เส้นชัยในอุดมคติ
posted on 10 Feb 2008 21:10 by crozzaxmoon in my-Hill
ผืนผ้าม่วงคล้ำของความเหงากระจายตัวประปายกับแดดอ่อนๆบนผืนฟ้ายามเช้า ผู้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน พระอาทิตย์ปลุกตัวเองจากการพักผ่อน ก้าวผ่านขอบฟ้าอย่างแผ่วเบาเพื่อต่อเติมกาลเวลาให้ครบท่วงทำนอง
งานวิ่งโรงเรียนก็ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับฉากแห่งการเริ่มต้นนี้
"ไหง มึงมานั่งตรงนี้ฟะ"
"กุพักนิดหน่อย"
"สมน้ำหน้า อยากวิ่งเร็วนักตอนเริ่มต้น"
"ชักท้อแล้วว่ะ โคตรไกลเลย ใครใช้ให้ไกลแบบนี้วะ แถมขากุยังเจ็บสัดๆ"
"อะไรกันนักกันหนา กะอีแค่วิ่งสิบโล"
"ที่ต้องทำคือวิ่งใช่มั๊ย"
"เออ"
"วิ่งอย่างเดียวมันจะถึงเส้นชัยเหรอวะ"
"เออ มันก็อยู่สุดปลายทางใช่มั๊ยเล่า วิ่งไปเรื่อยๆเดียวก็ถึง ไม่เห็นต้องรีบร้อนเหมือนเอ็งเลย"
"สาด ไมวะกุก็อยากให้มันจบเร็วๆนี่หว่า อ้าวเห้ยแผลนั่นอะไรวะไหนวิ่งช้าแล้วยังหกล้ม บ้าป่าว"
"นั่นน่ะ รสชาติแห่งชีวิต เดี๋ยวเดียวมันก็หาย"
"ทำปากกล้านักนะมึง แล้วจะไปยังเนี่ย ไม่ต้องรอกุหรอก"
"นั่งพักแป๊บนึงกะมึงล่ะกัน"
"ไม่ต้องเลยอยากพักใช่มั๊ยล่ะ"
"เออซิ วิ่งติดต่อๆกัน แม่งก็ต้องพักบ้างซิวะ ใครจะแบกความเหนื่อยไว้บนบ่าตลอดเวลา เดี๋ยวล้มลงเจ็บกว่าเดิม"
"เห้อ....กุว่า กุรอให้รถพยาบาลมารับดีกว่า 555+ ได้เหรียญของโรงเรียนเหมือนกัน"
"รถพยาบาลมันที่สำหรับ คนที่ไปไม่ถึงจริงๆเว้ย ตรงนั้นจะมีแต่คนที่ไม่ต้องการ และก็คนตาย แล้วในกรณีอย่างมึงน่ะ กุเรียกว่า คนตาย"
"อ้าวเห้ย แล้วแกเหอะ จะรีบร้อนไปทำไมกัน ไหนบอกว่าไปเรื่อยเดี๋ยวก็ถึง"
"ถ้าอยากจะชนะ ก็ต้องทุ่มทั้งกายและใจซิวะ"
"ชัยชนะ...มึงบ้ารึป่าว คนเก่งๆจริงๆ พวกมืออาชีพน่ะ เม่งเลยไปหมดแล้ว"
"กุกำลังแข่งกับตัวเองอยู่เว้ย"
"ทำเป็นการ์ตูนกีฬาไปได้ ถามจริงเหอะแกรู้รึป่าวว่า แข่งกับตัวเองเปนยังไง"
"ใจบอกว่าเหนื่อยให้หยุด และก็ท้อแท้จนคิดจะขึ้นรถพยาบาล นั่นน่ะเขาเรียกว่า ความพ่ายแพ้ของแท้เลย"
"มึงยังเหน็บกุนะเนี่ย แล้วการชนะล่ะ"
"อืม อันที่จริง มันก็คือ การเข้าเส้นชัยล่ะมั้ง กุว่าการวิ่งมาราทอนน่ะ ทุกคนที่ไปถึงเส้นชัย ชนะทุกคน"
"ทำเป็นพระเอกการ์ตูนตัวจริงเลยนะมึง"
"ก็แกมันตายไปแล้วนี่"
"ฮ่าๆ จริงจังมากนักนะมึงเนี่ย รางวัลมันสำคัญมากเลยเหรอ"
"กุไม่รุว่ะ จะสำคัญไม่สำคัญ ตอนนี้กุก็วิ่งออกมาแล้ว"
"เห้อ มึงนี้ดีจังนะ แข้มแข็งเหลือเกิน กุยังไม่รู้เลยว่าจะเข้าเรียนคณะอะไรดี"
"ไหงลากเข้าเรื่องนี้ฟะ"
"สาดเอ๊ย ถ้ากุเลือกจะเข้าหมอ วิศวะได้คงไม่ลำบากมาเถียงพ่อเถียงแม่แบบนี้หรอก พอสับสนมากๆ ไปหาอ่านคู่มือชีวิต หรือดูพวกประสบความสำเร็จของศิลปิน เม่งก็บอกให้กุทำตามความฝันของกุ แล้วก็ถามกุว่าชีวิตกุเป็นของใคร"
"แล้วมันเป็นของใครล่ะ"
"นั่นน่ะ ยิ่งทำให้กุสับสนแบบบสุดขั้ว พ่อแม่เลี้ยงมึงตั้งแต่ยังเด็ก ส่งเสียเงินทองมากมาย แถมไม่มีใครหวังดีเท่าพวกเขาอีกแล้วด้วย การสอบentสำหรับกุอาจเป็นแค่การตอบแทนคุณก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ตามที่กุได้อ่านมาชีวิตของคนที่ไม่ได้เลือกชีวิตตามที่ตัวเองคิด ก็คือความทุกข์ทนที่ได้รับตลอดเวลา แบบนี้กุควรจะทำยังไงดีฟะ ในเมื่อพวกนั้นต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าย้อนกลับไปได้ก็เลือกอีกแบบหนึ่ง ศิลปินทุกคนก็บอกให้เลือกในสิ่งที่หัวใจต้องการ เชี่ย ส่วนพ่อแม่บอกกุว่า พอมีเงินแล้วค่อยตามล่าความฝันก็ได้"
"ไอ้สาด ร่ายซะยาว แถมงงๆอีกต่างหาก เดวกูแยกประเด็นล่ะกัน"
"เอาล่ะ กุถามมึงก่อนว่า ชีวิตมึงต้องการอะไร ไม่ๆ...ยากเกิน กุยังตอบไม่ได้เลย กุถามมึงล่ะกันว่า ความมั่นคงคืออะไร"
"เงิน อำนาจ ความสมบูรณ์แบบ..."
"ที่ไม่เคยมีจริง กุก็สับสนพอกันกับมึงนั่นแหละ กุก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมใครต่อใครจึงแสวงหาความมั่นคงในอนาคตที่มันหาความแน่นอนไม่ได้ ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลยว่าทำไมๆใครต่อใครจึงต้องการความสุขในการไขว่คว้า"
"ความฝันมันสวยงามไงล่ะ"
"ถ้ามึงคิดได้ยังงั้น ทำไมมึงไม่ทำตามความฝันของตัวเอง อยากเป็นนักดนตรีใช่มั๊ย"
"..."
"แต่ถ้ามึงมีความสุขกะการรับ กับการมีเงิน ความมั่นคงที่จอมปลอม มึงก็แค้เลือกทางที่คิดว่า "หาเงิน"ได้เยอะสุดๆโดยไม่สนความอึดอัดใจ กุว่าทุกๆทางประสบความสำเร็จได้หมดนั่นแหละ แล้วโอกาสมันก็เท่าๆกันด้วย แต่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันมีทางที่มั่นคงที่สุดต่างหากเล่า"
"ดูอย่าง คู่นั้นซิฟะ ที่เพิ่งวิ่งผ่านเราไป ทั้งสองคนอาจมีความสุขกับความรัก ใครจะรู้ ในเส้นทางความฝันของสองคนนั่นอาจเป็นต้องการเพียงรักแท้ก็ได้ การมีเงินก็เพียงเพื่อทำความรักให้สมหวัง การมีชีวิตอยู่ยืนยาวอาจเป็นเหตุผลที่เขาสองคนต้องการเงินก็ได้ ใครจะรู้"
"งั้นเหรอ แต่กุไม่เข้าใจว่าทำไมเแม่งเลือกผู้หญิงไร้ทรวดทรงแบบนั้น"
"เอ่อ กุก็ชอบสาวแว่นนะ ...เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับคนอีกนั่นแหละเหมือนกันเลยกับเส้นทางชีวิต"
"มันขึ้นอยู่กับรสนิยม แนวความคิด และอื่นๆอีกเยอะ เหมือนกับกุที่ไม่เข้าใจถึงความฝันของตำรวจ และทหาร"
"เหมือนกับกุที่ไม่เข้าใจ ทำไมมึงอยากเป็นนักเขียน"
"เอ่อ ซิ มันไม่เหมือนกัน ชีวิตใครชีวิตมัน ศิลปินเขาก็พูดให้มึงลงมือทำ ไม่ใช่ให้ทำตามเขา"
"งั้นเหรอ"
"ถ้ามึงจะเลือกทำตามพ่อแม่จนมีแต่ชีวิตที่อึดอัด ก็เป็นเรื่องที่มึงเลือกเอง ดังนั้นมึงก็อย่ามาโทษนู่นโทษนี่ อย่ามาประกาศให้โลกรู้ว่ายามที่แกท้อแท้ และหมดหวัง ว่าพ่อแม่รังแกมึง"
"..."
"เหมือนกัน ถ้ามึงเลือกชีวิตนักดนตรีจนตกอับ กลายเป็นนักร้องตกกระป๋อง มึงก็ต้องห้ามเสียใจที่หลังเพราะมึงเป็นฝ่ายเลือกเอง"
"..."
"ไม่รู้นะ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับวิถีชีวิตของกู คือการที่เชื่อว่า...."
"..คติประจำใจมึงเหรอ"
"เราทุกคนต่างก็เดินบนลายมือของเราเอง บนฝ่ามือของมึง มึงเป็นคนเขียน"
"..."
"เรื่องโชคดีโชคร้าย มันก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม"
"จะลากเข้าเรื่องศาสนาต่อเลยเรอะ"
"เอาเหอะ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของอนาคตไม่มีใครคาดเดาได้ กุถึงบอกมึงไงไม่ว่าในทฤษดีของความน่าจะเป็น โอกาสจะน้อยแค่ไหน มันก็เกิดขึ้นได้เท่าๆกัน เพราะว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะมันเป็นสิ่งที่มึงทำไว้แล้วในอดีต"
"..."
"สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือมึงต้องวิ่ง สัด กุคุยกะมึงมากเกินไปแล้ว"
"เชี่ย พักอีกหน่อยเหอะ รับรองกุไปกะมึงแน่"
"ไม่รอรถพยาบาลแล้วเหรอวะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า กุไม่เลือกจะรอรถพยาบาลแล้วว่ะ เพราะกุไม่เลือกมัน"
"หึ จำไว้เสมอนะมึง สิ่งสำคัญในการแข่งมาราทอนก็คือ วิ่งไปเรื่อยๆ"
"พูดหยั่งกะชอบแข่งวิ่งมาราทอน"
"เปล่า กุอ่านจากหนังสือการ์ตูน"
"..."
"ถ้าไม่อยากเป็นคนตายก็รีบตามมา"
"เห้ย กุไปอยู่แล้วน่า ไม่สายไปหรอก"
"เวลาผ่านไปเรื่อยๆนะมึง เชี่ย ถ้าจนรถพยาบาลมาถึง เดี๋ยวมึงก็เลิกวิ่งอีก ไป ไปได้แล้ว"
ผืนผ้าสีม่วงค่อยๆจางหายไปไม่หลงเหลือหลืบเงาแห่งความว่างเปล่าไว้แม้แต่น้อย แสงขาวสีอ่อนขับไล่ความเหงาบนฝืนฟ้าจนหมดแล้วจึงออบกอดทุกอย่างไว้ด้วยความอบอุ่น ดวงอาทิตย์ไต่ขึ้นขอบฟ้า ทักทายดวงจันทร์ที่กำลังจะหายไป ซึ่งทั้งสองต่างก็มองดูเหล่าปถุชน สร้างเส้นชัยในอุดมคติของตนเอง
....แม้มันจะไม่มีปลายทางที่แท้จริงก็ตาม....
Crozzax(ขออภัยในความภาษาที่ดูออกจะห่ามและขาดการแก้ไข)
จากการเขียนเรื่องใหม่จากแนวคิด วิ่งมาราธอนปัญหาชีวิต ....เห้ยมันโดนลบไปแล้วนี่ T-T
++++++++++++++++++++++++++++++++++
หวาดดีคร้าบการเขียนเรื่องสั้นครั้งนี้ ก็เป็นการเขียนตอบคำถามตัวเองเสียมากกว่า และก็เอาผลงานเก่าๆที่เขียนเฉพาะแนวคิดไว้มารีเม๊กให้มันน่ากลับไปอ่านด้วยล่ะครับ เหอๆ
เรื่องนี้อ่ะนะครับ ตอนแรกกะใจให้ขี่จักรยานคุยกะผู้หญิงที่วิ่งกลับบ้านทุกวันเสียมากกว่า แต่คิดไปคิดมา โว้ย!ขี้เกียจให้ตัวละครสื่อความรู้สึกเว้ยยยยย! ก็เลยเขียนออกมาเหมือนเพื่อนคุยกันระหว่างทางแข่งขันมิ่งมาราทอน แล้วก็แทนที่จะให้ตัวละครสื่อทางกริยา ผมก็โต้งๆใส่ปากมันไปเลย ทำให้งานเขียนนี้ ค่อนข้างจะเหมือนอ่านแนวคิดเลยก็ว่าได้ แต่ในทางกลับกันคนอ่านจะแปลสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ทุกตัวรึเปล่าเอ่ย? เช่น รถพยาบาล คือ ? เหรียญคือ? การวิ่งคือ?
คุณ ชีวิตสำมะหาอันใด ปกติผมเป็นคนที่เขียนเรื่องสั้นที่กึ่งง่ายกึ่งยาก(เพราะมันยังไม่บรรลุถึงขั้นอ่านยากซํกที เหอๆ จะพยายามต่อปาย)แต่เรื่อง นิทาน:ข้างๆความฝัน ผมเขียนโดยเน้นให้คนอ่านธรรมดาๆเข้าใจได้ง่าย ก็เลยเขียนออกมาในรูปของนิทาน และก็เขียนข้อคิดกำกับไว้ เพื่อให้คนอ่านที่เข้าใจในระดับหนึ่งนั้นประทับใจด้วย ปกติเวลาอ่านเรื่องสั้น ผมก็อ่านแบบตีความ กับเอาเนื้อเรื่อง เพื่อได้อรรถรส 2 ชั้น เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่จะอ่านแค่ชั้นเดียว ส่วนชั้นสองจะเก็บไว้อ่านเรื่องที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ (เปรียบได้กับการดูหนัง เวลาท่านดู MaxTrix(เขียนผิดไม่ต้องแก้เน้อ) ท่านรู้เรื่องก็จริง แต่ท่านรู้มั๊ยว่าแนวคิดรองๆของคนสร้างหนังคือ การที่เครื่องจักรพยายามเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ซึ่งนั่นเป็นประเด็นที่คนมองข้ามไปมากเหมือนกัน)
ที่จริงแล้วผมก็ซ่อนแนวคิดสำคัญไว้ข้างใน แล้วคุณ ชีวิตสำมะหาอันใด ก็ขุดมันออกมาได้ผมนับถือคุณจริงๆนะเนี่ย ทั้งเรื่องนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตคือการดำรงชีวิตอย่างไรให้มีความสุขมากที่สุด การที่เนมซิส(ย้ำนะครับว่าชื่อ เนม-ซิด เดี๋ยวใครจะสับสนกะเทพแห่งความแค้น เนเมซิส) ได้ดำรงชีวิตเพื่อเป้าหมายของตนเองนั้นเป็นความสุขของเขา แต่พอเอาเข้าจริงกลับรู้สึกเป็นทุกข์เสียมากกว่าเพราะเอาจริงเอาจังมากเกินไป ทำให้เขาละเลยกับบางสิ่งในชีวิตเท่านั้นเอง (มีหลายครั้งที่มนุษย์เราลืมความสุขเพราะเรามองมันไม่เห็น)
การที่เขาเป็นจิตรกร ทำให้คนอ่านคาดเดาจะได้เห็นภาพที่สวยงามที่สุดนั่นก็ถูกครับ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ยลโฉมมันเสียที เพราะทุกรูปวาดของเขา(ยังไงเขาก็วาดอ่ะครับ) ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น ภูเขาไฟ = โกรธ ขอบฟ้า=ความใฝ่ฝัน จุดบรรจบของทะเล=จินตนาการ เป็นต้น และสิ่งเหล่านี้ล้วนกำเนิดขึ้นมาเสมอไม่เป็นเวลา ให้ความสวยงดงามในมุมที่แตกต่างไม่แพ้ๆกัน (อย่างที่บอกล่ะครับ มันขึ้นอยู่กับมุมมอง รสนิยม)
เหตุนี้เนมซิสจึงไม่อาจหยุดเขียน และบอกว่าภาพวาดไหนสวยที่สุด แต่การที่เขาพบมุมที่สวยงามทุกๆวันให้เขียน นั่นก็นับเป็นความสุขของเขาใช่มั๊ยล่ะซึ่งก็แปลว่า ผลงานของเขา เขาชื่นชมคนเดียวก็พอ (อย่างที่บอกล่ะครับ มันขึ้นอยู่กับมุมมอง รสนิยม) เพราะถ้าใครติว่าไม่สวยเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง
แต่จะตีความว่า เขาได้กระทำการสร้างสรรค์ผลงานไว้ทั่วโลก ซึ่งเป็นผลงานที่งดงามที่สุดในบางเวลาให้คนยลโฉมกันก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน(แหมคิดได้ลึกซึ้งจริงๆ)
ร่ายซะยาวเลยแหะ จริงๆมีเรื่องสั้นอีกเรื่องที่อยู่ในรูปแบบนิทานเหมือนกันตั้งใจจะเขียนน้อยๆซัก 1 หน้าจะได้จบเร็วๆ ไม่รู้ทำไมติดไฟมั้งพุ่งทะยานไป 5 หน้า(แล้วก็ไม่รู้จะเอาลงบล็อกยังไง)
ช่วงนี้เขียนเกี่ยวกะความฝันซะเยอะเลยเลย อาจเบื่อกันแล้วนะครับ แต่อีกไม่นานเกินรอแสงจันทร์อันหม่นหมองจะมาแทนที่ความสวยงามนะคร้าบ เมันได้กลับมาที่อยู่เดิมของมันแล้ว เคี๊ยกๆๆๆๆๆ (อยากเขียนอีโรติกโว้ยยยย)
อีกเดือนเดียวเท่านั้น.....อีกเดือนเดียวเท่านั้น555555+
ปล.อย่าถามว่าผมหาเวลามากจากไหนมาเขียน แหะ แหะ แหะ บอกไว้นะครับว่าการอู้อ่านหนังสือนั้นทำให้เราสุขได้นิดหน่อย แต่นำความวิบัติมาสู่ชีพได้เลยล่ะ 555+
เหอะๆๆ
อ่านกันตาลายเลย
แต่นะ เส้นชัยของเรา ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนเลย
#1 By แดนไกล ไลบีเรีย on 2008-02-10 21:51