ลมอับโชคอันหม่นไหม้
posted on 01 Jan 2008 20:01 by crozzaxmoon in Moon-Hill
ไอเลือดเผือดแดงก่ำนองเจื่อนผืนดินอำมหิตสิ้นหวัง ดั่งพู่กันของศิลปินผู้เย้ยโลกแต่งแต้มความโหดร้ายไปบนฝืนผ้าอันแสนบริสุทธิ์ กลิ่นสนิมเหล็กโพยพุ่งฟุ้งกระจายด้วยลมอับโชคซึ่งพัดผ่านไร้ทิศทางและจากไปอย่างไร้สาเหตุ ดวงอาทิตย์ฉาบแสงสุดท้ายของวัน เป็นประกายสีส้มไปทั่วผืนฟ้า ย้อมทุกสิ่งทุกอย่างสู่พันธนาการแห่งความอ้างว้างไร้ที่สิ้นสุด
ข้าชะโลมเลือดของศัตรู แต่งแต้มด้วยวิญญาณของผองเพื่อน แบกภาระอันหนังอึ้งของพี่น้อง ภายใต้ความภาคภูมิใจของนักรบชายชาติทหารที่รักผืนแผ่นดินมากกว่าใคร ข้ามองเห็นเพียงแค่ความเคว้งคว้างว่างเปล่าซึ่งทอดไล่มาตามจิตใจ และรู้สึกได้แต่เพียงความผิดหวัง ซึ่งเอ่อล้นมาจากขอบเบ้าของความฝัน
ข้านั่งคุกเข่าโดดเดี่ยว ณ หุบเหวที่ชวนว้าเหว่ หวนละลึกถึงวันที่แปลกประหลาด วันที่ข้าคิดว่าไม่มีวันจะกลับไปได้อีกแล้ว
*****
ภาพอดีตที่ข้าอยากเล่าให้ท่านอ่านคือสถานที่พักใจของข้า สถานที่ความอบอุ่นปรากฏขึ้น ณ ปลายของขอบสายตา
ดอกเครือฟ้าสีชมพูขาวสดใสออกพรั่งพรูรับลมหนาวที่เย็นยะเยียบ ซึ่งพัดกระจายเอาทั้งกลิ่นของรวงข้าว ผืนหญ้า และดอกไม้คละเคล้าไปด้วยกัน เมื่อไอลมแตะต้องจมูกก็ประทับรอยความสดชื่นไปบนสมองจนไม่อาจรู้ลืม ข้านอนหนุนตักของภรรยาให้นางขับกล่อมตัวตนของข้า สัมผัสของข้า ล่วงหล่นไปในทำนองของเพลงแห่งความหวานซึ่งกล่าวถึง กาลเวลาหรือสายลมที่ทั้งพัดพาและพัดพรากหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่ง มันเป็นเรื่องของความรักที่งดงามและน่าเวียนหัว ซึ่งจบลงอย่างบริบูรณ์เป็นสุขเฉกเช่นนิทานทั่วไป
ข้าเคยคิด คิดไปไกลว่าอีกหลายสิบปีในบทเพลงนั้น หญิงสาวชราภาพ ชายหนุ่มแก่ตัวลง ความรักจะสดใสยิ่งใหญ่เหมือนวันวานรึเปล่า จากนั้นข้าก็คิดไปไกลอีกว่า ชีวิตของข้าและเธอผู้หนุนตักผู้นี้จะร่วมกันเดินทางไปอีกนานแค่ไหน โลกนี้มันงดงามขนาดนั้นเลยหรือ
ข้ามองเห็น ลูกคนเล็ก และลูกคนโตวิ่งเล่น ณ ลานกลางบ้านอย่างสนุกสนานกับเด็กอื่นๆอีกมากมาย เมื่อข้าเรียกเด็กน้อยทั้งสอง เจ้าตัวเล็กก็วิ่งกรูมานั่งบนตัวของข้า เริ่มต้นหัวเราะเริงร่าอบอุ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงใสๆของเด็กทั้งสองปนเสียงหัวเราะเบาๆของหญิงสาว เวลานั้นข้าพบคำตอบที่ลงตัวซึ่งเกิดขึ้นจากองค์ประกอบแห่งความสุข จนในที่สุดข้าก็หยุดคิดถึงอนาคตและสัญญากับปัจจุบันว่า ข้าจะปกป้องดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต โดยไม่สนใจว่าโลกนี้มั่นคงเพียงใด หากข้าต่อสู้ไปพร้อมกับทุกๆอย่าง สุดท้ายมันต้องจบลงด้วยดี....
ถ้าข้าอยู่ในความมืดมิด ความทรงจำนี้คงเปรียบได้กับแสงสว่างที่สร้างขึ้นจากภาพลวงตา ถึงแม้จะให้ความอบอุ่นกับร่างกายที่เย็นชืดได้ แต่ก็เพียงประหนึ่งเสียงลั่นของไฟเท่านั้น
และการพัดพรากก็มาถึง เวลานั้นข้าเต็มใจจะรับมันด้วยความภาคภูมิ ศึกเล็กๆที่คุกกรุ่นมานานได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนในที่สุดมันก็ลุกลามเหมือนไฟที่มอดม้วยอย่างบ้าคลั่งพร้อมจะกลืนกินทุกอย่างจนหมดสิ้น ข้าอาสาออกรบตามคำสัญญาในวันเหล่านั้น ออกไปทำตามหน้าที่ของผู้ชายที่รักชาติและครอบครัวยิ่งกว่าใคร
ข้าไม่เคยหวั่นไหวต่อความรู้สึกที่เรียกว่าการไม่ไว้ใจ ข้าประทับรอยจูบด้วยรสแห่งความห่วงใยกับหญิงสาวอันเป็นที่รัก ออบกอดลูกทั้งสองแน่นจนได้ยินหายใจรดต้นหูอย่างรักไคร่ พร้อมกล่าวสัญญาบทใหม่ ว่าจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง จะรอดกลับมาประทับรอยจูบที่แสนอ่อนหวานนี้อีกครา
ข้าลาจากถิ่นแห่งความอบอุ่นสู่แดนเถื่อนที่ไร้ความรู้สึก...
นับแต่นั้นวันคืนก็ร่วงเลยไปพร้อมกับหัวใจที่จมดิ่งสู่กองเลือด กองเลือดอันสาดกระเซนด้วยแรงดาบของข้า กองเลือดที่หยาดรินจากสิ่งที่ข้าเรียกว่าการปกป้อง กองเลือดที่ผุดออกมาจากความคิดที่เคว้งคว้าง ซึ่งนี้มันได้สูบร่างกายลงไปพร้อมกับความหวัง และแปรเปลี่ยนทุกๆสิ่งให้เหลือแต่เพียงลมหนาวที่เสียดลึก มันต่อเติมช่องว่างแห่งความอบอุ่นด้วยความสิ้นสูญ จากนั้นจึงทับถมไอมืดแห่งความคิดถึงด้วยความกระหายบ้าคลั่ง
ข้าจำได้ดีถึงไอเลือดที่บางเบายามข้าหลับ และยามข้าตื่น...
ท่ามกลางวันเวลาที่ไม่ปรากฏในความทรงจำ ข้าแบกดาบด้ามยักษ์ออกท่องไปตามครรลองของสงคราม กวัดแกว่งฟาดฟันทุกอย่างที่บังอาจขวางทางกองทัพและความถูกต้อง ปฎิบัติตัวประหนึ่งสุนัขสงครามที่เดือดดาลยิ่งเสียกว่าหมาบ้า ไม่นานนักข้าก็กลืนความอ่อนโยนลงไปในท้องปั่นแหลกแยกออกเป็นผุยผง ก่อนจะรวมกันใหม่เป็นเกียรติยศ ศักดิ์ศรีซึ่งมอบไว้ให้แก่ผู้เก่งกล้า ที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยจู่โจมของกษัตริย์ ทำให้ข้าได้ร่วมรบกับกองทัพในตำนาน เคียงบ่าเคียงไหล่กับราชาผู้องอาจ ออกเหนือลงใต้ไปพร้อมกับความภาคภูมิอันล้ำลึก
ข้าถูกบังคับให้ไร้ความรู้สึก จนติดเป็นนิสัย และซึมลีกไปในสันดานดิบ จนบัดนี้ข้าก็แทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
ในที่สุดกองทัพก็ผ่านหมู่บ้านของข้า .....
แสงสีฟ้าที่พาดผ่านท้องถนนยามเช้าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ราตรีกำลังจะหลับตาลงและค่อยๆปลดปล่อยแสงสว่างที่ถูกอมไว้เพื่อคลายความร้างลาสู่ผืนภพสีเทาที่เงียบเหงา ข้ารู้สึกได้ถึงอารมณ์เศร้าที่เว้าแหว่งทับซ้อนกับความทรงจำที่แสนอบอุ่น ดอกเครือฟ้าที่เคยพรั่งพรูในฤดูกาลนี้กลับอับเฉาดำสนิท กลิ่นไหม้ปนกลิ่นหอมแสบคละคลุ้งจนหัวใจเจ็บเสียด ราวกับต้นไม้ต้นนั้นยังคงกลิ่นอายเดิมๆเอาไว้เพื่อรอให้ใครซักคนมาช่วยเหลือ แม้ว่าตัวมันเองจะลับหายไปเพราะแรงของไฟ แม้ว่าตัวของมันเองจะเหลือไว้แต่ซากอันไร้ความหมายเท่านั้น
...แต่มันก็ยังมีคุณค่ากับข้ามากนัก...
ข้าเดินไปตามท้องถนนที่ไม่ได้รับการดูแล เดินไปตามท้องถนนที่ไร้ผู้คนไร้เสียงใดๆนอกจากฝีเท้าและลมหายใจของข้า ความเงียบงันได้ครอบครองหมู่บ้านนี้มานานเท่าไรแล้วไม่มีใครรู้ ข้าเหม่อมองไปรอบทิศจิตวิปริตสุมไฟในอกจนปวดลึก เพราะสิ่งเดียวที่ตาของข้ามองเห็นคือ ซากปรักหักพังของทุกๆอย่างซึ่งถูกห่มด้วยฝืนฝุ่นหนาเกรอะกรัง บ้างก็ถูกเผาเป็นสีดำ บ้างก็เปรอะเปื้อนด้วยเลือดแห้งแดงก่ำ ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบที่บาดแทงความรู้สึก
ข้าพยายามตั้งสมาธิ พยายามหาเหตุผลมที่หัวใจยอมรับ หาความเป็นได้ที่ดีที่สุดแม้ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยก็ตาม
ฉับพลันข้าก็รู้สึกว่าแดดยามเช้าช่างเหน็บหนาวนัก
ข้าย่ำเท้าเข้าไปในบ้านที่คุ้นเคยซึ่งแตกต่างจากบ้านหลังในอดีตมาก ข้าวของเละเทะล้มระเนระนาด ระเบียงหน้าบ้านที่ข้านอนหนุนตักก็บุบสลายเป้นโหว่ใหญ่ด้วยเหตุผลที่ยากจะคาดเดา ข้ามองออกไปกลางลานบ้านก็เห็นเลือดที่แห้งกรังหยาดเยิ้มหนาจนกลบผืนทรายจนมิด มันมีปริมาณมากเกินกว่าเลือดของคนๆหนึ่ง อันที่จริงมันมากกว่าสิบคนด้วยซ้ำ ปัญหาคือซากศพกลับหายไปโดยไม่มีแม้แต่สัญลักษณ์ของความหวาดกลัว ข้าพยายามทบทวนประสบการณ์อันโชกโชนหลายหนจนคั้นเอาส่วนสำคัญออกมาได้
บ้านของข้าถูกทำเป็นลานประหารของพวก เคร็กเซี่ยน
ตอนนั้นข้าไม่ยอมเชื่อ แม้สัชชาตญาณนักรบจะฟ้องว่าทุกๆอย่างเป็นเรื่องจริง ข้าก็พยายามมองโลกในแง่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ใจเจ็บแปลบไปมากกว่านี้ ข้าจึงมองไปรอบตัวอีกหนแล้วเดินไปหยิบข้าวของหลังตู้กระจกที่ยังไม่ถูกรื๊อค้นออกมา ถือโคลงกลอนของหญิงผู้เป็นที่รัก และสร้อยคองานแต่งงานสีเงินมาส่วมไว้ทั้งสองเส้น มองมันในกระจกอยู่แบบนั้น หวนนึกถึงอดีตที่ทาบไปบนซากรกร้างของความทรงจำ
เมื่อหัวใจหวั่นไหวจนแทบจะทะลวงออกมาจากอก ข้าก็สะบัดเสื้อคลุมสีดำให้โบยบินไปพร้อมแรงลมฤดูหนาวราวกับการกรีดกรายของปีกมัจุราชที่แค้นเคืองความอบอุ่นมากกว่าผู้ใด และในที่สุดข้าก็ออกกลับไปตามทางที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอีกครั้ง.....
และแล้วข่าวคราวก็มาถึง ณ สุดขอบเหวที่ดำมืด พื้นที่แถวนั้นขาวโพลนน่าหวาดหวั่น แสงสว่างเองก็ไม่กล้าย่างกลายมาเสียด้วยซ้ำ ที่นั่นข้าพบร่างแหลกสิ้นก่ายกองอยู่มากมาย เสียงหวีดพลิ้วของลมที่ปะทะใบหูตลอดเวลานั้นเป็นเหมือนบทเพลงของความวินาศย่อยยับซึ่งกริ้วกราดดั่งเสียงหวีดร้องอันน่าสะพรึงกลัว ความเยือกยะเยียบของภูผาโอบก่อนร่างใต้เสื้อผ้าอย่างอ่อนโยน แต่ลมหนาวกลับพัดถล่มส่วนที่เหลือด้วยความหรรษา
ซากศพแห้งแข็ง ด้วยกาลเวลาและหิมะ ซึ่งปรากฏร่างซากศพใต้ผืนเกล็ดน้ำแข็งเป็นจุดๆ ข้าเฝ้ามองค้นหาบางสิ่งที่ยืนหยัดความเป็นคนของข้าอย่างใจเย็่น จนในที่สุดก็เห็นเสื้อผ้าของอาคนหนึ่งซึ่งภรรยาเป็นผู้ถักให้ แม้มันจะขาดวิ่นซีดเผือดไปมากแล้วก็ตาม ข้าเดินไปสุดขอบเหว มองดูทำเลแห่งความสิ้นหวังด้วยใจที่ซึมมืด ในที่สุดข้าก็ไปหลบซุกในหินสูงที่ตั้งตระหง่านรับลมและความหวาดกลัวอย่างแข็งแกร่ง
ภายใต้หมอกสีขาวและความหนาวเย็นในที่สุดข้าก็เห็น รถคาราวานครึ้มสีดำผ่านมาพร้อมกำลังติดอาวุธที่ไร้สังกัดใดๆ ซึ่งทั้งขบวรตกแต่งอย่างเกรียงไกร เพื่อแสดงศักยาภาพถึงความสามารถทางการรบที่แข็็ง็็งแกร่ง หนึ่งในคราวานที่ยิ่งใหญ่นั้นมี ตู้สีดำเล็กม่อท่อหลายคันปะปนอยู่ในฝูงนั้นด้วย ข้าได้ยินมาว่าพวกมันเก็บเชลยไว้ในนั้น บางครั้งก็จะมาทิ้งซากศพที่นี่
พวกมันตั้งแคมท์ขึ้นไม่ห่างจากปากหุบเหวมากนัก
มันเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่จะหายไปกับซอกหลืบของกองโจรที่อวดอ้างแต่กำลังที่ไร้สมอง ข้าจัดแจงสวมชุดของศัตรูออกตามหาทุกตู้ทุกใบในกองคาราวานเหล่านั้น
เมื่อตู้สีดำตู้สุดท้ายเปิดออกพร้อมกับความว่างเปล่าซึ่งสิ่งนั้นได้กดจิตใจของข้าให้จมลงสู่บางสิ่งที่ลึกล้ำความผิดหวัง
เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าศัตรูข้าต้องเก็บอารมณ์เจ็บปวดเข้าไปอีก กดมันเอาไว้ในม่านเกราะเล็กๆที่ไม่รู้จะระเบิดเมื่อไร และยิ่งมันกำลังเอ่อล้นออกจากขอบแห่งความรู้สึกแค่ไหน ข้าก็ยิ่งแสบสิ้นดิ้นไปทั้งร่างกายเท่านั้น
ข้าจ้องมองเหล่านักรบที่โหดเหี้ยมด้วยความอมหิต มันต้องตาย พวกมันพรากทุกอย่างไปจากข้า มันต้องตาย ข้าจะกระชากเอาหัวให้หลุดจากเบ้ามาสับให้ละเอียด จะบดขยี้หัวใจของมันให้เป็นผุยผง ข้าจะตะบัดดาบไปบนร่างที่กรีดร้องอย่างไร้ความปราณี ข้าจะดื่มเลือดพวกมัน จะทรมาณกระทั่งวิญญาณหลุดออกจากร่างโดยไม่รู้ตัว ข้าต้องถล่มมัน ข้าต้องพากองกำลังมาล้างบางมัน เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วข้าก็ค่อยๆย่องอย่างแผ่วเบาออกจากขบวนตู้อันเล็กม่อท่อ โดยเก็บใบหน้าที่เคียดแค้นไว้ภายใต้หน้ากากที่ไร้ความรู้สึก แน่นอนสำหรับข้ามันเป็นเรื่องง่ายดายนัก
แต่ว่า...
...แค่วูบเดียวที่ข้ามอง หันกลับไปดูหน้ากระโจมของหัวหน้าพวกเคร็กเซี่ยน ข้าก็เห็นที่รักของข้ายืนอยู่ตรงนั้น ใช้แล้วเธอยืนอยู่ตรงนั้น แค่เพียงใบหน้าครึ่งซีกมันก็เพียงพอแล้วที่มันจะทาบลงไปบนความทรงจำได้พอดี ในตอนนั้นข้าไม่เหลืออะไรที่จะมากั้นจิตใจแห่งความรักอีกต่อไป ข้าพุ่งออกไปด้วยความเร็วประดุจสายลมหนาว รอยยิ้มที่ผุดขึ้นจากปลายทางกำลังกระจ่างใจในอีกไม่กี่วินาที ข้าไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว กระทั่งเสียงโหวกแหวกโวยวายที่กำลังหาทางฆ่าข้าก็ตาม
"วิเวียน...วิเวียน"ข้ากู่ร้อง ร่ำไห้ หวนละลึกถึงความอบอุ่นที่หาไม่ได้จากสงคราม หวนระลึกถึงกลิ่นดอกเครือฟ้าที่สดใสในเส้นขอบของความอบอุ่
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
และมันก็เหม็นไหม้
"อ๊ากกกกกก................................" ใบหน้าของวิเวียนนั้นอีกครึ่งหนึ่งเป็นรอยแผลที่น่าสยดสยอง รอยกรีดสีส้มที่เรียงตัวซ้ำซ้อนบนรอยแผลเป็นซึ่งปนแปกับผิวหนังที่ไหม้อัปลักษณ์สร้างมิติที่แปลกแยกจากใบหน้ามนุษย์โดยสิ้นเชิง ข้ารับไม่ได้ แม้ว่าใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งจะยิ้มและดูอบอุ่นมากมหาศาล แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากความหวาดกลัวนั้นเลย กลับพัดความหนาวเหน็บให้กระพือทั่วร่างและกระชากทุกๆอย่างให้ลบเป็นศูนย์เปลี่ยนความกระจ่างเป็นความจริงที่โหดร้ายแสนมืดบอดแทน
ในที่สุดข้าก็ปลดปล่อยความเอ่อล้นของปีศาจ ปลดหน้ากากที่กดจิตใจเอาไว้ เหลือแต่เพียงความรู้สึกที่เปลือยเปล่าเท่านั้น ความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้สึกอย่างแบบเดียวเท่านั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าอยากเล่าเหลือเกิน สภาพของข้าในตอนนั้นเป็นเช่นไร
แสงดาวแห่งค่ำคืนนั้นจัดจ้านราวกับโห่ร้องยินดีถึงการพินาศย่อยยับของทั้งข้า และเคร็กเซี่ยน ประกายพริบสีขาวเบิกทางให้พื้นขาวโพลนนั้นแจ่มชัด ย้อมเรื่องราวต่างๆให้งดงามแม้จะเป็นคาวเลือดอันแสนเศร้าก็ตาม อีกทั้งจันทราที่คู่นิทรานี้ก็เปล่งแดงดั่งถูกย้อมด้วยโลหิต เหมือนมันรู้ว่าจะมีการเข่นฆ่าที่น่าชื่นชมมาเนิ่นนานแล้ว ลมหนาวเองก็หยุดนิ่งไม่ได้บรรเลงเพลงแห่งความสิ้นหวีงอีกต่อไป เพราะมันรอฟังเสียงที่แทรกทรวงหัวใจมากกว่ามันอยู่เป็นแน่ เมื่อธรรมาชาติเปิดทางให้ข้าทำลายทุกสิ่ง ข้าก็จะตอบสนองมันอย่างเต็มที่ และเมื่อข้าเลือกที่จะไม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป ข้าก็จักเขวี้ยงทุกสิ่งออกจากบ่า เหลือเพียงดาบเล่มใหญ่ที่พร้อมจะบั่นศรีษะทุกๆคน
ข้ากระทืบหัวชนป่าร่างยักษ์อย่างรวดเร็ว หมุนตัวหลบดาบอีกเล่มที่ฟาดเข้ามาที่หัวแล้วซัดดาบสั้นจากปลายมือซ้ายใส่หน้าของศัตรูตัวนั้น และข้าจึงหันกลับมาวาดดาบเล่มใหญ่ใส่ร่างที่ไร้ชีวิตให้เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วหิมะน้ำแข็ง จากนั้นข้าก็ถีบตัวไปข้างหน้าเสือกดาบเข้าล่องอกของชนป่าอีกคนอย่างรวดเร็ว ข้าปลดดาบออกจากลำตัวของชนป่านั้น เขวี้ยงมันออกไปตัดศรีษะพวกเคร็กเซี่ยนที่เล็กธนูมายังข้า ข้าดึงดาบยักษ์ออกจากชนป่าแล้วพุ่งเสียบแทงทะลุฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งต่อไปโดยไม่มีจุดหมายหวังแต่เพียงความตายและความทรมานของมันเหล่านี้เท่านั้น
เสียงลั่นตึงของกล้ามเนื้อที่เกินกำลัง ประสาทรอบร่างสั่นไหวอย่างหวาดหวั่น หัวใจเจ็บแปลบยิ่งกว่านรกใดๆ ทุกอย่างได้เกินขอบเขตความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เพราะเลือดของข้าซึมไม่ไหลออกจากบาดแผลอีกต่อไปแต่กลับไหลย้อนออกสู่รูขุมขนทั้งหมดแทน แต่กระนั้นความเจ็บปวดจากการถูกแทงด้วยดาบซึ่งคาอยู่ที่อก หรือจากธนูที่ซัดเข้าปักกลางหลัง ก็ไม่ได้ทำให้ข้าหลุดจากบ่มสีเทาแห่งความคลั่งเลยแม้แต่น้อย
เมื่อดาบเล่มยักษ์สูญเสียความมั่นคงของตัวเองไป มันแตกสลาบคามือของข้า สหายที่รักที่สุดอีกคนก็หายไปตลอดกาล ที่เหลืออยู่ตรงนี้มีเพียงร่างกายของข้าเท่านั้นเอง
ไม่ซิ ความเหม็นไหม้ด้วยซิที่มันยังติดจมูกไม่สร่าง
ข้าจึงลงมือควักนัยน์ตาด้วยตนเอง หักคอมันด้วยตนเอง กระชากศรีษะมันด้วยตนเอง กระซวกคอมันด้วยตนเอง ป้ายวาดโลหิตด้วยตนเอง ดื่มด่ำรสชาติแห่งความคลั่งด้วยตนเอง แน่นอน แน่นอน ข้าจะจบชีวิตข้าด้วยตนเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า
******
ข้านั่งคุกเข่าโดดเดี่ยว ณ หุบเหวที่ชวนว้าเหว่ เดินมาตามครรลองแห่งความรู้สึกที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดบนเส้นทางที่จมกองเลือด เส้นทางที่ข้าบรรจงสร้างขึ้นมาด้วยความสนุกในคาวโลหิต นั้นจะยังอยู่กับข้าบนหิมะสีขาวโพลนที่แสนบริสุทธิ์นี้ตลอดไป
ข้าประทับรอยจูบด้วยรสแห่งความห่วงใยกับหญิงสาวอันเป็นที่รักกับผืนน้ำแข็งที่กระด้างเยือกเย็น ออบกอดตัวเองด้วยมือทั้งสองข้างแน่นจนได้ยินหายใจรดต้นหูอย่างรักไคร่ ถึงแม้ในอ้อมอกนี้จะว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่ความอบอุ่นแล้วก็ตาม
ณ ช่วงเวลานี้ทุกอย่างดูมืดบอดไร้หนทาง ไม่สำเนียกความรู้สึกที่ยอกย้อนความคิดอะไรอีกเลย เหมือนข้าได้ตกสู่อเวจีวินาศแห่งความทนทุกข์จนมิดหัวใจไปแล้ว
ข้าลุกขึ้น ปะทะลมที่บัดนี้กลับมาบรรเลงบทเพลงอีกครั้ง มองดูดวงดาวที่เฝ้ากระพริบสังเกตุข้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เหม่อมองพระจันทร์ที่แสนว่าเหว่ตามการขับลำของ เนินชมจันทร์ ก่อนจะก้าวไปสู่หนทางที่ไร้เส้นทาง ทำให้สัญญาครั้งสุดท้ายของข้าล่วงหล่นลงไป ณ ขอบเหวนี้ พร้อมกับร่างๆที่มันไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ
ลมพายุพัดต้านแทงข้าจนเจ็บปวด มันแทรกซ้อนสอดแทรกไปในทุกจิตใจที่ยังโหยหาความถูกต้องและความงดงามของโลกจอมปลอมนี้
เมื่อความมืดมิดออบล้อมแสงสว่างในราตรี ข้าก็เหมือนล่องลอยอยู่ท่ามกลางลมที่พัดกระชาก เหมือนข้ากำลังบินอย่างรวดเร็ว เบาสบาย ได้หลุดพ้นจากร่างที่แหลกละเอียดนี้ไปแล้ว
แต่โลกมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้น
ข้ายังคงรู้สึกล่วงหล่น
ไม่ต่างจากยามสงคราม
ข้ายังคงรู้สึกจมปลัก
ไม่ต่างจากยามสิ้นหวัง
ข้ากำลังไปไหน
ล่วงหล่นที่ใดกันแน่นะ
ฮ่าฮ่า.....
ฮ่าฮ่า....
ฮ่าฮ่า........
.......
วิเวียน
วิเวียน
วิเวียนนั่นเจ้าใช่ไหม วิเวียน
ข้าไม่รู้ว่าบนนั้นคืออะไรหรอก มันจะเป็นภาพลวงตาจากจิตใจที่บอบช้ำของข้า หรือ เป็นเพียงวิญญาณของเจ้าก็ตาม
ณ เวลานี้โชคชะตายังเล่นตลกอยู่อีก ให้ข้ามาพบหัวกะโหลกที่แตกครึ่งซีกบนเสื้อผ้าเก่าๆของเธอ
ร่างของข้าคงแหลกเละ ณ สุดขอบเหว และศรีษะข้าคงมองเจ้าอยู่กระมัง........
แต่ไม่เป็นไรหรอก
ข้าถูกบังคับให้ไร้ความรู้สึก จนติดเป็นนิสัย ซึมลึกไปในสันดานดิบ จนบัดนี้ข้าก็แทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
อา....ยกเว้นกลิ่นไหม้นี่ซินะ
+++++++++++++++++++++
ก่อนอื่นก็ สวัสดีปีใหม่คร้าบบบบบ
ในที่สุดผมก็อดทนไม่ไหวต้องมาเขียนเรื่องสั้นจนได้ แหะๆ ทั้งๆที่ไม่มีเวลาแล้วนะเนี่ย
เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ หดหู่มั๊ย บ้าคลั่งรึเปล่า...? มันเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ผมใช้วิธีจินตนาการอีกรูปแบบหนึ่งในการเขียน คือการเป็นตัวละครตัวเอกของเรื่อง โดยกำหนดรูปแบบของอารมณ์ขึ้นมา เราเองก็ลองเข้าไปสัมผัสมันด้วยความรู้สึกและจินตภาพ หากเราเจอแบบนี้แล้วเราเลือกที่จะทำแบบนี้แล้วความรู้สึกที่เราได้รับคือ....???
ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้เน้นตัวเนื้อหามากซักเท่าไรน่ะครับ แต่กลับไปเน้นจุดอารมณ์ของตัวละครแทน อืม จริงๆแล้วผมเองก็เขียนไปใต้คำนิยามของคำว่า เสียสติไว้ก็เลยออกมาในรูปแบบกักเก็บระเบิดมันออกมา
ผมใช้เวลาพอดูเหมือนกันกว่าจะได้อารมณ์แล้วมาเขียนเนี่ย เรื่องสั้นเรื่องนี้ใช้เวลาเดือนกว่าๆซึ่งไม่รวมตอนวางแผนที่จะทำด้วยก็เลยมั่นใจเล็กๆว่ามันต้องเป็นผลงานที่ดี อา แต่ก็ไม่รู้วัตถุประสงค์จะประสบความสำเร็จรึเปล่า ที่จะให้คนอ่านล่วงหล่นไปพร้อมกับตัวละครตัวนี้
ขอบคุณทุกคอมเม๊นนะครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามผลงานของผม(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้อัพอีกทีเมื่อไร เหอๆ )
มีเรื่องประชาสัมพันธ์คร้าบ ที่ปทุมวัน(โรงเรียนพ้ม)ออกหนังสือ สร้างสรรค์งานเขียนเล่มที่ 6 ซึ่งเป็นการรวมเรื่องสั้นของเด็ก ม.6 ที่ ก็ติดตามรายระเอียดได้ที่นี่ครับhttp://hatepink.exteen.com/20071229/entry
อ้อ ผมเขียนเรื่อง "แมงเอ๋ยแมงเม่า"คร้าบบบบบ(เป็นเรื่องแรกที่ไม่ได้ลงมือเขียนมานาน ภาษาอาจยังไม่เหมือนเรื่องนี้นะครับ)
สุดท้าย.....ยกโทษให้ผมที่ทำคุณหมองหม่นในวันปีใหม่นะครับ อิ อิ (ส่วนดอกเครือฟ้านั้นเป็นดอกไม้ที่ผมสมมุติขึ้นเองครับ อย่าเอาไปมองรวมกับเครือฟ้าของจริงล่ะกัน)
โชคดีในปีใหม่เน้อ ..... ....
ไว้จะรอเรื่องต่อไปค่ะ
ขอให้มีความสุข คิดไรก็สมหวัง เอนท์ติดที่อยากเรียนนะ
#1 By / \ hatepink on 2008-01-01 20:57