รอยยิ้มของหน้ากาก
posted on 23 Aug 2007 21:32 by crozzaxmoon in Moon-Hill
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้น ณ ห้วงเวลานั้น คือเธอเดินมาบอกลา ภาพที่สองคือเธอเดินจากไป ถาพสุดท้ายคือความมืดมิด พอมารู้สึกตัวอีกทีก็พบตัวเองนั่งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางห้งอนอนที่กระจัดกระจาย
ผมมองไปบนฟ้า
คำคืนและท่วงทำนองแห่งความะพังพินาศเริ่มบรรเลงไปพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า เมื่อความทรงจำเพียงชั่วคราวยอกย้อนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่เจอเธอร้องไห้ วันที่บอกว่าจะรักกันชั่วนิรนดิ์ วันที่สัญญาป่นปี้ ทั้งหมดจุกเข้าไปในเส้นเลือดทั้งร่างกาย แล้วแปลงสภาพเป็นมีดคมเสียดแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหัวใจเป็นรูใหญ่ รูที่ไม่รู้อีกนานเท่าไรจะสามารถกลบให้มิดได้....
เมื่อระลึกถึงความหอมหวาน..แค่เพียงคำพูดสั้นๆที่เคยเป็นทุกสิ่ง บัดนี้กลับทำลายหัวใจให้แหลกสิ้น ประหนึ่งกลายเป็นเพียงคำหลอกลวงให้ทุกข์ทนหลงมัวเมาอยู่ในความงมงาย เหมือนเธอผู้ใช้ถ้อยคำเหล่านั้นมาบดขยี้หัวใจดวงโตให้เป็นผุยผง ให้เป็นเถ้าทุลีแห่งความบอบช้ำ ให้เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าไม่มีใครจดจำ
น้ำตาไหลรินหยดย้อยราวกับน้ำธารคลั่ง
ทะเลดวงดาวยังคงนิ่งงัน ดวงจันทร์ดวงโตยังคงสั่นไหว ดวงตาอาบไปด้วยหยดน้ำมองจ้องกระพริบไม่ไหวติ่ง เพื่อพร่ำบอกถึงความโศกเศร้า ความอ่อนแอ ความเจ็บปวด ให้ท้องฟ้า แก่พระจันทร์นวลสด เพื่อหวังให้สิ่งเหล่านั้นปลอบโยนสมานรูโหว่ช่องใหญ่ของหัวใจ เพื่อกลบความหมองมลให้หายไปกับท้องนภาอันมืดมิด
และหวังว่าพรุ้งนี้ แสงสว่างคงส่องแสงให้ผมอีกครั้ง และคำคืนนี้คงอีกนาวนานนัก ยาวนานพอๆกับเพลงอีกหลายร้อยในเครื่องเอ็มพีสาม เล็กๆบนมือ
พรุ้งนี้ จะสดใสมั๊ยหนอ....
ติ๊ดๆๆๆเสียงร้องเตือนของรถไฟฟ้าดังขึ้นปลุกผมจากผวังค์อันน่าเศร้า แบกกระเป่าของโรงเรียนพุ่งเข้าแทรกประตูของรถที่ปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อคืนเป็นบ้าอะไรฟะเนี่ยผมคิดพลางเปิดเพลงจากเครื่องเสียงในมือ ปรากฏว่ามันถ่านมันหมดไปแล้ว ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน สงสัยฟังเพลงเศร้าๆมากเกินไปจนหลับคาไปเลยล่ะมั้ง
เพลง น้ำตา ของพลสมพลปรากฏเป็นลิสแรก แต่ผมก็กดเลยผ่านไปทันที
สายตาชำเลืองมองไปตรงทางเชื่อมของรถไฟฟ้า แผลสดไหลหยดน้ำหยดเล็กๆออกมา ตรงๆนั้น เราสองคนเคยคุยกันทุกๆเช้า เธอเป็นฝ่ายรอผมเสมอ และผมต้องตอบแทนเธอด้วยการไปส่งถึงหน้าโรงเรียน และนั่นทำให้ผมเข้าแถวสายทุกเช้า
ผมสงสัยเหลือเกิน วันนี้เพื่อนๆจะพูดอย่างไรหากเห็นผมปรากฏตัวในตอนนี้
ทำนองเพลง ยาพิษ ที่ตรงใจเกินไปหน่อยทำเอาผมเดินสับขาอย่างรวดเร็ว
ภายใต้ธงชาติที่ปลิวสะบัด ผมยืนเข้าแถวนิ่งไมไหวติ่ง นิ่งเสียไม่ได้พูดคุยกับใครเลย
เห้ยเมื่อคืนเล่น ดอทป่าววะ
อืม....เมื่อคืนไม่ได้นอนว่ะ คือ กุเล่น sf เพลินไปหน่อย
แกยังแหกขี้ตาตื่นมาได้นะเนี่ย แถมมาเร็วซะด้วย
ผมยิ้ม กุใครล่ะจิ้มไปที่หน้าอกที่เหลกเหลว
ผมเรียนไม่รู้เรื่อง ผมกินข้าวกลางวันได้ไม่กี่คำ เดินทางกลับบ้านอย่างเจ็บปวด พอแอนพิงกายบางสิ่งก็ไหลรินออกจากเบ้าตาที่แห้งเหือด เพลงพิฆาตหัวใจก็บรรเลงมาตามทำนองที่ปวดร้าว
ก็ไม่รู้เพราะอะไร ทุกๆวันผมยังคงเฮฮา ทุกๆวันยังคงมีความสุข เพียงแต่ทุกครั้งที่ยิ้มความทุกข์ทนก็ทวีคูณขึ้นมา
รู้สึกเหมือนใส่หน้ากากมาหลอกลวงใครต่อใครว่าเรานั้นแข็งแกร่งและไม่เจ็บปวดอะไรเลย คงเพราะไม่อยากลำบากใคร ไม่อยากให้ใครเห็นใจ ไม่อยากให้ใครหัวเราะเยาะ ไม่อยากให้ใครหาว่าเป็นคนอ่อนแอ ให้รู้เอาไว้ไม่ว่ามีดเล่มนั้นจะคมกริดซักเท่าไร ไม่ว่ารถที่พุ่งมาจะรุนแรงแค่ไหน ผมจะไม่โอดครวญแม้แต่นิดเดียว หากแต่.....อะไรซักอย่างที่มากกว่าตรงหัวใจกำลังหวีดร้อง
ดีแล้ว อยู่กับการหลอกตัวเองมันดีแล้ว ดีแล้ว ซักวันถายใต้หน้ากากอันนี้ผมจะลืมเลือนทุกอย่างได้ในที่สุด ผมปลอบประโลมตัวเองทุกวัน ทุกวัน ผมคงกลับมาเป้นปกติ ................
ต้องหลบหน้า เมื่อเห็นตัวเธอ
ต้องหลีกเลี่ยง เมื่อใครพูดถึงความรัก
ต้องหาอะไรซักอย่าง บดบังรูใหญ่รูนี้ให้จงได้ เพราะผมไม่อาจแบกช่องโหว่แบบนี้ได้ตลอดไป
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนผมคิดว่าตัวเองหายดีแล้ว....
เย็นวันหนึ่ง ในตรอกซอกซอยของบ้านผม ขณะที่ผมเดินอาดมาตามชายถนน เป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจเดินมาหาร้านอาหารฝั่งตรงข้าม ใบหน้าจ้องไปเข้าไปนร้านอาหารอย่างเดียว มันเป็นไปได้ที่อาจเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้
เพลง กลับไปไม่รู้จัก เริ่มบรรเลงด้วยกีต้าคลาสสิกที่บางเบาในอารมณ์เปลี่ยนเหงา มันขึ้นมาในจังหวะที่สุดยอดมากๆ เพราะในที่สุด เราสองคนก็เจอกัน.....หลังจากไม่ได้เจอหน้าเป็นหลายเดือน
สายตาที่แข็งแกร่ง ร่างกายที่ดุดัน อ่อนแรงทันทีเมื่อได้เห็นเธอนั่งดื่มน้ำส้มอยู่มุมถนน แรงครวญครางภายนอกก็เริ่มถีบกระทั้นหัวใจจนจะบ้า มีดเล่มโตก็เริ่มท่วงแทงไปในรูที่ไร้ช่องโหว่ แต่ผมก็ยิ้ม ยิ้มเหมือนคนบ้า เดินเข้ามาเหมือนมองไม่เห็นเธอ นั่งลงมุมอับของร้านอีกด้าน พลางสั่งก๊วยเตี๋ยว เล็กน้ำพิเศษ ด้วยถ้อยคำราวกับกระซิบ
ต้องพิสูจน์ว่าผมหายดีแล้ว เธอเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น
วูบแรกที่เธอยิ้มมาให้เมื่อเห็นหน้า ก็ทำเอาหัวใจเบิกบาน วูบต่อมาคือผู้ชายแปลกหน้านั่งลงตรงข้ามกับตัวของเธอ ความเจ็บปวดก็พลุ่งพล่านราวกับน้ำป่าที่พร้อมทำลายเขื่อนภายในไม่ช้า แล้วแผ่นบางๆที่เรียกว่าการหลอกตัวเองก็หลุดลุ่ยออกไปราวกับทนทานความเป็นจริงของหัวใจไม่ไหว
อาหารที่พล่องไปเพียงครึ่งก็ถูกสั่งเก็บ ใบหน้าที่เคยเฉยเมยบิดเบี้ยวด้วยรอยหยักของน้ำตา ผมกำมือแน่นมองไปคอนโดที่ผมอาศัย วิ่งหนีความจริงทุกๆอย่าง เราไม่เคยรักเขา เราไม่เคยรักกัน ความรักของเราไม่ได้เกิดขึ้นและจบลง............
ก่อนที่ใครจะเห็นรอยน้ำตาเอ่อล้นออกมา ประตูคอนโดก็ปิดลงกลอนพอดี
บนห้องสี่เหลียมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
ผมฟาดอารมณ์แห่งความบ้าคลั่งใส่ของทุกๆอย่าง เขวี้ยงแก้วน้ำใส่ขวดเหล้าที่ตั้งเรียงกันเป็นแถว เขวี้ยงนรูปภาพของเธอกระแทกพื้นซ้ำๆกันไป ผมจำต้องใบหน้า จับต้องหัวใจ ทั้งสองอยากอยู่ในสภาพเปล่าเปลือยไปแล้ว
....เสียงตะโกนยาวนานก้องในห้อง....ก้องในซากแห่งความทรงจำ
ภาพต่างๆที่ถูกลืมยอกย้อนเข้ามาในอกของผมอย่างต่อเนื่อง จุกเสียดคลื่นเหียนเจ็บจนแทบบ้า ปวดจนแทบคลั่ง ว๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
บทเพลงในใบหู เอ็มพี3ในกระเป๋าเสื้อ ถูกเขวี้ยงใส่หน้าต่างจนแตกร้าว
เป็นอะไรรึเปล่าเสียงอันคุ้นเคยแปลบร้าวมาจากหน้าห้อง
อะไรกันเนี่ย เกิดอะไรขึ้น ไม่ๆๆๆ เราต้องไม่ร้องไห้ เราต้องแข้มแข็ง เราต้องยิ้ม เราต้องยิ้ม
ผมจับใบหน้า ผมจับหัวใจ มันยังคงไร้สิ่งปกป้อง รอยน้ำตายังไม่แห้งผาก รอยร้าวของรูปถาพยังคงคาอยู่กลางพื้น
นี่เธอ....เสียงใสๆพูดขึ้นอีกเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ
ผมรีบแต่งตัวให้มิดชิด รีบเก็บของถูกเขวี้ยงฟาด เมื่อทุกๆอย่างดูเรียบร้อยดีแล้ว ผมก็จะเรียกเธอให้เข้ามา
ฉับพลันเมื่อใบหน้ามองไปในกระจก มันยังคงปวดร้าวหมนหมอง ผมต้องยิ้ม ผมต้องยิ้ม ผมควานหาหน้ากาก หน้ากากที่ทำให้ใบหน้าแห่งความสิ้นหวังถูกลบเลือนหายไป เสียงเคาะประตูอีกครั้งทำให้การกำเนิดรูปเพื่อปกป้องพังทลายไปในทันที
ทำยังไงดี ทำยังไงดี ผมจะหลอกลวงเธออย่างไรดี หลอกลวงใครต่อใครต่อไปยังไงดี ..... ...เอหรือว่ามันอยู่บนหน้าผมมาตั้งนานแล้วล่ะเนี่ย ใช่มันต้องเป็นแบบนั้นใช่แล้ว เรากำลังหลอกตัวเองว่าเศร้าเสียใจ....ใช่ๆมันไม่เคยมีรูโหว่ในจิตใจ ใช่ๆผมไม่เคยร้องไห้ ผมมองไปบนกระจกอีกครั้งแล้วจึงคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว.....ที่จะเปลี่ยนฌฉมหน้าของหน้ากากนี้....
เข้ามาซิผมเรียกเธออย่างละมุนละไม เสียงไขดังคลิ๊กของประตูเปิดออกอย่างช้าๆ
ใบหน้าคุ้นหน้าคุ้นตาก็ปารกฏออกมา..............
เธอเอามือกุมปากด้วยความตกใจก่อนซุบหวบลงกองกับพื้นที่เจิ่งนองด้วยเลือดโลหิต
บนมือของผมถือมีดเล่มยาวเอาไว้......
ผมยิ้มด้วยใบหน้าที่ฉีกถึงหู
คุณอ่านไม่ผิดหรอก
..ฉีกยิ้มถึงหู..
++++++++
โรคจิตพอมั๊ยคร้าบ ตามคำเรียกร้อง(ของคุณrome)
อันนี้เอาอารมณ์ล้วนๆเลยนะเนี่ย(แฝงข้อคิดไว้นิดนึงด้วยแหละ)
ก็ติชมได้เต็มที่เลยล่ะค้าบบบบบบบ
ปล.แรงบันดาลใจมาจากเรื่องพร่ำเพ้อของผมในคืนหนึ่ง
รวมไปถึงบทเพลงต่างๆที่ปรากฏในเรื่องด้วยนะครับ แล้วก็เอามาจาก
.Entryเก่าเรื่อง สับสนบนใบหน้าของตัวเอง เป็นแนวคิดเดียวกันครับ
จริงๆถ้าใครอ่านไม่เข้าใจเรื่องนี้ อ่านตัวนี้อาจเข้าไปถึงแก่นมากขึ้นก็ได้นะครับ
แจ่มๆ
พัฒนาขึ้นเยอะเลยยยยยยย
#1 By นางสาวความสุข on 2007-08-23 21:54