>>>>>>นิทาน:เนินจันทร์แห่งความสงัด(เริ่ม)          

           

           เผ่าทั้งสองไม่มีเทพเจ้าอีกต่อไป ทำให้พวกเขาสับสนวุ่นวายอย่างรุนแรง แต่ไม่นานนัก พอตกกลางคืนวันนั้นเอง เทพเจ้าองค์ใหม่อันนามว่า พระจันทร์ก็มาปรากฏตัวขึ้น และนำชนเผ่าทั้งสองมาเจอกันที่กลางเนินหญ้า ประกาศว่านี่เป็นสถานที่ซึ่งม้องฟ้าในค่ำคืนสวยมากที่สุด ให้ทั้งสองปรองดองกันและอยู่กินบนป่าที่ดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ตลอดไป พระจันทร์มีผู้นับถือมากขึ้นทำให้ดาวทั้งหลายเริ่มเคารพนางแล้ว แต่การแก้แค้นของนางยังไม่จบ

            ในตอนแรกท้องฟ้าไม่ไดถูกแตะต้องแม้แต่น้อย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันทรงคุณค่าให้ชนเผ่าทั้งสองได้ชื่นชม พวกเขาลุ่มหลงอยู่กับความสง่าของแสงกระจ่างฟ้าอยู่ทุกวี่ทุกวัน นับถือพระจันทร์ราวกับเทพเจ้าผู้สร้าง ทุกๆคืนที่เธอก้าวพ้นจากขอบฟ้าสีม่วง พวกเขาทั้งหลายจะกราบน้อบน้อมยินดีและสุขหัวใจไปกับทุกการเคลื่อนไหวของเธอซึ่งผ่านพ้นไปในเส้นโค้งของเวลา

                ...จนกระทั้งมีหญิงคนหนึ่งทวงคำสัญญาที่ชายอันเป็นที่รักเคยพูดไว้ว่า จะทำทุกอย่างเพื่อเธอ จะทำให้เธอมีความสุขมากที่สุด หลังจากชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่นาน จะทำอย่างไรถึงแสดงสิ่งที่เรียกว่าความรัก สิ่งใดที่มีค่ากว่าหัวใจดวงนี้ สิ่งใดที่งดงามมากที่สุดในโลก สิ่งใดที่เหมาะกับหญิงผู้เลอโฉมซึ่งงดงามเทียบเท่ากับพระจันทร์

                เขาเหลือบไปบนฟ้าในราตรีนั้น จะมีอะไรเหมาะสมไปหว่า ดวงดาว เล่า อยู่บนฟ้าไกล อยู่ห่างจากความเป็นจริง แถมยังคู่กับดวงจันทร์อีก หากเขาสามารถไขว่คว้ามาได้ก็เท่ากับว่าพิสูจน์ทุกๆอย่างเกี่ยวกับความรัก ทั้งยังมีหลักฐานที่พร่างพราวไว้ในมือเสียด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเขาจึงเริ่มอ้อนวอนกับเทพเจ้า ให้เขาได้เดินทางไปบนฟ้า

                และเขาก็ได้รับสารในคืนต่อมา เขาเดินมาถึงจุดกึ่งกลางของเนินจันทร์เสี้ยว อย่างที่ในสารได้กล่าวไว้ ให้ท่องประโยคที่สำคัญยิ่ง คือ ข้าจักทำศิลปะ 3 ครั้ง หากโชคดีเขาจะสามารถตะเกียกตะกาย เพื่อล่องลอยสู่ ท้องฟ้าที่หลายคนหลงใหล

                ชายหนุ่มมอบของขวัญให้แก่หญิงด้วยสร้อยแห่งดวงดาวที่กระพริบระยิบระยับแม้กระทั่งในยามกลางวัน นางอวดเครื่องประดับที่แสนงดงามนี้ไปทั่ว จนใครต่อใครต่างอิจฉา หลายคนที่รู้จักกันดีกับชายผู้มอบสร้อยคอนี้ให้ ซักถามถึงความสามารถในการเก็บดวงดาว แรกเริ่มเดิมทีเขาไม่อยากจะวิธีการกับใครทั้งสิ้น แต่เมื่อทนการรบเร้าไม่ไหวบวกกับรำคาญอย่างรุนแรงทำให้พลั้งพูดไปกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง และทำให้เรื่องราวเกี่ยวการเก็บดาวกระจอนกระจายไปทั่วหุบเนินดั่งโรคระบาดที่ลุกลามเร็วจนไม่อาจหยุดยั้งไว้ได้ เมื่อพระจันทร์ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะอยู่ในใจ

                เมื่อตกกลางคืน คนจากทั้งหมู่บ้านต่างก็มารวมตัวกัน มีกระทั่งลูกเด็กเล็กแดงไปจนถึงคนป่วยใกล้ตาย หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มให้สัญญาณ และพวกเขาทั้งหลายตะโกนถ้อยคำแห่งนักเก็บดาวไปบนท้องฟ้าพร้อมกัน ทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการลอยตัวของแผ่นดินพุ่งทะยานไปสู่ท้องฟ้ากระชากผู้คนทั้งหลายสู่ห้วงหุบเหวแห่งความมืดมิดที่ไร้แสงสว่างแตะต้อง ดำสนิทยิ่งกว่าท้องฟ้าในยามนิทราใดๆ

                ในที่สุดทุกคนก็พบตัวเองอยู่ใจกลางท้องฟ้า และเบื้องล่างแทบเท้าก็เต็มไปด้วยดวงดาวที่กระจ่อนส่องแสงไปทั่วอาณาบริเวณ และเมื่อมองไปรอบๆก็พบดวงดาวนับร้อยล้านดวงล่องลอยอย่างบางเบา มันมีมากมายมหาศาลจนแสงสีสันเหมือนกับกลางวันไม่มีผิดเพี้ยน แตกต่างกันที่ฉากหลังเป็นสีดำสนิทเท่านั้นเอง นอกจากนี้พวกเขายังสามารถลอยตัว ตะเกียกตะกายไปได้ทุกหนทุกแห่ง อีกด้วย

                หลังจากชมความสง่าของท้องฟ้าอย่างชิดใกล้แล้วหลายคนก็เริ่มเก็บดาวไว้กับตัว พอฟ้าสางจากขอบที่แสนไกล ฉากหลังก็ค่อยๆเริ่มสว่างไปตามกาล แสงนวลสีขาวไล่ท้องฟ้าสีนิลไปช้าๆ จนในที่สุดก็ครอบครองฟ้าแทนราตรี ทำให้พวกเขาไม่อาจเห็นดวงดาวดวงใดอีกต่อไป จึงกลับลงมาสู่แผ่นดินโดยการแหวกว่ายลงมา

                พวกเขาเก็บดวงดาวไว้เป็นโชคลาง บ้างทำเป็นเครื่องประดับ บ้างทำเป็นอาวุธ บ้างขายให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่สามารถเก็บดวงดาวได้ นอกจากนี้พวกเขาก็พบว่าเมื่อดวงดาวตกถึงพื้นมันจะกลายเป็นก้อนดินไม่อาจส่งประกายได้อีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงระวังกันมากในการสร้างของจากดวงดาว

                เป็นแบบนี้อยู่หลายสิบปี จนกระทั่งเนินแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพปิดอีกต่อไป เหล่าอสูรต่างก็สูญพันธุ์ไปจากโลก เทพเจ้าก็ดูเหมือนจะถูกลืมไปตามกาลเวลาอันแสนยาวนาน มนุษย์ออกเดินทางไปทั่วจนพบกับหมู่บ้านแห่งเนินจันทรา จนในที่สุดก็เกิดสังคมที่เรียกว่าชุมชน และเนื่องจากชุมชนนี้ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างหลายชุมชนทำให้ที่นี่กลายเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่

                นอกจากรากฐานสินค้าเป็นของป่าแล้ว พวกเขายังขายดวงดาวอีกด้วย เมื่อผู้คนมากมายหลากถิ่นพบเจอความอัศจรรย์นี้เข้าก็เริ่มแตกตื่น พวกเขาอยากได้ไว้ครอบครองและให้ราคาแพงกว่าทองเสียอีก ดวงดาวกลายเป็นสินค้าที่สำคัญที่สุด ประกอบกับเวลาที่เจ้าของนำไปใช้ไม่ระวังทำให้ดวงดาวเปลี่ยนเป็นก้อนดิน ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้นอีกมหาศาล ความต้องการของตลาดนั้นสร้างความละโมบให้แก่คนในหมู่บ้านอย่างมาก  ดังนั้น ณ ใจกลางทุกค่ำคืนของเนินนี้ จะมีชนเผ่าดั้งเดิมมารวมตัวกันทุกครั้งพร้อมกับกระสอบทรายขนาดใหญ่ และมีการสร้างกฎในการเก็บดวงดาวขึ้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน

                ความลับในการเก็บดาวเริ่มหลุดออกไป จนในที่สุดหมู่บ้านก็แน่นขนัดด้วยฝูงชนที่อยากได้สินแร่ที่เรียกว่า ดวงดาว

                พื้นที่ที่เรียกว่าจุดศูนย์กลางของท้องฟ้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นผืนดินแห่งความล้ำค่า ถูกแบ่งถูกขายให้แก่ชาวแปลกถิ่นซึ่งไม่รู้จักคุณค่าของดวงดาว พวกเขาส่งคนไปเก็บในปริมาณมาก และละเมิดกฎที่ตั้งขึ้นมาเป็นว่าเล่น พวกเขาติดสินบนคนนับสินค้า บางทีก็มีการตอกกลับด้วยคำว่า

                "มีเป็นร้อยล้าน มันไม่มีทางหมดหรอก"

                บางคราวผู้เฒ่าชนเผ่าดั้งเดิมก็พูดกับลูกหลานถึงความไม่สดกระจ่างของดวงดาวที่นับคืนยิ่งจางหม่นลงเรื่อยๆ หลายคนเป็นห่วงว่าดวงดาวจะหมดจากท้องฟ้า แต่ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ก็ถูกหัวเราเยาะจากนั้นก็จะพูดประโยคเดียวกับข้างต้นนี้

                ไม่มีใครสงสัยว่าดาวจะหมดไปเลยซักคน

 

                วันหนึ่ง พระจันทร์ก้าวพ้นมากจากทิศทางที่นางเดินทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาเธอไม่ได้รับการทักทายจากดวงดาวตัวน้อยๆที่หลบอยู่ที่มุมฟ้า และเธอได้ยินเสียงร้องไห้แทนที่มาเนิ่นนาน แต่จะเป็นอย่างไรต่อไป เธอก็ไม่เคยสนใจอยู่แล้ว เพราะทุกๆอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ นางกระหยิ่มหยองใจอยู่ซักพักหนึ่ง แต่เมื่อนางนับดวงดาวที่อยู่กับในคืนนี้ดู นางก็ตกใจสุดขีดถึงการมีอยู่ของแสงระยิบระยับ มันไม่น่าจะลดลงขนาดนี้!!!

                ดาวหายไปมากเหลือเกิน นางเริ่มกระวนกระวาย นางจะต้องเริ่มหยุดการกระทำของพวกมนุษย์เสียก่อนที่เธอจะไม่เหลือใครให้คุยได้เยาะเย้ยอีก เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เริ่มเข้าไปในฝันกับผู้เฒ่าผู้แก่เฉกเช่นวันวานเมื่อกาลก่อน แต่ผลปรากฏว่านางไม่อาจสื่อใจไปถึงมนุษย์ได้เลยซักคน

                นางจะทำอย่างไรดี....

                หลายเดือนนับจากนางตระหนักถึงความพินาศของท้องฟ้าก็เริ่มมีผู้มองเห็นความหมองคล้ำของนาง ที่สำคัญไปกว่านั้นมีคนเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ของความมืดที่มีมากขึ้นทุกๆวัน พวกเขาชี้ไปทั่วฟ้าและบอกกับคนหลายๆคนว่า ดวงดาวเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ต้องหาทางอนุรักษ์มันไว้

                ไม่แน่ เสียงของนางอาจได้ยินไปถึงคนดีเหล่าบ้างก็เป็นได้

                แต่โลกไม่ได้สวยงามขนาดนั้น คนที่รู้ข่าวว่าดาวกำลังจะหมดจากฟ้าต่างก็รีบมาเก็บดวงดาวที่เหลือ ทำให้คนแห่กันมายิ่งกว่ามดแตกรัง จนในที่สุดดวงดาวก็เหลือน้อยจนสามารถนับดวงได้ ที่สำคัญคือเกิดการแย่งชิงดวงดาวกันขึ้นอีกต่างหาก บางครั้งก็ทำให้ดาวหลายดวงที่เก็บมาตองปนเปื้อนจนกลายเป็นก้อนดิน สิ่งนั้นยิ่งทำให้ดาวที่เหลือน้อยเต็มทีกลายเป็นของสำคัญยิ่งกว่าของมีค่าทั้งมวลในโลกนี้ เมื่อกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์และล้ำค่า ชุมชนต่างๆจึงรบราฆ่าฟันกัน เกิดเป็นสงครามใหญ่ยักษ์สร้างความเสียหายไปทั่วโลก

                แต่ก็หาใครปกป้องความดำมืดที่ค่อยๆกลืนกินพระจันทร์และผืนฟ้าเลยซักคน ไม่ว่านางกรีดร้อง ร่ำไห้ หรือทุนรนทุรายแค่ไหนก็ไม่มีตาซักคู่มองเหม่อด้วยความเป็นห่วง นางเริ่มหมดหวังจับกลุ่มอยู่กับดวงดาวที่เหลืออยู่ นางทุกข์ทรมานมากขึ้นไปอีก เมื่อดวงดาวต่างก็อยากปกป้องพระจันทร์จากการถูกเอาไป ด้วยเหตุผลที่ว่า นางอาจช่วยพวกเขาได้ และยิ่งนางเห็นวิญญาณนักรบถูกฆ่า เห็นเลือดสาดกระเซ็นเพราะความโลภ เห็นสีของผืนดินแปรเปลี่ยนเป็นแดงโลหิต นางก็ยิ่งเจ็บปวดแทบคลั่ง

                จนในที่สุด ในค่ำคืนหนึ่ง

                แม้กาลเวลาเปลี่ยนแสงอาทิตย์เหมือนทุกๆวัน แต่เมื่อตกกลางคืนท้องฟ้ากลับมืดสนิท มืดจนไม่อาจมองเห็นแม้กระทั่งสิ่งใดๆในโลกนี้เลย ประหนึ่งคุกแห่งความเหงียบเหงาวังเวงได้ครอบครองโลกทั้งใบเอาไว้ ประหนึ่งฟ้าสีนิลไร้ซึ่งหิ่งห้อยประดับได้กลืนกินโลกทั้งใบไว้

                นางก็อยู่ที่นั่น พระจันทร์ก็อยู่ที่นั่น แต่หาได้มีแสงสว่างสุกสกาวเหมือนแต่ก่อน เธอล่องลอยแผ่วเบาอยู่กลางฟ้าด้วยความมืดมิด ราวกับหญิงสาวเสียสติที่นิ่งงันอย่างว่างเปล่า นางไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมผลัดเปลี่ยนกับแสงสว่าง ไม่ยอมพูดคุยกับพระอาทิตย์ เหมือนกับนางต้องการครอบครองฟ้าแห่งความสิ้นหวังไปเพียงคนเดียว

                แต่หากจะบอกว่าทุกสิ่งนั้นนิ่งเงียบสนิทก็ไม่ใช่ เพราะทุกแห่งหนนั้นเต็มไปด้วยเสียงกระซิกร่ำไห้ เสียงขอบเอ่อล้นของน้ำตาที่หยดกระแทกกับพื้น เสียงหัวใจที่วังเวงโดดเดี่ยว และไม่ว่าเสียงนั้นจะค่อยปานใด ก็สามารถบอกถึงความเวทนาทุกข์โศกอันสะท้านอารมณ์ความรู้สึกดั่งกระจกเงาที่เปรอะเปื้อนน้ำตา

                ชุมชนดั้งเดิมบนเนินแห่งจันทร์เสี้ยวรับรู้ด้วยสัชชาตญาณว่าเป็นเสียงร้องไห้ของจันทราบนฟากฟ้า พวกเขาจึงออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อประกาศความจริงของสถาณการณ์นี้และเรียกร้องให้มนุษย์ทุกผู้มารวมตัวกัน ณ เนินกลางฟ้า

                ความเดือดร้อนจากการไร้แสงสว่างสร้างความวินาศไปทั่ว อีกทั้งภาวะสงครามที่ยาวนานทำให้พวกเขายอมทำตามชุมชนดั้งเดิม ขั้นแรกเขาพยายามเอาดาวที่เหลืออยู่มาประดับฟ้า แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะมีจำนวนน้อยเกินไป ขึ้นที่สองเขาพยายามเอาเศษดินที่เกิดจากดวงตกพื้นมาแต่งแต้ม แต่ก็ไม่อาจคืนกลับก้อนดินเป็นดวงดาวได้เลยซักอันเดียว พวกเขาพยายามแล้วพยายามอีก คุยกับดวงจันทร์ อ้อนวอนหาทางกับดวงจันทร์ ก็ไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากคำว่า มันสายไปแล้ว พวกเจ้ามาแก้ไขสายไปแล้ว....

                แม้จะไม่ได้คำตอบอะไรดีๆเลย พวกเขาก็ยังได้ยินเสียงหวีดกระซิกร่ำไห้อยู่เรื่อยไป หลายคนคิดว่าจะไม่สามารถเจอแสงสว่างอีกแล้ว หลายคนคิดว่าความมืดจะกลืนกินทุกๆอย่างโดยไม่มีวันปลดปล่อยแสงสว่างออกมา หลายคนคิดว่าจะไม่มีวันที่เขาจะได้พบเจอความสวยงามอีกต่อไป ทำให้ความวิตกเศร้าหมองแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เมื่อกระทบกับเสียงเศร้าๆของพระจันทร์ วังวนแห่งความหมดสิ้นก็ครอบคลุมกระทั่งหัวใจจนหมด มันแปรเปลี่ยนความหยิ่งทะนง ความโลถ ความสงบ ความสุข ให้วุ่นวายบ้าคลั่งและด่ำดิ่งสู่ความแห้งเหือดโรยรายสุดทรมาน เมื่อความรู้สึกล้นทะลักออกมาจากเบ้าตา ทะลวงมาจากคำพูด  พวกเขาเริ่มต้นร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ดังขึ้น เงียบเหงาขึ้น เศร้าสร้อยขึ้น ดั่งสิ้นวิญญาณ สิ้นหนทางไปต่อ หมดสิ้นถึงความรู้สึก

                คงเพราะความสิ้นหวังหรือเสียงร้องไห้ของทุกสรรพสิ่งหรือความเจ็บปวดกระมัง จึงเรียก เทพเจ้าผู้สร้างมาจากจักรวาลอีกแห่งซึ่งเทพองค์นี้กำลังสร้างอยู่

                เขาไต่ถามสาเหตุจากดวงดาวที่เหลือ ไต่ถามเรื่องราวจากพระจันทร์ แล้วลงมือแก้ไขโดยเร็ว เขาหยิบพู่กัน และจานสีขึ้นมา มองไปบนฟ้าอย่างมีเลศนัย จากนั้นก้าวย่างก้าวอย่างสวยงามไปตามท้องฟ้า ทุกครั้งที่เขาตวัดพู่กันก็เกิดแสงน้ำเงิน แสงขาว แสงสีส้ม กระจอนกระจายไปทั่ว หมึกสีขาวแต่งแต้ม หมึกสีน้ำเงินคืนประกายฝัน แสงสีส้มสร้างความอบอุ่น เมื่อทุกอย่างลงตัว เขาก็จากไป ทิ้งไว้แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ดูต่างหน้าอีกครั้ง...

                ไม่นานนัก ดวงดาวก็พบเพื่อนเก่าที่กลายเป็นธุลีดิน ทำให้แสงสว่างเพราะความดีใจจากดวงดาวหลากพันล้านสุกสกาววาวไหวกว่าวันไหนๆในโลก สร้างความงดงามให้ท้องฟ้าในยามราตรีอีกครั้ง เป็นความงามประดุจศิลปะที่ฉาบฉายหลังจากหายไปนาน

                 บนผืนฟ้าสีนิลที่ปกคลุมสรรพสิ่งด้วยความเงียบเหงาได้ถูกเติมแต่งด้วยแสงกระพริบระยิบระยับอีกหน ทุกๆอย่างค่อยกลับคืนมาเฉกเช่นในอดีตกาล ในที่สุดพระจันทร์ที่เริ่มยิ้มได้ นางสุกเปล่งประกายกว่าทุกคืนที่ผ่านมา รอยยิ้มของนางวาดผ่านท้องฟ้าเป็นทางยาวจนเกิดเป็นทางสีเงินอันแสนสดใส

                เป็นครั้งแรกที่มนษย์ทุกคนได้ยลโฉมการเคียงคู่ที่สง่างามที่สุดในจักรวาลหลังจากไม่ได้เห็นมาเนิ่นนาน ที่พิเศษคือพวกเขาได้ชื่นชมบนเนินจันทร์ที่ชมท้องฟ้าได้งดงามที่สุด

                พวกเขาตระหนักว่า บางสิ่งจะมีคุณค่าได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อ อยู่กับสิ่งที่มันควรคู่

                ดวงดาวตระหนักว่า ตัวเรานั้นแม้มีจำนวนมากมหาศาลก็ย่อมมีวันหมดไป

                พระจันทร์ก็ตระหนักว่า เธอไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

 

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า........................................

                สอนให้รู้ว่า......................................

                ว่า...........................

                ว่า...........

 

 

 

 

***

 

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชนเผ่าหนึ่งประกอบด้วยหลายชนชาติ นับถือเทพเจ้าที่มีรูปร่างเหมือนพวกเขา มีตราสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน และมีตัวแทนอำนาจเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆหลายสีหลากใบ พวกเขากำลังทำลายบางอย่างโดยไม่ตระหนักถึงสิ่งใด

                และสิ่งที่กำลังหายไปไม่ใช่ดวงดาว......

 

 

 

 

 

 

 

                ..โลกของเรากำลังร่ำไห้

                แต่หาคนได้ยินไม่..

 

 

 

 

 

by Crozzax 18/11/2550

 

 

+++++++++++++++++++++++++++

                ดำเนินเหมือนคนเล่านิทานเลยว่ามั๊ยครับ 555+

                เรื่องสั้นนี้เป็นไงบ้างครับ แนวคิดซับซ้อนมั๊ยอ่า ผมแฝงอะไรไว้หลายๆอย่างไว้ในหลายตัวละคร สะท้อนภาพหลายๆอย่างไปในแต่ล่ะตัวละคร แล้วก็วกกลับไปเรื่องที่เรากำลังฮิตที่สุดตอนนี้(โลกร้อนน่ะเอง)

                เรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่ แบ่งเป็นสองตอน อ่ะครับ อารมณ์อาจขัดๆไปบ้าง ก็ขอโทษด้วยนะคร้าบ อืมอยากได้ความเห็นในการแบ่งตอนจังเลยอ่า

                ปล.ถ้ายังไง ก็ช่วยวิจารณ์ให้หน่อยก็ดีนะครับ

                ปล.2 จะอธิบายแน่ ถ้ามีคนรีเควสมากๆอ่ะนะ

 

               

               

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืมม์ ... น่าคิดนะคะ เข้าใจเปรียบเทียบด้วย
ตอนนี้อ่านแล้วเข้าใจดีค่ะ 555 ซะงั้น
ถ้าทุกคนมัวแต่โลภ หวังแต่ประโยชน์ส่วนตัว
อีกหน่อยคงจะแย่งกันเก็บพระจันทร์
แล้วโลกเราจะเหลืออะไรให้มีค่าอีก
ปล.แถมทำลายระบบสภาพแวดล้อมด้วย big smile big smile

#1 By !2know ++ on 2007-11-21 09:51

เหมือน โลก จริงๆ...angry smile
big smile big smile
คำสละสลวยมากครับ

#3 By My Playground on 2007-11-24 12:36

โห..ยาวมากๆ....ชอบภาษาของท่านๆจิงๆbig smile
น่าเอาไปลงตีพิมพ์นะฮะ....confused smile

#4 By Kurei on 2007-11-24 18:14

ตอบคอมเม้นครับ
เป็นคอมเม้นที่เรียบง่ายแต่ได้ใจความมากครับ
ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยังไม่ตาย
จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ
ในอนาคตสังคมไทยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงการพูด
เหมือนกับ..
การพูดของคนสมัยก่อนๆ กับสมัยปัจจุบัน
ที่มีความแต่งต่างอย่างเห็นได้ชัด
ขอบคุณมากครับconfused smile
ผมว่าวิธีเล่าเจ๋งแล้วครับ
แล้วการใช้คำเนี่ย บางครั้งใช้คำสละสลวยมากไปก็อาจจะทำให้ไม่เข้าใจก็ได้นะ

#6 By ปิงกรู on 2007-12-15 00:36