เพียงหนึ่งกระสุน

posted on 31 Oct 2007 21:59 by crozzaxmoon  in Moon-Hill
 

 

          ป่าไพรบนเทือกเขาสูงแถบเบลเยียม ถูกปกคลุมด้วยเมฆขาวเย็นตลอดทั้งฟ้า แรงสั่นยะเยือกของหมอกราวกับมือที่คลืบคลานละเลงยอดต้นสนละลิ่วแกว่งไปตามสายอากาศ ตกแต่งทัศนียภาพให้กลบกลืนมองไม่เห็น รอบพิ้นป่ามีเกล็ดใสๆโรยตัวกองกรุ่นอยู่กับพื้น คล้ายกลีบกุหลาบสีขาวปลิดปลิวจากต้นเมฆเบื้องบน เป็นหยาดขาวเหน็บจิตถึงทรวงในเมื่อยามแตะต้อง และเมื่อกองสุมคลุกฝุ่นที่เบื้องล่าง มันก็ทับซ้อนจนเกิดเป็นเนินชันสูงยาวให้เหยียบย่ำ

          หิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย ม้าสีดำสนิทคล้ายท้องฟ้าแห่งความมืดในราตรี ควบตะบึงผ่านหุบหอกของกำแพงหนาวด้วยความอดทน แหวกวิ่งเลียบตามหุบเขาซึ่งวกวนเปลี่ยนทิศไปมาอย่างไม่จบสิ้น มันใช้สมองที่มีอยู่ไม่เท่าไร จดจำเส้นทางที่ผ่านตาทั้งหมด แม้จะเป็นแค่ฉากซ้ำๆกันของแนวสนสีเทาก็ตาม

          มันไม่รู้จักผู้ขี่ มันไม่เคยยอมรับผู้ขี่ แต่มันเรียนรู้จากความเจ็บปวด ก้มหน้าเดินตามทางที่ชักจูง มันคิดอยู่ในใจลึกๆหากหลุดพ้นไปได้ มันจะหนีกลับสู่ถิ่นฐานภูมิลำเนาเดิม ก่อนที่มันจะถูกยึดเป็นทรัพย์สินของทางรัฐบาล มันจะต้องกลับไปหาผู้ที่รักมันอย่างแท้จริง กลับไปหาความทรงจำที่ล้ำค่าในอดีตที่แสนอบอุ่น

          เสียงสะท้อนของกีบม้าสะท้านความมาดมั่น สร้างความก้องกังวานให้กับความเงียบสงบทั้งมวล

          ผู้ขับขี่ชาวเยอรมันนำสาระสำคัญสู่ถิ่นเบื้องหน้า.....

         หยุด! ภาษาอังกฎษสำเนียงชาวเท็กซัสดังขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปรากฏกายของนักรบในพงหญ้า หรือปลักโคลน หรืออะไรซักอย่าง ท่าทางเป็นทหารเอมริกันที่สวมเสื้อผ้าคลุมขาดรุ่งริ่ง มันหยุดฝีเท้าก่อนคำสั่งเจ้านายเสียอีก

         ม้าหนุ่มตื่นตระหนกตกใจอีกครั้งเมื่อจ้องใบหน้าของมนุษย์เบิ้องหน้า จ้องไปในเงามืดที่ปิดทับของหใวกเหล็ก ด้วยสันชาตยาณและความรู้สึกของสัตว์ป่า ฟ้องว่าคนพวกนี้ต่างจากคนขี่มันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าทั้งสันดานดิบและเสื้อผ้า

         ผู้ขี่ไม่รีรอหมุนตัวม้าให้วิ่งกลับไป

         มันตะบึงออกแรงวิ่งกลับไปทางเก่า ซึ่งมันจำได้จากสมองอันน้อยนิดของมัน

         กระนั้น เสียงแผดสั้นๆที่ดังเป็นกิโลเมตรจากปลายปืนเล็กยาว ก็กระชากเข้าที่หมวกเหล็กของทหารชาวเยอรมัน ร่างกำยำที่ควบคุมม้ากระแทกไปตามแรงการะสุน ทรุดกอดผิวสีนิลโดยไร้ซึ่งเรี่ยวแรงกระทั่งสูดดมหายใจ

        เมื่อแน่ใจว่าผู้บังคับตายแล้ว มันก็สลัดผู้นำที่น่ารังเกียจทิ้งเสีย ออกวิ่งไปตามครรลองของภูเขาอันลดเลี้ยว ทางวงกตที่หนาทึบด้วยแมกไพร สร้างความสับสนกับมันอย่างมาก หลายครั้งที่ลางสังหรณ์ถูกเรียกมาใช้ให้นำทาง และทุกครั้งที่ทำตาม มันรู้สึกว่าได้เข้าใกล้ความรักเข้าไปที่ล่ะน้อยๆ มันใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเดินทางมาถึงชานเมืองที่คุ้นเคย พักบ้าง วิ่งบ้าง เดินบ้าง แต่ไม่เคยแม้จะหยุดกินดื่ม

        มันคิดถึงเจ้านายของมันที่สุด มันไม่รู้สึกหนาวหรือเหนื่อยแต่อย่างใด

        บ่ายแก่ๆเมฆหมอกเปิดทางทัศนิศัยให้กว้างไกล ในที่สุดพระอาทิตย์ก็แหวกม่านออกมาหลังจากถูกบดบังมานาน แสงสว่างวันนี้แรงจ้ากว่าทุกวัน ราวกับจงใจชวนม้าหนุ่มเดินทางไปให้ถึงฝั่งฝันให้ได้พร้อมๆกับแสงแดดนี้ ม้าหนุ่มร้องรับคำท้าของแสงแดด รำไร ออกวิ่งไปพร้อมกับท้องฟ้าที่ว่างเปล่าแต่ดูสวยสดงดงาม

         ประมาณช่วงใกล้ค่ำ มันก็พบตัวเองยืนหยุดอยู่ ณ บ้านเก่าคร่ำครึของเจ้านายคนก่อน หิมะหนาปกคลุมทุกๆอย่างในบริเวณนั้น กลืนกินสรรพสิ่งทั้งยอดหญ้าและครึ่งหนึ่งของประตูหน้าต่างเข้าไป เมื่อไม่เห็นลูกตัวน้อยๆของเจ้านายที่คอยเลี้ยงดูมันยามวัยเตาะแตะออกมาต้อนรับ มันจึงส่งเสียงเรียกตามประสาการณ์เก่าของเพื่อนในงานสังสรรค์ต้อนรับกลับสู่บ้าน

        แต่ก็หามีคนอยู่ไม่ ไม่มีเสียง หรือใครออกมาจากตัวบ้านแต่อย่างไร

        มันส่งเสียงร้องอีก ถี่ขึ้น นานขึ้น ดังขึ้น แต่ก็เป็นแบบเดิม ทุกอย่างมีเพียงแค่ยอดสนไกลๆที่ปลิวไหว เมื่อพยายามเรียกอีกครั้ง มันก็รู้สึกถึงไอเลือดที่รินไหลจากกล่องเสียง รู้สึกถึงความเหน็บหนาวที่ไม่เคยจู่โจมหัวใจมาก่อนครอบครองความอบอุ่นที่ละน้อยๆ ในที่สุดมันก็สะท้านอยู่อย่างโดดเดี่ยวในความปลีกวิเวกที่สร้างพื้นที่ว่างเปล่าให้กับความสงบโดยฉับพลัน

       มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอีกหน.........

 

        ทันใด มีเสียงตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะเป็นเสียงเจือยแจ้วสดใส กลับกลายเป็นเสียงหวูดยางยาวด้วยความคลั่ง และเสียงนี้กังวลวานสยดสยองต่อเนื่อง ไม่นานนักเสียงกัปนาทดั่งฟ้าถล่มก็ดังตามา มีแสงสีเขียวสร้างควันลอยไหลจากพื้น และฝูงบินจู่โจมก็ทิง้ระเบิดไฟสีส้มลงไปกวาดล้างอีกครั้ง

        เสียงดังขึ้น มากขึ้น ถี่ขึ้น กระชั้นชิดมากขึ้น มันกระวนกระวายและขวัญเสีย วิ่งวนไปมาไม่รู้จักจบสิ้น ห่วงทั้งตัวมันเอง ห่วงทั้งเจ้านาย ทุกครั้งที่แสงส้มระเบิดขึ้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแรงกระชาก มันก็ตัวสั่นงันงกคิดถึงครอบครัว คิดถึงลูกๆของเจ้านาย ความหวาดกลัวจู่โจมจับขั้วของหัวใจและแปรเปลี่ยนสภาพจิตใจทั้งหมดเป็นความสิ้นหวัง สิ้นหวังต่อความตาย สิ้นหวังต่อการเดินทาง สิ้นหวังต่อการหนีเอาชีวิตรอด สิ้นหวังในการดำรงอยู่ของทุกๆอย่าง กระนั้นแรงจิตใต้สำนึกที่ผลักดันความอยากรอดก็ดุนไหลเอ่อล้นออกมา

        และเมื่อจิตใจไม่อาจรับไหว ม้าสีราตรีก็ห้อตะบึงอย่างไร้ทิศไร้สติ

 

        ทันใดข้างกายมันก็เกิดแสงวูบไหวแหว่งสีขาว เสียงจิ๊ดบีบหูจุกเจ็บ ทำให้ดวงตาพร่าบอดมอดขาว ร่างกายบีบอีดกระอั่กไอ

       กระสุนเพียงนัดเดียว สร้างความมืดดุจผิวสีของมัน กลืนกินโลกในดวงตาของม้าหนุ่มไปทั้งมวล

 

****

 

       ไอร้อนแผดเผาทุกๆหย่อมกรวดของทะเลทราย เสียงเป๊าะแป๊ะของพื้นที่แตกกระเซ็นทุกครั้งที่หยั่งเท้าลงไป สร้างความรำคาญใจให้แก่การเดินทางของแซนดี้มากเพราะมันต้องใช้แรงเป็นเท่าตัวจากการเดินเพื่อยกเท้าจากกองทราย

        ความร้อนชนิดบรรลัยกัลป์ลุกลามมอดไหม้อยู่เพียงแทบเท้า แสงอาทิตย์ส่งแสงแรงกล้าเพื่ออวดศักดาความเป็นใหญ่ แซนดี้รู้สึกถึงกลิ่นไหม้ในดวงตา รู้สึกถึงคอที่ถูกแผดเผาด้วยไอร้อน แม้จะทรมานแสบสันซักเท่าใด มันก็จำยอมก้มลงเอาจมูกที่ไวต่อความรู้สึกและเหลือความชื้นไม่มากนัก แตะสัมผัสกับทรายรวยรุ่นเรียวเกลียวเปล่า ความอดทนนำมันมาพบกลิ่นบางๆของกองทัพอังกฎษ ซึ่งสร้างความดีอกดีใจของมันอย่างที่สุด

        มันถูกปล่อยให้ตายหลังจากกองทัพอิตาลี่บุกเฉียบพลันที่อียิปและทำให้กองทหารบรรทุกยอมแพ้

        ชาวอิตาลี่ต้องการเชลยศึกก็จริง แต่ไม่ได้ต้องการสัตว์เลี้ยงนำโชคของกองพันมาเลี้ยงไว้ และเพื่อประหยัดกระสุน ทหารอิตาลี่จึงจัดแจงปล่อยมันลงกลางทะเลทรายให้มันตายเพราะขาดอาหาร หรือเพราะไอร้อนจากแสงอาทิตย์

        มันเคยสร้างวีรกรรมในการลากพลปืนกลเบาออกมาจากหลุบที่ซ่อนอย่างห้าวหาญ และก็ช่วยกู้สถานการณ์ขั้นวิกฎติของหมวด 3 แห่งกองร้อยที่ 18 ได้ มันกำลังได้รับพิจารณาเหรียญสดุดีขั้นสูงสุดเมื่อเทียบกับรางวัลในทหาร

        มันยังคงด้อมๆมองๆตามกลิ่นลอยจางนี้ไป แล้วออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ก้าวขาไปตามครรลองของทะเลทรายที่ดูเหมือนมองไปทางไหน ก็เป็นลุ่มดอนราบไร้ที่สิ้นสุด การไม่มีอะไรเลยบางครั้งก็เป็นเขาวงกตที่แยบคายวกวนไม่สามารถหาจุดหมายได้ เป็นทางวงกตที่ไม่มีทางออกเลยด้วยซ้ำ

        แต่มันมีสิ่งที่มนุษย์ไม่มีซึ่งทำให้มันมั่นใจว่า มันจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย นั่นคือ สันชาตญาณ ความห้าวหาญอดทน และเหนือสิ่งอื่นใด จมูก!ของมัน

       มันกำหนดทิษทางแน่นอนได้แล้ว ค่อยๆกะเผลกขาซ้ายที่ปวดหนึบโดยไร้สาเหตุ มุ่งสู่ทะเลทรายที่ทอดยาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

****

       ร่างครึ่งซีกจมลงไปกว่าครึ่งของโคลนตมของเศษดิน ฝุ่นผงที่เปรอะด้วยหยาดจากฟากฟ้า เหนียวเหนอะหนะบนร่างทั้งหมดของมัน จมูกข้างหนึ่งได้กลินระหืนเหยของไอชื้นเหม็นเน่า และมันก็พยายามตะเกียกตะกายสูดอากาศหายใจบริสุทธิ์ที่ห่างจากมันไปไม่กี่มิลในทุกครั้งที่คิดว่ามีแรงพอ มันยังเจ็บซี่โครงจากแผลเก่าเล็กน้อย มันจำได้ดีเมื่อสะกิดแผลเป็นที่อกอันนี้ ซึ่งเป็นฝีมือของเหยี่ยวนักล่าปักษาที่ถูกเลี้ยงไว้โดยศตรูของเจ้านายมัน เป็นศัตรูตลอดการ ผู้มีสัญลักษณ์เป็นสวัสดิกะที่ปลอกขา ปลอกแขน

      แต่ครานี้ไม่ใช่กรงเล็บของนกที่ฟาดฟัน แต่เป็นลูกปืนกรดที่กระเซนแทรกในปีกกลายของนกพิราบผู้นี้ ท่ามกลางความหนักอึ้งของฝนเม็ดใหญ่ มันฝ่าฟองคลื่นลมหวนแห่งพายุไร้สติได้สำเร็จ แต่ทันใดที่เสียงเป่าปืนดังแค่นัดเดียว มันก็ดับดิ้นสู่ปฐพีที่น่ารังเกียจ ความเจ็บแปลบซาบซ่านทั้งอก ทั้งปีก ทั้งใจ เพราะที่รังแสนรักและผู้รักมันกำลังเฝ้ารอการกลับมาของมันอยู่ แต่เรี่ยวแรงกลับถูกโคลนตมแห่งความสิ้นหวังดูดไปจนหมดสิ้น

      มันกำลังเดินทางกลับบ้านเก่าเหมือนทุกคราว แม้มันไม่รู้ว่ามันถูกนำออกห่างจากบ้านเกิดไปทำไม แต่เมื่อเขาปลดปล่อย หน้าที่เดี่ยวที่ได้รับมอบหมายคือกลับบ้านให้ได้

      มันลากสังขารเดินต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และยังคงหายใจรวยรินต่อไปท่ามกลางพายุฝนที่บ้าคลั่ง

      ทุกๆอย่างดูราวกับชะฝนจนเปียกปอนซ้ำๆในกาลเวลาที่แปรผัน

******

 

 

       แซนดี้ สุนัขนำโชคของกองทัพอังกฎษบกชุดอียิปได้สัตว์นำโชคคืน หลังจากที่ถูกปล่อยท่ามกลางทะเลทรายเพื้อให้อดตายด้วยความร้อนในตอนกลางวัน และความหนาวเย็นในยามกลางคืน เจ้าตูบใจเพชรเดินทาง 140 ไมล์กลับไปยังเอล็กซานเดรียได้สำเร็จ และด้วยกระสุนที่ฝังอยู่ ณ ปลายเท้าของมันสามารถบ่งบอกการถูกโจมตีของกองทหารบรรทุกได้ ซึ่งสามารถดูจากอาการเน่าของบาดแผลว่ากี่วันแล้ว ทั้งนี้มันยังถูกรวมเข้าในหน่วยเฉพาะกิจตามหากองทหารบรรทุกอีกด้วย ...(ติดตามต่อหน้า 12)

       ...ในที่สุดแซนดี้ก็ได้รับเหรียญสดุดีกล้าหาญระดับชั้นต่ำสุดเพราะ มีนายทหารนายหนึ่งบอกผู้การของเขาว่า สัตว์ไม่ควรได้รับเหรียญเชิดชูเท่าเกียรติของมนุษย์

       อย่างไรก็ตามมัน คงพอใจกับกระดูกของมันมากกว่าจริงไหม แซนดี้

12 พฏศจิกายน 1940

 

        เมื่อวานนี้นกพิราบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของอังกฏษ ชื่อ แม่รี่แห่งเอ็กซิเตอร์ ได้รับรางวัลดิกกิ้น เพราะความกล้าหาญ แมรี่ทำงานขนถ่ายสารลับจากยุโรปมาอังกฎษ และกลับมาพร้อมแผลฉกรรจ์ในภารกิจครั้งที่หนึ่ง

        ครั้งนี้มันกลับมาพร้อมกระสุนลูกกรดที่ร่างหนึ่งจุด ปีกขาดบางส่วนแต่มันก็ขนส่งข้อความลับได้สำเร็จ

        ในท้ายที่สุด ผู้ดูแลของเธอก็พบเธอในวาระสุดท้าย ด้วยบาดแผลทั่วร่างและความเหน็ดเหนื่อย มันยังพยายามกลับมาหาบ้านเขาเหมือนทุกคราวด้วยสภาพใกล้สิ้นใจ

         เป็นนกพิราบที่ห้าวหาญเสียนี่กระไร

24 กุมพาพันธ์ 1945

 

*********

       กองร้อยอีซี่ลาดตระเวนอย่างเงียบๆราวกับผีปีศาจที่คลืบคลานโดยไร้ซึ่งเสียงกังวารใดๆ พวกเขาถูกฝึกให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุดแต่เร็วที่สุดอยู่แล้ว เสียงครืดครางราวกับกระซิบเมื่อพลล่มเหยียบย่างจึงเป็นเพียงแค่เสียงสายลมเบาๆเท่านั้น

       ความอ้างว้างก่อสร้างช่องว่างให้แก่ความสงบอย่างกว้างใหญ่ สายตากระชั้นชิดต่อขอบวิสัยของดวงตา จับจ้องต่อทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว แม้เป็นเงาไม้ที่วูบไหวด้วยพิษเข็มของสายลมหนาวก็ตาม วันนี้หิมะไม่ปลิดล่วงลงมาจากก้อนเมฆขาวข้างบนอีกแล้ว แต่หมอกหนาๆก็ยังคงปกคลุมป่าสนทั้งผืนราวกับผ้าปูที่นอนผืนใหญ่ต่อไป

       เมื่อทุกอย่างในบริเวณนั้นปลอดภัย ไร้ซึ่งวี่แววของทหารเกสตาโป จีไอทั้งหลายก็ค่อยๅเขยิบแนวหน้าออกไปสู่วงกว้างเพื่อทำตามคำสั่งกลยุทธิ์ให้ยึดเมืองฟอย กองร้อยอีซีหน่วยนี้เริ่มสังเกตุรอบๆบริเวณของสะเก็ดหลุมใหญ่กว้าง สภาพที่ถูกทำลายใหญ่น้อยของฝุ่นผงระเบิดประกายสีส้มเมื่อวันวาน ต้นสนหลายต้องล้มลงจมอยู่กับหยาดขาว บ้านหลายเรือนพังพินาศย่อยยับ

        ทหารลาดตะเวนนำหน้าไปอีกครั้ง ทิ้งไว้แต่ฝุ่นคราบ ไออุ่นๆของทหารและรอยเท้าที่กำลังจะจางหายไปตามหมอกหนา หมวดที่หนึ่งของกองร้อยอีซี่เดินมาด้วยเสียงเบาๆเช่นเคย แต่คราวนี้ไม่ได้เกร็งประสาทเหมือนกับกองด้านหน้า พวกเขาเดินอย่างระมัดระวัง เลียบเย็น เชื่องช้า แต่ก็ผ่อนคลาย

        หมอกเริ่มบางตาเมื่อเวลาผ่านไป

 

 

 

         ม้าหนุ่มสีนิลดูซึ่งเหมือนพาหนะของเพชฌฆาตยืนนิ่งเงียบอยู่ริมของบ้านที่เว้าแหว่งด้วยแรงระเบิด เมื่อแลเห็นตัวทั้งหมดพวกเขาก็ได้ยินเสียงฟืดฟาดก้องกังวานอย่างฉับพลัน เสียงลมหายหวนหลอนเข้าจรดประสาททั้งห้า ได้กลิ่นไอเลือดสดๆยังคงคลุ้งเคล้ามาตามตัวของม้าสีดำ ที่แทบเท้ามีน้ำสีแดงไหลนองเปรอะกองน้ำแข็งสีขาวนไปทั่วบริเวณ กองพลล่มเดินเข้าไปใกล้อีกก็เห็นสภาพของม้าที่ยับเยินน่าหวาดกลัวทั้งหมด ร่างสีนิลของมันต้องสะเก็ดระเบิดเล็กสีน้ำตาลเต็มไปหมด บาดแผลทั้งหลายก็ปูดโปนเน่าน่ารังเกียจ พวกเขาใกล้พอจนสามารถเห็นดวงตาที่ว่างเปล่าเหมือนความรู้สึกตายซากไร้ชีวิตที่เกาะกินขั้วทั้งหมดของหัวใจนอกจากนั้นขาขวาของมันถูกตัดขาดด้วยสะเก็ดระเบิดอีกด้วย

        สภาพบ่งบอกถึงความทรมานขีดสุดในชีวิตของม้าตัวหนึ่งก็ว่าได้

       และเหตุใดมันยังยืนอยู่ได้

       และเหตุใดมันจึงทรหดอดทนถึงเพียงนี้

 

        หลายคนที่สัมผัสกับเสียงครางของลมหายใจที่เสียดระคนกับกลิ่นโลหิต ก็จินตนาการถึงความอัปลักษณ์เลื่อนลอยมาซ้อนทับร่างของทหารอเมริกันแต่ล่ะคนๆโดยหาจุดจบไม่

        นายสิบคนหนึ่งเดินเข้าไปใกล้ และชักปืนพกออกมา จ่อไปที่หัวของมัน

        น่าแปลก

       มันไม่ได้รับเหรียญกล้าหาญ

      มันไม่ได้รับลงข่าวความอดทนต่อสิ่งใดๆเลย

 

 

 

 

 

 

 

.....มันได้รับแค่เพียงกระสุนนัดเดียวเท่านั้นเอง.....

 

 

 

 

Crozzax 22/10/2550

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

             กราเซีย(ทหารในกองร้อยอีซี)มีความทรงจำอีกเรื่องในวันนั้น "ผมได้เห็นภาพที่น่าเศร้าที่สุด ม้าไถนาอยู่กลางหิมั ขาหน้าข้างหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดตัดขาด นายสิบเดินข้าไป ปืนจ่อหัว ยิงมันให้พ้นความทุกข์ทรมาน ความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกัน ก็เลวร้ายเหลือทน แต่ภาพสัตว์ทนทุกขฺ์สิ้นหวังจากฝีมือมนุษย์นั้น น่าเศร้าเกินกว่าบรรยายเป็นคำพูด"

 

เชิงอรรถที่ 1 บรรทัดที่ 12 หน้า 280 บทที่ 13 โนวิลล์,Band of Brother

ส่วนเรื่อง แซนดี้ กับ แมรี่ ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือชุด,ประวัติศาสตร์ โหด มัน ฮา,สงครามโลกครั้งที่ 2 สยองขวัญ

 

 

          เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากแนวคิดนั้นล้วนๆเลยครับ ส่วนอื่นๆที่สอดแทรกนั้นตีความเอาเองนะครับ(คำไบ้คือ "เดินทาง", "ความซื่สัตย์") ให้รางวัลหนึ่งจุ๊บกะคนที่อ่านจบเน๊อ(ยาวอีกล่ะ) ค่อยๆละเมียดกับแสงดำจากจันทรืสีเทาดวงนี้นะครับ อย่ารีบอ่านข้ามไปมา เพราะเดี๋ยวได้อารมณ์หม่นๆไม่พอ........

 

 

 

 

ช่วงนี้อาจไม่ได้อัพนานเลยล่ะ(อ่านหนังสือจ้า) รักษาเนื้อรักษาตัวนะคร้าบลมหนาวมาแย้วววว......

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ไม่ได้เข้ามานานเหมือนกัน ยังเยี่ยมมมมเหมือนเดิม...

...surprised smile

#1 By PiXY on 2007-10-31 22:45

หุหุ
ผู้กล้าหาญมักได้รับรางวัลอย่างนี้
ชีวิตไม่มีรางวัลใดเท่ากับความอิสระในชีวิต

น่าสงสารม้าจัง
ส่วนเรื่องสุนัขกะนกพิราบ เคยอ่านในโหดมันฮา เมหือนกัน
กล้าหาญแบบนี้ต้องได้รางวัลถึงจะถูกต้องเนอะ
กว่าจะอ่านจบแทบตายคาคอมก๊ากๆๆๆ

ตั้งใจอ่านน๊าเอาใจช่วยจ้า

ปล.ช่วงนี้ก้อหนาวๆๆแร้วรักษาสุขภาพด้วยน๊าเป็นห่วงquestion
แปะไว้ก่อนได้ป่ะ

คอมยังซ่อมไม่เสร็จ

ซ่อมเสร็จ แล้วจะอ่านอยู่บ้านอย่างสบายๆbig smile
อ่านๆ ชักตาลาย เดี๋ยวม้า หรือเดี๋ยวหมา
ต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่ 555 ซะงั้น
คราวนี้มีแต่สัตว์เป็นตัวนำทั้งนั้นเลย
ขอชื่นชมแซนดี้ค่ะ ... อึดมากกกกกกกกกก big smile

#5 By !2know ++ on 2007-11-05 16:41

มาอ่านเจ้าค่า ^^

open-mounthed smile

อะ....เริ่มตาลายแหละ....55+
แต่ยังสุดยอดเหมือนเดิมนะฮะ

#7 By Kurei on 2007-11-07 18:46

เศร้า..
บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเราศรัทธามนุษย์ด้วยกันเองด้วยคุณสมบัติอะไรเนอะ...
ความที่สัตว์มันไม่สามารถพูดกับเราได้
การสื่อสารความรู้สึกของสัตว์
จึงทำได้แบบตรงไปตรงมา ไม่มีความโกหก
คนบางคนพยายามลบสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกจากตัว
เราว่า...
บางครั้งเราก็ควรลดสัญชาติญาณสัตว์เมืองออกไปบ้างท่าจะดี

#8 By ninjaarch on 2007-11-07 20:30

ครั้งนี้ยาวจริงนะชาแนปปี้
ที่ชบที่สุดของหนนี้คือภาษา
สลวยขึ้นเยอะจนแปลกใจเลย
ก้อดีนะที่ใช้มุมของสัตว์แทนคนปกติ
อ้อใช่ พรรณาได้สะใจมากด้วย หุหุ

แต่นิดนึงนะ การเรียงเรื่องราวยัง..ติดๆนิดหน่อย
พูดไม่ถูกแฮะ

เอาเปนว่าตั้งใจอ่านเอนท์น้า
อย่ามัวแต่เขียนเรื่องสั้นล่ะ

LOTS OF CARE
LOTS OF MISS
double wink

#9 By wHanii*~ (61.90.146.66) on 2007-11-09 20:59

สุดยอดครับ
กลับไปขุด Band of Brother มาอ่านอีกทีดีกว่า

#10 By ปิงกรู on 2007-11-17 16:38

มนุษย์กับสัตว์ ต่างก็มีความกลัวตายเหมื่อนกัน
ไม่ว่าต้นไม้เมื่อเราตัดมันเเล้วทิ้งไว
มันเองก็จะดิ้นรนหยั่งรากลงดินให้ได้
ทุกชีวิตต่างก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
วีรกรรมเกิดจากความเสียสละ

#11 By (61.19.220.5) on 2008-07-11 11:27