสสิ่งที่แฝงอยู่ในเนื้อหา การตวัดลงสี กวีบทและท่วงทำนองเพลงในนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะรับรู้ ความลึกลับในสิ่งเหล่านั้นคือเสนห์อันสูงสุดของตัวตน
ฉันเงียบ นิ่ง ปล่อยให้แสงไฟส่องทางโดยไม่สนใจความติดฉันอีกแล้ว ตอนนั้นทำได้แค่เพียงพยายามทบทวนว่า มันเป็นเช่นนั้นหรอกหรือ เราแค่รู้เปลือกมันก็เพียงพอแล้วใช่ไหม สิ่งใดแฝงอยู่ในศิลปะจากความรักบ้างหนอ สำหรับเด็กเล็กๆแล้ว อะไรก็ตามที่สร้างความสนุกสุขได้ เราเรียกมันว่าของเล่น เราเรียกโดยไม่สนว่ามันจะเป็นยังไง จากไหนยังไง สร้างมาได้ยังไง แค่เรียนรู้ที่จะปกป้องก็พอ...แบบนั้นหรือ
***
ฉันปล่อยให้ร่างกายไปตามจังหวะ ที่ดุดันและอ่อนโยน ราวกับจิตรกรป้ายแต้มผืนผ้าใบอันขาวสะอาดของพวกเขา คุณค่อยๆละเลียดบรรจงรายละเอียดเล็กๆบนรูปภาพอย่างประณีต ให้ร่างทั้งสองของเราผสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้กำลังของอารมณ์ระเบิดออกมากับเสียงเอื่อยครางของฉัน พร้อมกับสิ่งที่อัดอั้นนั้นก็ได้พลุ่งพล่านจนรุนแรงกว่าความโกรธใดๆ
จังหวะเร้าร้อนนั้นกนะชั้นชิดหัวใจอันอ่อนแอของฉันเข้าไปเรื่อยๆ และเมื่อจิตฉันหลุดหายไปกับเปลือกอันแสนว่างเปล่า เสียงบรรเลงของจังหวะหลากหลายก็พรั่งพรูออกมาจากลำท่อนที่บ้าคลั่ง ซึ่งไหวกระเพื่อมทั่วร่างกายประหนึ่งเสพสมอณูเนื้อได้อย่างเข้าถึง สุดท้ายเมื่อความรัวเร็วของสำนึกในตัณหาหลุดหายไป ทุกอย่างก็ถูกกระชากสู่ความสุขที่แปลกประหลาด และในปลายทางครั้งนี้ฉันไม่ต้องการเหตุผล
จิตสำนึกที่ล้อเล่นกับดวงดาวอยู่เมื่อครู่ กลับสู่ความไม่รู้สึกอีกหน
เหมือนว่าฉัน กลายเป็นงานภาพเขียน ของคุณไปเสียแล้ว
ความเลื่อนลอยค่อยๆคืนกลับมาสู่ถิ่นเก่า ไออุ่นแผ่วๆของลมหายใจไม่อยู่ที่ใดของความรู้สึก ทุกอย่างล้วนกลับมาสู่ความเป็นจริง เหมือนความฝันที่หลุดลอยไปห่างไกลจนไม่มีอะไรเหลืออยู่ คุณเคลื่อนตัวจากงานศิลปะ...จากเรือนร่างอารมณ์แห่งคุณ...จากร่างเปลือยของฉันเอง ไปห่างจากมันซึ่งสร้างจากความรักที่บิดเบี้ยวและแปลกแยก
ฉันไม่เคยโหยหาความรัก ทั้งยังไม่เคยพบปัญหาในชีวิต ฉันแค่เป็นฉัน เหมือนดั่งที่คุณเป็นแค่คุณ เราทั้งสองต่างก็มีความเข้าใจที่ไม่เหมือนใคร ดั่งศิลปะอันเป็นเอกภาพของปัจเจกชน
แม้ว่าฉันรู้ ฉันเข้าใจ และได้ยินเสียงแตกหักอยู่เสมอๆ แต่ทำไมสายลมโชยอุ่นตลอดเวลานะ
คุณบอกว่าฉันแปลก แปลกที่เก็บของให้คุณ เหมือนกับรู้จักความห่างเหินและผู้ชายอย่างคุณดีเกินไป
ฉันได้แต่ยิ้มบนเตียงนอนนี้ คิดเสียว่าเป็นคำชมจากคุณ คุณกำลังไปจากฉันแล้ว แม้ว่าฉันอาจมีน้ำตา อาจมีความเจ็บปวดแทบเป็นแทบตายอย่างไร ฉันก็จะไม่ไปส่งคุณ จะไม่มีวันออกไปหาใครคนนั้นของคุณ เพราะคุณมันก็แค่สายลมของเล่นที่พังไปแล้วสำหรับฉัน....
....เราสองคนคืออะไร
....ความรักคืออะไร
....ศิลปะคืออะไร
....อามรณ์คืออะไร
....ความรู้สึกคืออะไร
...อะไรให้ความสุขได้บ้างหรือ
เรื่องแท้จริงเหล่านี้.....ช่างมันเหอะ
มันก็แค่ของเล่น
....
..
.
Crozzax
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อีโรติครึเปล่าครับ ? ไม่ได้เขียนนานแล้ว(แผล่บ)หลายๆคนที่เคยเขียนก็จะรู้ว่าเขียนยาก ยากตรงที่ว่าถ้าทำไม่ดีมันจะกลายเป็นลามกอนาจารไปเลย เรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับคนอ่านซะด้วยซิ คิดว่าเป็นไงครับเรื่องสั้นอันนี้?
จริงๆผมกะจะไม่เขียนท่อนสุดท้ายด้วยซ้ำ แต่กลัวคนอ่านจะไม่เข้าใจ...เอาเป็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องตีความล่ะครับ เหอๆ และก็ไม่เหมือนเรื่องสั้นแบบที่มีเนื้อเรื่องที่ง่ายๆแหะ
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรชอบยัดคำแนวคิดพูดใส่ตัวละคร ปกติผมชอบอ่านเรื่องสั้นประเภทปล่อยให้คนคิดเองเสียมากกว่า สงสัยติดใจเรื่องเส้นชัยในอุดมคติ
เอ...แต่เรื่องนี้เป็นแบบไหนกันแน่นะ คงเป็นประเภทอ่านเหมือนจะรู้แต่ไม่รู้ล่ะมั้ง 555+
เอนทรี่ที่แล้ว แสงปลอมของปลายทาง มันได้ขึ้นHot ครั้งแรกในชีวิตของผมเลยนะนั่น
จริงๆเรื่องนี้มันเริ่มตอนผมอายุได้ 5-8ขวบมั้งตอนได้ยินคำสอนของพระเจ้าที่ว่า "ความจริงคือความไม่จริง และความไม่จริงก็คือความจริง"ยอมรับว่าสมัยนั้นไม่เข้าใจอย่างรุนแรง ถามใครๆ ก็บอกว่า ทุกอย่างนั้นไม่เที่ยง ก็คือพระพุทธเจ้าสอนให้เราปล่อยวาง แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ไม่ใช่ตรงปล่อยวาง หรือความไม่เที่ยง แต่เป็นอะไรซักอย่างที่คุกกรุ่นแปลกๆ
หน้าขำ ผมใช้เวลา 10 ปีถึงจะเรียนรู้ประโยคนี้ได้จนหมด(รึเปล่าก็ไม่รู้)
และเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกเขียน ออกมาเป็นเอนทรี่นั้น
ดังนั้นผมจะไม่บอกก็แล้วกันว่ามันคืออะไรบ้าง ปล่อยให้มันลุ่มลึกไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว อีกอย่างผมอายุยังน้อยนัก ยังต้องผ่านประสบการณ์อีกเยอะ
ขอบคุณทุกคอมเม๊น ทั้งครั้งที่แล้วและครั้งนี้ ขอบคุณคนที่กดดราก้อนบอลให้ด้วย อิอิ
ปล. คุณ ปิงกรู ครับ ไอ้ทำบุญน่ะทำได้ แต่ไม่รู้จะส่ง tag ใดให้ใครดี อ่ะครับ
ผมชอบตอนจบอะที่ก็กลับมมาถามกันอีกว่า
....เราสองคนคืออะไร
....ความรักคืออะไร
....ศิลปะคืออะไร
....อามรณ์คืออะไร
....ความรู้สึกคืออะไร
...อะไรให้ความสุขได้บ้างหรือ
จะรอผลงานต่อไปน่ะฮะ
#1 By Kurei on 2008-03-06 20:55